- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 33 - วางธรรม วางกฎ ยกดาบ
บทที่ 33 - วางธรรม วางกฎ ยกดาบ
บทที่ 33 - วางธรรม วางกฎ ยกดาบ
บทที่ 33 - วางธรรม วางกฎ ยกดาบ
"เป็นอะไรไป เจ้าศิษย์เนรคุณ เพิ่งจะเรียนรู้วิชาข้าไปไม่กี่กระบวนท่า ก็คิดจะล้างครูแล้วรึ"
อู่ซงแสยะยิ้ม รอยแผลเป็นบนหน้าบิดเบี้ยว ราวกับตะขาบมีชีวิตขยับไปมา...
ทำเอาหลิวเซิ่งใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
เขาตั้งสติ แล้วกล่าวขอขมาอู่ซง ก่อนจะพาแม่เฒ่าหลิวและสองแม่ลูกอวี้เหนียงไปพักผ่อน แล้วจึงกลับมาที่ห้องโถง...
"ตึง ตึง ตึง!"
เขาทรุดตัวลงกราบอู่ซงงามๆ หลายที แล้วพูดเสียงเคร่งขรึม
"มิใช่ศิษย์ไม่เคารพ แต่เป็นเพราะทางการออกหนังสือประกาศจับ ติดประกาศไปทั่วทุกหัวเมือง เพื่อตามจับท่านอาจารย์..."
หลิวเซิ่งเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาในวันนี้อย่างละเอียด ด้วยความจริงใจ แล้วตบท้ายว่า
"ตอนนี้สำนักขวนจิ้งเพ่งเล็งมาที่ศิษย์แล้ว ก่อนหน้านี้ยังแกล้งมาขอน้ำกินที่บ้าน แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจ
คาดว่าคงกะจะปล่อยสายยาวตกปลาใหญ่ เพื่อใช้ข้าเป็นเหยื่อล่อ ให้ท่านอาจารย์ปรากฏตัว..."
อู่ซงมองหลิวเซิ่งนิ่งๆ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจด้วยความเสียดาย
"เสียดายจริง... ปล่อยให้พวกขุนนางชั่วรอดไปได้อีกหนึ่งวัน"
พูดจบ เขาก็วางมือบนมีดศีลที่วางพาดตัก น้ำเสียงฉายแววรังเกียจ
"แค่นายกองธงรวม ยศมันต่ำเกินไป ได้ตายด้วยดาบข้า ถือว่าเป็นบุญของมันแล้ว"
กะแล้วเชียว!
ข้ากะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้!
ในสายตาอาจารย์ ไม่มีอะไรที่ดาบเล่มเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ามี ก็ฟันซ้ำอีกที
หลิวเซิ่งรู้สึกปวดฟันตุบๆ ก้มหน้าลง บ่นพึมพำในใจ
ตอนนั้นเอง อู่ซงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ลูบคมมีดเบาๆ
"เจ้า... กำลังตำหนิข้าอยู่หรือเปล่า?"
ท่านอาจารย์ ช่วยเอามือออกจากมีดก่อนถามได้ไหม?
อย่าคิดว่าข้ากลัวนะ คนแซ่หลิวอย่างข้าเรียนหนังสือฝึกยุทธ์มา มีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่ง ไม่ก้มหัวให้ใคร กล้าพูดความจริงอยู่แล้ว!
"ไม่เลย!"
หลิวเซิ่งตอบเสียงดังฟังชัด หนักแน่นมั่นคง
ก่อนจะเสริมเสียงอ่อยๆ ว่า
"ถ้าจะบอกว่ามี ก็คงตำหนิตัวเองที่วาสนาน้อย ไม่ได้เจออาจารย์เร็วกว่านี้ ไม่ได้รับคำสั่งสอนฝึกวิชาให้เก่งกล้า
จนวันนี้ ไม่อาจช่วยแบ่งเบาภาระอาจารย์ได้เลยแม้แต่น้อย..."
อู่ซงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะละมือจากมีด ถอนหายใจเบาๆ
"ถ้าตอนนั้นข้ามีความกะล่อนได้สักครึ่งของเจ้า ก็คงไม่... ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้"
"ท่านอาจารย์ สิ่งที่ศิษย์พูด ล้วนออกมาจากใจจริง ฟ้าดินเป็นพยาน"
หลิวเซิ่งชี้ฟ้าสาบาน สีหน้าจริงจัง
แหงล่ะ ถ้าชาติที่แล้วมีอาจารย์เทพๆ แบบนี้สักคน—
ข้าคงจะ...
อู่ซงไม่รู้ความคิดในใจหลิวเซิ่ง เห็นท่าทางขึงขังก็รู้สึกตื้นตัน
โลกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าคนหรือปีศาจ ต่างให้ความสำคัญกับคำสาบาน
ใครผิดคำสาบาน สวรรค์ลงทัณฑ์แน่!
ลูกศิษย์คนนี้กล้าชี้ฟ้าสาบาน แสดงว่าใจจริงแท้แน่นอน
ดูท่าที่พูดมาเมื่อกี้ จะออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ...
ข้าคงเข้าใจผิดไปเอง!
แววตาอู่ซงฉายแววรู้สึกผิด พูดเสียงอู้อี้
"ลุกขึ้นเถอะ พื้นมันเย็น"
"ขอรับ"
หลิวเซิ่งรับคำ แล้วลุกขึ้นยืน
ได้ยินอู่ซงพูดต่อว่า
"ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ข้าไม่ควร... อยู่ที่นี่ต่อแล้วจริงๆ"
เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา ลูบคลำอยู่นานกว่าจะยื่นให้หลิวเซิ่ง
"นี่คือ 'คัมภีร์เซนพยัคฆ์ทมิฬ' เล่มต้น ที่รวบรวมวิชาความรู้ทั้งชีวิตของอาจารย์
เดิมที ตั้งใจจะเอาไว้ใช้ตอนฟื้นฟูวัด สืบทอดสายวิชา
ตอนนี้... ข้ามอบให้เจ้าก่อน หวังว่าเจ้าจะไม่ลืมคำสาบานที่จะฟื้นฟูวัด สืบสานสายวิชาต่อไป"
"ศิษย์ไม่มีวันลืม!"
หลิวเซิ่งรับคำ ยื่นสองมือไปรับ ทันใดนั้นตัวอักษรหมึกจีนก็ลอยขึ้นมาตรงหน้า...
[ไอวิญญาณ +1027]
โอ้ว!
หลิวเซิ่งตกใจ สมุดที่อาจารย์เขียนด้วยลายมือเล่มเดียว มีไอวิญญาณตั้งพันกว่าแต้ม!
นี่เป็นยอดสูงสุดที่เขาเคยได้มา
แถมยังเป็นแค่เล่มต้น!
แล้วเล่มกลาง เล่มปลายล่ะ?
ไอวิญญาณคงไม่น้อยไปกว่านี้แน่!
ว่าแต่การถ่ายทอดวิชานี่ ฮิตระบบผ่อนส่งด้วยเหรอ?
ทำไมให้แค่เล่มต้น?
"อย่าโลภมาก!"
เห็นหลิวเซิ่งจ้องหน้าอกตัวเองตาเป็นมัน อู่ซงก็ดุด่าแกมหยอก แต่ก็อธิบายว่า
"เล่มต้นว่าด้วยการกลั่นพลัง ครอบคลุมสี่ขอบเขต คือ เลือดลม เสริมเส้นเอ็น อวัยวะภายใน และกายแท้ พอให้เจ้าฝึกไปได้อีกนาน
ส่วนเล่มกลางและเล่มปลาย ต้องดูพฤติกรรมเจ้าในภายภาคหน้า"
หลิวเซิ่งพยักหน้า ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด
นี่เป็นเรื่องปกติ
การสืบทอดวิชาแต่โบราณมา ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ต้องตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก บางทีต้องตั้งด่านทดสอบจิตใจ จนกว่าจะผ่าน ถึงจะยอมรับในตัวตน
อู่ซงรู้จักกับเขาแค่ไม่กี่วัน เพิ่งรับเป็นศิษย์ แต่กลับมอบคัมภีร์สายตรงให้...
แค่นี้ก็นับว่าใจกว้างจนโลกตะลึง หาได้ยากยิ่งแล้ว
"การฝึกยุทธ์เปรียบเสมือนพายเรือทวนน้ำ ไม่เดินหน้าก็ถอยหลัง เจ้าเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น ยิ่งต้องขยันหมั่นเพียร อย่าได้หลงมัวเมาในอิสตรี..."
อู่ซงเอ่ยเตือนอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
หลิวเซิ่งรีบพยักหน้า จมูกรู้สึกแสบๆ รีบพูดว่า
"ท่านอาจารย์ ก่อนหน้านี้ข้าแอบได้ยินมาว่า... ในเขาเฮยเฟิง เหมือนจะมีถ้ำเทวากำลังจะปรากฏ..."
"ที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อถ้ำนั่นแหละ"
อู่ซงมองหลิวเซิ่งด้วยสายตามีความหมาย เตือนเสียงเข้ม
"เจ้าฝีมือยังอ่อนด้อย อย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ระวังจะเอาชีวิตไปทิ้ง"
"ศิษย์เข้าใจแล้ว"
อู่ซงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดช้าๆ ว่า
"ข้าสังเกตการกระทำของเจ้า มักจะวางแผนก่อนเคลื่อนไหว รู้จักอดทนรอคอย แต่เจ้ายังยึดติดกับกฎเกณฑ์ ห่วงหน้าพะวงหลังเกินไป
พวกขุนนางชั่ว ชอบเอากฎหมายมาข่มเหงคน ยิ่งเจ้าเคารพกฎ ก็ยิ่งเข้าทางพวกมัน
จงจำไว้ กฎหมายมีสองด้าน พลิกซ้ายพลิกขวา พวกมันก็ถูกเสมอ จะผิดหรือไม่ผิด อยู่ที่ปลายลิ้นพวกมัน
ลูกผู้ชายเกิดมาใต้ฟ้ากว้าง จะเอาชีวิตไปฝากไว้กับหมูหมาพวกนั้นได้อย่างไร?"
ซี้ด!
ท่านอาจารย์ คำพูดแบบนี้ ข้าฟังได้จริงๆ เหรอ?
หลิวเซิ่งใจสั่น คอแห้งผาก เสียงของอู่ซงยังคงดังข้างหู...
ดั่งสายฟ้าฟาด ทุกคำกระแทกใจ
"สิ่งที่พวกมันกลัวที่สุด ก็คือคนอย่างข้า ที่วางกฎหมายลง แล้วยกดาบขึ้น
กฎสวรรค์ กฎหมายบ้านเมือง บ้าบอคอแตก!
ทำให้ข้าโกรธ ก็ฆ่ามันให้สิ้นซาก ฆ่าล้างโคตร!
ฆ่าจนพวกมันขวัญหนีดีฝ่อ กินไม่ได้นอนไม่หลับ!
ถึงตอนนั้น พวกมันถึงจะยอมพูดภาษาคน ยอมหยิบยกความยุติธรรมขึ้นมาคุย...
ถุย! พวกเศษสวะ!"
ท่านอาจารย์!
ถ้าท่านเห็นข้าขวางหูขวางตา ก็ฟันข้าทิ้งเถอะ...
คำพูดปลุกระดมกบฏชัดๆ แบบนี้ มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
หลิวเซิ่งเหงื่อแตกพลั่ก รู้สึกเหมือนอาจารย์เป็นดาวมฤตยูจุติมาเกิด ทุกประโยคอัดแน่นด้วยรังสีอำมหิตเสียดฟ้า
"วันนี้ อาจารย์จะสอนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย..."
อู่ซงมองหลิวเซิ่งลึกซึ้ง หยิบมีดศีลเดินออกไปนอกบ้าน
"ลมเริ่มจากปลายยอดหญ้า คลื่นก่อตัวจากแรงกระเพื่อม ทำการสิ่งใดอย่าได้หวังน้ำบ่อหน้า
หากเจ้าสงสัยว่าสถานการณ์ไม่ดี แสดงว่ามันไม่ดีแล้วจริงๆ
อย่างนายกองธงรวมสำนักขวนจิ้งนั่น ในเมื่อเจ้าสงสัยเขาแล้ว ก็ควรรีบลงมือสังหารเสีย เพื่อตัดรากถอนโคน..."
เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก พูดไม่ทันจบประโยค ตัวก็หายไปแล้ว
บนโต๊ะเหลือเพียงผลชาดหนึ่งลูก ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องแคบ
"ท่านอาจารย์..."
หลิวเซิ่งอ้าปาก มีคำพูดนับพันหมื่น แต่สุดท้ายก็เหลือแค่เสียงเรียกแผ่วเบา
ทันใดนั้น ในหมู่บ้านก็มีเสียงเสือคำรามกึกก้อง สั่นสะเทือนร้อยลี้ รังสีอำมหิตพุ่งทะลุฟ้า
หลิวเซิ่งรีบแปลงร่างเป็นวิหคเขียวหางดาบ บินขึ้นไปดู ก็เห็น...
แสงดาบสายหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้า แม้แต่ดวงตะวันยังต้องหมองหม่น
เยี่ยนหนิงที่กำลังกระจายกำลังสืบข่าว เหล่ามือปราบ ชาวบ้าน และนายกองหวงกับลูกน้องที่ซากบ้านตระกูลทง...
ต่างชะงักงัน ก่อนที่หัวจะหลุดออกจากบ่า
ชั่วพริบตา เลือดสาดกระจายดั่งสายฝน
ร่างหนึ่งเดินฝ่ากองเลือด ราวกับพระโพธิสัตว์เดินในนรก
เขาหันกลับมามองนกน้อยกลางอากาศ ยิ้มอย่างปล่อยวาง ใบหน้าดุร้าย
ไม่นานนัก ในตัวอำเภอซานหยาง เสียงเสือคำรามและแสงดาบก็สะเทือนเลื่อนลั่น...
ที่ว่าการอำเภอพังราบเป็นหน้ากลอง เหลือเพียงศาลว่าการที่ไม่ล้ม
บนโต๊ะพิจารณาคดี มีหัวคนวางเรียงราย ทั้งนายอำเภอเจิ้งเต๋อชิง ลูกชายเจิ้งอวี้หนิง ที่ปรึกษากู้ นายอำเภอรอง สมุห์บัญชี ผู้คุมเรือนจำ เสมียนหกห้อง หัวหน้ามือปราบสามฝ่าย...
ใต้ป้าย "กระจกใสแขวนสูง" (เมตตาธรรมค้ำจุนโลก) มีตัวอักษรเลือดห้าตัว เขียนไว้ว่า—
คนฆ่าคือ อู่ซง
[จบแล้ว]