- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 50 - รากฐานของราชสำนัก
บทที่ 50 - รากฐานของราชสำนัก
บทที่ 50 - รากฐานของราชสำนัก
บทที่ 50 - รากฐานของราชสำนัก
"นับตั้งแต่ปีศาจเริ่มปรากฏตัวขึ้นมากมายในราชสำนักก็มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
วิธีการแปลกประหลาดพิสดารสารพัดผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
ในจำนวนนั้นหน่วยงานที่มีความสามารถมากที่สุดก็คือสำนักขวนจิ้งและกองปราบปีศาจ"
เฒ่าเฮ่อเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ดวงตาข้างเดียวฉายแววขมขื่น
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมตระกูลสวีส่งคนมาแก้แค้นข้า แต่กลับทำแค่ให้บาดเจ็บไม่ถึงตาย"
หลิวเซิ่งขมวดคิ้ว นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาสงสัยอยู่เหมือนกัน
ตามนิสัยของเขาถ้าได้ลงมือแล้ว ต้องถอนรากถอนโคนเพื่อตัดปัญหาภายหลัง
พี่น้องตระกูลสวีทั้งสี่คนไม่ใช่คนดีอะไร ทำไมลงมือทีถึงได้ยืดเยื้อไม่เด็ดขาดแบบนี้
"เพราะมันตรวจสอบได้น่ะสิ"
เฒ่าเฮ่อก้มมองข้อมือซ้ายที่แตกละเอียดของตนเอง พูดเสียงแผ่วเบา
"ราชสำนักเลี้ยงดูสัตว์ปีศาจบางชนิดที่มีพลังประหลาดพันลึก เหลือเชื่อสุดๆ ขอแค่ทิ้งร่องรอยไว้ ก็ต้องตามสืบเจอแน่"
ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว
งั้นก็หมายความว่าเรื่องที่ข้าแปลงร่างเป็นเสือลายพาดกลอนยักษ์ ฆ่าพวกเจ้าหน้าที่ลู่...
ก็อาจจะถูกตรวจสอบเจอได้งั้นรึ
หัวใจของหลิวเซิ่งหนักอึ้งขึ้นมาทันที นึกไปถึงงูวิเศษห้าตัวที่เฒ่าสวีเลี้ยงไว้ สุดท้ายพวกมันก็ตามกลิ่นมาจนถึงบ้านเขาได้!
ความสามารถของพวกปีศาจมีร้อยแปดพันเก้า คาดเดาไม่ได้จริงๆ...
ไม่แน่ว่าอาจจะมีตัวที่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของเขาได้อยู่ก็ได้
เขาเลียริมฝีปาก ยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า
"ถ้าอย่างนั้น คดีปริศนาในใต้หล้านี้ก็คงไม่มีแล้วสิ"
"ในทางทฤษฎี... ก็ใช่"
เฒ่าเฮ่อพยักหน้า แล้วยิ้มขื่น
"แต่สัตว์ปีศาจแบบนั้นมีจำนวนน้อยมาก ในขณะที่ประชากรนับล้าน คดีลักขโมย ฆ่าฟัน ข่มขืน ปล้นชิง เกิดขึ้นทุกวันนับไม่ถ้วน หากจะให้ตรวจสอบทีละคดีให้กระจ่างแจ้ง มันเป็นไปไม่ได้เลย"
พูดง่ายๆ ก็คือ งานล้นมือนั่นเอง
สมมติว่าสัตว์ปีศาจหายากพวกนั้น วันหนึ่งช่วยไขคดีได้สิบคดี แต่ทุกวันมีคดีถมเข้ามาเป็นพันเป็นหมื่น...
ทั้งเรื่องทะเลาะวิวาท ทรัพย์สินหาย ข่มขืน ลักเล็กขโมยน้อย ฆ่าคนวางเพลิง ปนเปกันไปหมด
ลำดับความสำคัญสูงสุด ย่อมต้องเป็นคดีใหญ่อย่าง "ฆ่าคนวางเพลิง"
ส่วนคดีทำร้ายร่างกาย ขอแค่ไม่ตายคาที่ เว้นแต่จะมีผลกระทบรุนแรงจนเบื้องบนสั่งการลงมา ก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนคดี "ทำร้ายร่างกาย"
กำลังคนที่ทุ่มลงไปย่อมเทียบไม่ได้กับคดี "ฆ่าคนวางเพลิง"
แน่นอนว่าคดีฆาตกรรมชาวบ้าน กับคดีฆาตกรรมขุนนาง กำลังคนที่ทุ่มลงไปย่อมเป็นคนละระดับกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะมนุษย์เกิดมามีแบ่งแยกชนชั้น...
ชีวิตบางคนมีค่าดั่งทอง แค่จามทีเดียวแผ่นดินยังสะเทือน
ชีวิตบางคนไร้ค่า ตายเป็นเบือก็เป็นแค่คำว่า "และอื่นๆ" ในรายงานราชการ
นี่อาจจะเป็นกฎที่รู้กันในหมู่ข้าราชการ
มิน่าล่ะ พี่น้องตระกูลสวีถึงได้วางก้ามใหญ่โต แต่สุดท้ายกลับต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม แม้แต่จะแก้แค้นยังต้องอ้อมค้อม หาข้ออ้างสารพัด ดูโง่เขลาสิ้นดี
ที่แท้ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง
ตอนนั้นเอง เฒ่าเฮ่อก็ลดเสียงลงต่ำ
"ข้าเคยได้ยินนายกองหวงพูดว่า ที่หน่วยงานมีการเลี้ยงสุนัขปีศาจจมูกไวเป็นพิเศษ สามารถดมกลิ่นติดตามเป้าหมายได้ไกลหลายร้อยลี้ แม้กลิ่นจะจางหายไปเป็นเดือนสองเดือนแล้วก็ตาม
ยังมีผู้มีอิทธิฤทธิ์บางคน สามารถใช้วิชาพยากรณ์ ย้อนดูอดีต แค่ดีดนิ้วคำนวณ ก็รู้ที่มาที่ไปของเจ้า รู้ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่..."
ซู้ด
พยากรณ์ ย้อนอดีต
นี่มันเกินขอบเขตของวรยุทธ์ไปแล้ว เรียกว่าวิชาเซียนแล้วมั้ง
หลิวเซิ่งลมหายใจสะดุด ความฮึกเหิมในใจสงบลงทันที
ดูท่าต่อไปจะทำอะไรในเมือง คงจะทำตามอำเภอใจเหมือนตอนอยู่บ้านนอกคอกนา...
ไม่ได้แล้วสิ
เห็นหลิวเซิ่งรับฟัง เฒ่าเฮ่อก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จึงกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
"ดังนั้น เจอเรื่องอะไรถ้าพอทนได้ก็ทนเถอะ ถอยก้าวหนึ่งทะเลกว้างฟ้าใส อย่าเอะอะก็คิดแต่จะฆ่าแกงกัน..."
แกเสียงเบาลงเรื่อยๆ นึกถึงชะตากรรมของตัวเอง ก้มมองมือที่พิการแล้วเงียบไป
ถอยก้าวหนึ่ง อาจจะเป็นทะเลกว้างฟ้าใส แต่ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็น...
หุบเหวลึก!
ดวงตาของหลิวเซิ่งไหววูบ นึกถึงอาจารย์อู่ซง
เมื่อก่อนอาจารย์ฆ่าขุนนางก่อกบฏ ยอมจำนนแล้วก็ก่อกบฏอีก แต่ก็ยังอยู่ดีมีสุข ไม่พอใจก็เข้าเมืองไปฆ่าพวกข้าราชการระบายอารมณ์...
ตอนนี้ราชสำนักส่งกองทัพสามแสนนาย วางตาข่ายฟ้ากั้นดิน
แถมยังส่งแปดแม่ทัพปราบปีศาจนำทัพ พลิกแผ่นดินค้นหา...
หมายมั่นปั้นมือจะจับตัวอาจารย์มาลงโทษให้ได้
ไม่รู้ว่าจะระดมปีศาจและผู้มีอิทธิฤทธิ์มามากแค่ไหน
และไม่รู้ว่า ครั้งนี้อาจารย์จะรอดไปได้หรือไม่
เฮ้อ...
หลิวเซิ่งเม้มปาก ถอนหายใจในใจ
ทั้งสองต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เงียบกันไปพักหนึ่ง
ทันใดนั้น เฒ่าเฮ่อเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ใบหน้าปรากฏแววประหลาดใจ
"เมื่อก่อนเคยมีข่าวลือชาวบ้านว่า สวีฉี่ตงน้องสี่คนนั้น แอบมีความคิดไม่ซื่อกับพี่สะใภ้ตัวเอง ถึงขั้นแอบดูพวกนางอาบน้ำ
แต่ข่าวลือนั้นมันเหลือเชื่อเกินไป บวกกับคนตระกูลสวีไม่ใส่ใจ นานเข้าข่าวก็เงียบไปเอง"
ห๊ะ มีเรื่องแบบนี้ด้วย...
โดยปกติแล้ว ยิ่งมีอำนาจมาก ความต้องการครอบครองก็ยิ่งมาก
ลูกผู้ชายตัวจริงใครจะทนโดนสวมเขาได้ ยิ่งเป็นพี่น้องตระกูลสวีด้วยแล้ว
หลิวเซิ่งก้มมอง "ผงสวาทงูหลง" ในมือ แล้วจมสู่ห้วงความคิด
ในเมื่อฆ่าคนมั่วซั่วในเมืองไม่ได้ งั้นก็ทำให้ตระกูลสวีวุ่นวายปั่นป่วนไปก่อน อย่างเช่น...
ช่วยสงเคราะห์สวีคนที่สี่ ให้ได้ลิ้มรสเกี๊ยวพี่สะใภ้สักหน่อย?
ช่างเถอะ ทำการใหญ่ไม่เลือกวิธีการก็จริง แต่ต้องมีขอบเขต
อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
เล่ห์เหลี่ยมของผู้ชาย การต่อสู้ฆ่าฟัน ไม่จำเป็นต้องดึงผู้หญิงมาเป็นเครื่องมือ
แต่ว่า...
นายน้อยไม่ได้เจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง แต่เจาะจงตระกูลสวีทั้งตระกูล ถ้าพวกผู้หญิงพวกนั้นดวงซวยโดนลูกหลง...
นั่นก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ที่พวกนางต้องเจอ เป็นกรรมที่ก่อไว้เอง
...
เขตรมณีย์หย่งหนิง
คฤหาสน์ตระกูลสวี ห้องครัว
แม่ครัวหลายคนกำลังเตรียมอาหารเย็น
พี่น้องตระกูลสวีทั้งสี่รักใคร่กลมเกลียว แม้จะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังอยู่รวมกัน ไม่ได้แยกบ้าน
อาหารเย็นทุกมื้อ หากไม่มีเหตุจำเป็น ทั้งสี่คนจะมารวมตัวกัน ปรึกษาราชการ พูดคุยธุระ
หลายปีมานี้ กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว
แต่ช่วงนี้นายน้อยสี่บาดเจ็บหนัก บรรยากาศในบ้านเลยตึงเครียดไปหน่อย
ยังดีที่ทางห้องครัวไม่มีใครสนใจ แม่ครัวพวกนั้นเลยคุยเล่นกันไปพลางทำงานไปพลาง
ไม่รู้ใครเป็นคนเริ่ม หัวข้อสนทนาก็วกมาที่พี่น้องตระกูลสวี——
"พวกเอ็งสังเกตไหม นายท่านทั้งสี่ ท่านใหญ่ ท่านรอง ท่านสาม หน้าตาคล้ายกันหมด มีแต่นายน้อยสี่..."
"นั่นสิ ออกมาจากท้องแม่คนเดียวกันแท้ๆ ทำไมนายน้อยสี่หน้าตาไม่เหมือนพี่น้องคนอื่นเลย"
"ออกมาจากท้องแม่คนเดียวกันก็จริง แต่พ่อที่เป็นคนหว่านเมล็ด อาจจะไม่ใช่คนเดียวกันก็ได้..."
"ว้าย นังจิ้งจอกปากเสีย พูดจาเลอะเทอะ เดี๋ยวเจ้านายได้ยินเข้า ระวังจะโดนจับถ่วงน้ำ!"
"โอเคๆ ข้าหุบปาก ไม่พูดแล้ว"
...
"ที่ที่มีผู้หญิงเยอะ เรื่องมากจริงๆ!"
หลิวเซิ่งแอบฟังอยู่นอกห้องครัวครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะกลอกตา
ตอนนี้เขาอยู่ในร่างนกกระจิบหางดาบ เกาะอยู่บนโอ่งน้ำ ในปากคาบขวด "ผงสวาทงูหลง" ไว้
หลังจากคุยกับเฒ่าเฮ่อ เขาเข้าใจราชสำนักมากขึ้น
ในสถานการณ์ที่ฆ่าล้างบางไม่ได้ง่ายๆ เขาทำได้แค่แอบขัดขา ดึงความสนใจของพี่น้องตระกูลสวี ให้พวกมันหัวหมุนจนไม่มีเวลามายุ่งกับเขา
อย่างเช่น เติมเครื่องปรุงรสเด็ดลงไปในอาหารเย็น
หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
นี่คือคติประจำใจของหลิวเซิ่ง
เขากระโดดหยองแหยง ขยับปีก เปิดฝาโอ่ง แล้วเท "ผงสวาทงูหลง" ทั้งขวดลงไปในน้ำดื่มและอาหาร
สุดท้าย เขาจงใจทิ้งขวดเปล่าไว้ในพงหญ้าข้างๆ แล้วกระพือปีกบินหนีไป
คืนนี้ตระกูลสวี คงครึกครื้นน่าดู!
แต่ไม่เกี่ยวกับ...
หลิวคนนี้!
...
ครู่ต่อมา
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็ส่งเสียง "ซี้ด" เบาๆ เรียกเจ้างูค้นสมบัติสีเหลืองออกมา
คืนนี้มีเรื่องต้องทำอีกเยอะ เขาต้องไปลากคอไอ้โจรนั่นออกมา——
เอาเงินหนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบสองตำลึงของนายน้อยคืนมา!
กล้ามาปล้นเงินนายน้อย เบื่อชีวิตแล้วรึไง
หลังกินข้าวเย็น เฒ่าเฮ่อยื่นเศษผ้าสีดำชิ้นหนึ่งให้หลิวเซิ่ง สีหน้าเคร่งเครียด
"คนร้ายสูงไม่ถึงหกฟุต ใช้ดาบเร็วได้คล่องแคล่ว พละกำลังมหาศาล เป็นจอมยุทธ์ขอบเขตเสริมเส้นเอ็น..."
เห เฒ่าเฮ่อก็มีฝีมือเหมือนกันนี่นา
ขนาดเสียมือไปข้างหนึ่ง ยังอุตส่าห์ฉีกเศษเสื้อจอมยุทธ์ขอบเขตเสริมเส้นเอ็นมาได้
สมัยหนุ่มๆ อย่างน้อยแกก็ต้องเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตเสริมเส้นเอ็นแน่ๆ
หลิวเซิ่งเข้าใจทันที เรียกงูค้นสมบัติออกมา ให้มันดมกลิ่นจากเศษผ้า
"ฟู่ ฟู่"
งูค้นสมบัติแลบลิ้นสองสามที แล้วกระโดดลงพื้น เลื้อยนำออกไปนอกบ้านโดยไม่หันกลับมามอง
หลิวเซิ่งมุมปากกระตุก รีบตามออกไปทันที
ไอ้โจรชั่ว ยมทูตมาทวงวิญญาณแล้ว!
[จบแล้ว]