- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 27 - เจ้ากล้ารับสืบทอดวิชา และรับผลกรรมของข้าหรือไม่?
บทที่ 27 - เจ้ากล้ารับสืบทอดวิชา และรับผลกรรมของข้าหรือไม่?
บทที่ 27 - เจ้ากล้ารับสืบทอดวิชา และรับผลกรรมของข้าหรือไม่?
บทที่ 27 - เจ้ากล้ารับสืบทอดวิชา และรับผลกรรมของข้าหรือไม่?
เขาเฮยเฟิงกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่? หลิวเซิ่งรูม่านตาหดเกร็ง เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า...
จีวรของอู่ซงเปื้อนเลือด แววตาดูหม่นหมอง และใบหน้าฉายแวว... เหนื่อยล้าอย่างที่ยากจะเห็นได้
"ท่านอาจารย์ ท่านบาดเจ็บหรือ?" หลิวเซิ่งรีบยื่นผลชาดในมือคืนกลับไป "ท่านรีบกินผลชาดนี้รักษาอาการบาดเจ็บเถอะ!"
เขาไม่รู้ว่าผลชาดร้อยปีนี้จะมีผลรักษาหรือไม่ แต่ในเมื่อมันช่วยบำรุงเลือดลม ย่อมต้องมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บแน่ เขามีพรสวรรค์จากร่างจำแลงทั้งสามช่วยหนุน ตอนนี้อัปเลเวลไวมาก ไม่ต้องเสียดายเวลาแค่นี้หรอก
"เจ้าเด็กนี่... ไม่รู้คุณค่าของผลไม้วิเศษนี้หรือไง?" อู่ซงมองผลชาดร้อยปีที่ถูกยื่นกลับมา มุมปากกระตุกเบาๆ
อย่าเห็นว่าผลวิเศษนี้ทำได้แค่บำรุงเลือดลม สร้างรากฐานให้แน่นหนา... แต่ต้องรู้ไว้ว่า เลือดลมคือรากฐานของวิถียุทธ์! ยิ่งรากฐานลึกและมั่นคงเท่าไหร่ ตึกที่สร้างขึ้นก็จะยิ่งสูงและแข็งแรงเท่านั้น ช่องว่างของรากฐานเพียงนิดเดียวในขอบเขตเลือดลม พอไปถึงระดับสูงขึ้น มันจะขยายกว้างเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า พันเท่า... ผิดไปหนึ่งกระเบียด เฉือนไปพันลี้ คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลย
เดิมทีเขาหมายตาผลชาดร้อยปีนี้เพื่อมารักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่ในเมื่อรับศิษย์แล้ว ก็ต้องวางแผนเผื่อศิษย์ หลิวเซิ่งปีนี้อายุสิบหกแล้ว ถือว่าเริ่มฝึกยุทธ์ช้าไปหน่อย พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ หรือศิษย์สำนักดังๆ เขาเริ่มยืนท่าม้าบำรุงเลือดกันตั้งแต่อายุสิบสอง พออายุสิบห้าสิบหก พวกพรสวรรค์ทั่วไปก็แตะขอบเขตเลือดลมขั้นสมบูรณ์กันแล้ว ส่วนพวกพรสวรรค์เลิศล้ำ ก็ฝึกจนเกิดพลังเส้นเอ็น สำเร็จการขัดเกลาขั้นที่หนึ่งหรือสองในสามขั้นของ เอ็น-กระดูก-ผิวหนัง ไปแล้ว ยิ่งพวกอัจฉริยะที่มีโครงสร้างกระดูกระดับสูง ก็ขัดเกลาทั้งสามขั้นจนสมบูรณ์ สร้างพลังอวัยวะภายใน เริ่มขัดเกลาอวัยวะภายในกันแล้ว... ใช้เวลาไม่กี่ปี ก็ก้าวข้ามเส้นทางที่คนอื่นใช้เวลาหลายสิบปี หรือชั่วชีวิตก็ยังเดินไปไม่ถึง
เพราะเหตุนี้ เขาถึงยอมตัดใจยกผลชาดร้อยปีนี้ให้หลิวเซิ่ง แต่ใครจะคิดว่า... จะโทษเจ้าเด็กนี่ก็ไม่ได้ พื้นเพมาจากบ้านนอก ความรู้รอบตัวน้อย ก็พอเข้าใจได้ แต่แม่..งเอ๊ย ข้าหงุดหงิดว่ะ! คิดว่าข้าอดหลับอดนอน วิ่งเข้าป่าดงดิบไปตีกับพวกปีศาจ เพราะว่างงานหรือไง?
อู่ซงสูดหายใจลึก ดันผลชาดร้อยปีกลับไป "นี่คือผลชาดร้อยปี ไม่เพียงช่วยย่นเวลาฝึกวิชาไปหลายเดือน แต่ยังช่วยสร้างรากฐานให้แน่นหนา ทำให้เจ้ากลั่นพลังเส้นเอ็นออกมาได้อย่างราบรื่น..."
"อาจารย์บาดเจ็บ ท่านจำเป็นต้องใช้มากกว่าข้า!" หลิวเซิ่งดันผลชาดกลับไปอีก ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ พูดด้วยน้ำเสียงอวดนิดๆ "เมื่อสองวันก่อน ศิษย์โชคดีทะลวงด่านได้ ตอนนี้ควบคุมเลือดลมได้แล้ว..."
"หืม...? ทะลวงขั้นความสำเร็จเล็กแล้ว?" เดิมทีอู่ซงเส้นเลือดปูดโปนที่หน้าผาก พอได้ยินคำนี้ก็ชะงักกึก ยื่นมือไปคว้าตัวหลิวเซิ่ง "ข้าจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนรับเจ้าเข้าสำนัก เจ้าเพิ่งจะเข้าวิถี สร้างเลือดลมได้สายเดียว ตามหลักแล้ว เร็วสุดก็เป็นเดือน ช้าก็ปีสองปี ถึงจะควบคุมได้..."
หลิวเซิ่งไม่ขัดขืน ปล่อยให้อู่ซงจับตัวแต่โดยดี พร้อมยิ้มทะเล้น ทันทีที่สัมผัสตัว เปลือกตาของอู่ซงก็กระตุกรัวๆ
ผิวหนังแน่นเหนียว สัมผัสเย็นแข็งราวกับจับทองแดงหรือเหล็ก กระดูกหนาหนักแข็งแกร่ง แฝงกลิ่นอายอำมหิต เส้นเอ็นใหญ่ยาวและเหนียวแน่น ราวกับมีงูเหลือมพันรอบตัว หรือเหมือนสายธนูที่ขึงตึง พร้อมจะระเบิดพลัง! ผิวหนังแบบนี้ กระดูกแบบนี้...
"จอมดาบโดยกำเนิด หนังทองแดงกระดูกเหล็ก เอ็นงูเหลือมกระดูกพยัคฆ์... เป็นไปได้ยังไง?!" อู่ซงเบิกตากว้าง จีวรสะบัดพัดแรง รังสีอำมหิตในดวงตาฉายวาบแล้วหายไป... ด้านหลังศีรษะคล้ายมีภาพเงาแสงวูบหนึ่ง แล้วจางหายไป
หลิวเซิ่งโดนรังสีอำมหิตกระแทกใส่ รู้สึกเหมือนตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง หนาวสะท้านไปทั้งตัว แม้แต่ความคิดก็เหมือนถูกแช่แข็ง เพียงชั่วพริบตาเดียว ภายในรัศมีสิบกว่าวา ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยว หนูงูตายสิ้น แมลงเงียบเสียง... ทั้งยอดเขาตกอยู่ในความเงียบสงัด
"ตื่น!" จนกระทั่งเสียงตวาดต่ำดั่งฟ้าผ่าดังขึ้นข้างหู หลิวเซิ่งถึงได้เหมือนถูกราดน้ำรดหัว... ได้สติกลับมาจากภวังค์
เชี่ย! เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น? หลิวเซิ่งสะบัดหัวแรงๆ รู้สึกเหมือนคนเมาค้าง แต่ภาพเงาแสงที่แวบขึ้นมาหลังหัวอาจารย์เมื่อครู่ เพราะเขามี "เนตรวิหค" เลยยังพอจำภาพเลือนรางได้ นั่นคือ... ภูเขาซากศพทะเลเลือด บนกองกระดูกนับหมื่นพัน มีเทพขุนพลตนหนึ่ง เปลือยท่อนบน หน้าตาดุดัน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล มือถือมีดศีล ปากพ่นไฟนรก...
ซี้ด—!!! หลิวเซิ่งสูดหายใจเฮือก เลือดลมพลุ่งพล่าน... นี่มันพลังระดับไหนกัน? อาจารย์ ท่านปิดบังข้าได้แนบเนียนนัก! ถ้ารู้ว่าท่านเทพขนาดนี้ ข้าจะมัวระวังตัวแจไปทำไม? ถือมีดวิ่งไปบ้านตระกูลทง ฟันฉับเดียวจบเรื่องไปตั้งนานแล้ว! นึกไม่ถึงว่าภายนอกดูหยาบกระด้าง ที่แท้ท่านก็ชอบบท "หมูหลอกกินเสือ" เหมือนกันนี่นา! สมแล้วที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน... ข้าเดิมทีเป็นคนใสซื่อ โดนท่านพาเสียคนหมดแล้ว!
หลิวเซิ่งบ่นงุ้งงิ้งในใจ เงยหน้ามอง ก็เห็นอู่ซงกำลังจ้องมองเขาเขม็ง แววตาซับซ้อน
"เจ้า..." อู่ซงพ่นลมหายใจ เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ ต่อให้ชีวิตเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน เจอยอดคนอัจฉริยะมามากมายดั่งฝูงปลาข้ามน้ำ... กระทั่งกายยุทธ์ กายวิญญาณ กายเต๋า ในตำนาน เขาก็เคยเจอ และเคยฆ่ามาแล้ว แต่แบบหลิวเซิ่งที่ประหลาดหลุดโลกขนาดนี้ เพิ่งเคยเจอครั้งแรก ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ
โครงสร้างกระดูกเป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนด เกิดมายังไง ตายไปก็อย่างนั้น เว้นแต่จะฝึกวิชาใดวิชาหนึ่งจนเข้ากระดูก นานวันเข้าค่อยๆ เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง... เรียกว่า การเปลี่ยนรูป ที่เขาว่า "ฝึกจนร่างเหมือนนกกระเรียน" ก็คือแบบนี้ แต่คนที่จะทำขั้นนี้ได้... หนึ่งคืออัจฉริยะฟ้าประทาน โครงสร้างกระดูกเป็นเลิศ สติปัญญาล้ำเลิศ คนอื่นทุ่มเททั้งชีวิตไม่ได้ เขาแค่มองปราดเดียวก็เป็น ลองทำสองสามทีก็บรรลุขั้นสูง หรือขั้นสมบูรณ์... เผลอๆ จะบัญญัติวิชาใหม่ได้ด้วยซ้ำ สองคือปรมาจารย์เฒ่า ทั้งชีวิตฝึกแค่วิชาเดียว หมัดเดียว สะสมมาหลายสิบปี น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน ในที่สุดวิชาก็หลอมรวมเข้าตัว... เข้าใจแก่นแท้ก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนรูปกาย
แต่ทั้งสองอย่างนี้ ลูกศิษย์เขาไม่มีสักข้อ! เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาจับกระดูกรับศิษย์ เจ้าหนูนี่ยังแค่มี "จอมดาบโดยกำเนิด" แขนยาวฝ่ามือกว้าง โครงสร้างกระดูกระดับล่าง แต่ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน โครงสร้างกระดูกเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว! หนังทองแดงกระดูกเหล็ก เอ็นงูเหลือมกระดูกพยัคฆ์... แค่แยกออกมาอย่างเดียว ก็ถือเป็นโครงสร้างกระดูกชั้นเลิศแล้ว! พอมารวมกันในคนเดียว การฝึกฝนในขอบเขตเสริมเส้นเอ็นคงก้าวหน้าวันละพันลี้
การฝึกขอบเขตเสริมเส้นเอ็น ว่ากันตามตรงก็แค่... ขัดเกลา เส้นเอ็น กระดูก ผิวหนัง สามอย่าง! และลูกศิษย์คนนี้ มีครบทั้ง เอ็นงูเหลือม กระดูกพยัคฆ์ ผิวหนังทองแดง สามสุดยอดโครงสร้าง... โดยเฉพาะเรื่องกระดูก ที่มีทั้ง "กระดูกเหล็ก" และ "กระดูกพยัคฆ์" ซ้อนทับกัน เหนือกว่าโครงสร้างกระดูกชั้นเลิศทั่วไปไปไกลโข! แบบนี้ เขาคงติดอยู่ในขอบเขตเสริมเส้นเอ็นไม่นาน เผลอๆ เดือนสองเดือนก็ขัดเกลาครบสามอย่างจนสมบูรณ์... ในขณะที่จอมยุทธ์ทั่วไป อาจต้องใช้เวลาสิบปี หรือทั้งชีวิต
เจ้าหนูคนนี้ ดูท่าจะได้รับวาสนามาไม่น้อย! มีโชคชะตาหนุนนำ สำหรับเรื่องนี้ อู่ซงมีแต่ความยินดี เพราะตัวเขาเองก็เป็นคนที่มีวาสนาใหญ่หลวง... รู้ดีว่าวาสนาล้วนมีกำหนด อะไรคือสิ่งที่กำหนดไว้? คือถ้าเป็นของเจ้า มันก็ต้องเป็นของเจ้า ผลักไสยังไงก็ไม่ไป ถ้าไม่ใช่ของเจ้า มันก็ไม่มีทางเป็นของเจ้า แย่งชิงแทบตายก็ไม่ได้มา
นึกไม่ถึง... เดิมทีแค่ทำตามใจตัวเอง รับศิษย์แค่ในนาม กะว่าจะสอนแค่ "ดาบพยัคฆ์ทมิฬตัดวายุ" แล้วก็จบกันไป ตัดขาดวาสนาศิษย์อาจารย์... เพื่อไม่ให้เจ้าโดนร่างแหจากข้าไปด้วย แต่ดูจากตอนนี้ กลับกลายเป็นคนที่สามารถรับสืบทอดวิชา และรับผลกรรมของข้าได้หรือนี่?
อู่ซงสูดหายใจลึก ดึงสติตัวเองกลับมา แววตาแจ่มใสขึ้น เขามองหลิวเซิ่งด้วยท่าทีน่าเกรงขาม น้ำเสียงกังวานดั่งระฆังวัด "เจ้ากล้าหรือไม่ ที่จะเป็นศิษย์ของข้า รับสืบทอดวิชาของข้า รับผลกรรมของข้า รุ่งโรจน์ไปด้วยกัน ล่มจมไปด้วยกัน... แบบนั้น?"
ห๊ะ? หลิวเซิ่งสะดุ้งโหยง ในหัวมีความคิดตีกันยุ่งเหยิง มีคำถามเป็นร้อยที่อยากถาม แต่เขากลับก้มกราบทันทีโดยไม่ลังเล "ศิษย์ยินดี!"
แหงล่ะ อาจารย์เล่นยกมีดศีลขึ้นมาแล้วนี่? ขืนลังเลแค่นิดเดียว มีหวังหัวหลุดจากบ่าแน่!
[จบแล้ว]