- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 3 - แม้นเป็นนกกระจอกก็มีปณิธานดั่งพญาหงส์
บทที่ 3 - แม้นเป็นนกกระจอกก็มีปณิธานดั่งพญาหงส์
บทที่ 3 - แม้นเป็นนกกระจอกก็มีปณิธานดั่งพญาหงส์
บทที่ 3 - แม้นเป็นนกกระจอกก็มีปณิธานดั่งพญาหงส์
[ปีที่หนึ่ง คุณเจาะเปลือกไข่ออกมา พบแสงรุ่งอรุณครั้งแรก ครึ่งเดือนต่อมา ขนปีกงอกครบ เริ่มหัดบิน ไม่กี่วันก็บินได้คล่องแคล่ว
สามวันต่อมา พ่อแม่ไล่พวกคุณออกจากรัง จากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลย...]
[ปีที่สอง คุณคุ้นเคยกับป่าแถบนี้แล้ว ทุกวันใช้ชีวิตไร้กังวล กินหนอนร้องเพลงกับเพื่อนฝูง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฝูงหงส์บินผ่านเหนือหัว คุณเกิดความปรารถนาแรงกล้า อยากเห็นท้องฟ้าที่สูงและกว้างไกลกว่านี้
คุณจึงกระพือปีก รวบรวมแรงทั้งหมดที่มี พุ่งทะยานไปยังที่ไกลแสนไกล
คุณจากบ้านเกิด จากฝูงนก ได้เห็นโลกใบใหม่ อดไม่ได้ที่จะโก่งคอร้องก้อง ระบายความในใจ แม้นเป็นนกกระจอกก็มีปณิธานดั่งพญาหงส์!
เสียงร้องของคุณเรียกเหยี่ยวตัวหนึ่งมา...]
[คุณตายแล้ว การอนุมานรอบนี้จบลง]
......
ฮะ?
จบแล้ว?
เดี๋ยวสิ เล่นงี้ได้ด้วยเหรอ?
นี่มันจะโหดร้ายเกินไปไหม น้องนกเพิ่งจะโก่งคอร้องประกาศศักดาว่า "แม้นเป็นนกกระจอกก็มีปณิธานดั่งพญาหงส์" หันมาอีกทีโดนเหยี่ยวคาบไปกินซะงั้น...
ตลกร้ายไปไหมเนี่ย?
หลิวเซิ่งลืมตาโพลง สีหน้าพิลึกพิลั่น ทั้งเสียดายทั้งขำ
อยากจะไปเอาคืนให้น้องนก แต่พอมองดูเลข "0" หลังช่อง [ไอวิญญาณ] เขาก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
แม่ศรีเรือนก็หุงข้าวไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสาร
วันหน้าถ้าไม่ครบ 20 แต้ม ไม่สิ ถ้าไม่ครบ 30 แต้มไอวิญญาณ จะไม่ยอมอนุมานเด็ดขาด ไม่งั้นเสียของเปล่าๆ
เจ็บใจนัก! —
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง
บนลานฝึกยุทธในคฤหาสน์ตระกูลทง มีบ่าวไพร่หนุ่มๆ ยืนอยู่สิบกว่าคน
พวกเขาอายุไม่มาก ราวสิบสี่สิบห้าปี สวมชุดสั้นสีเทา ยืนเข้าแถวเป็นระเบียบสองแถว
ไม่นานนัก นักบวชแขนเดียวสูงเกือบสองเมตรก็เดินเข้ามา
เขาสวมห่วงเหล็กรัดหัว ใส่ชุดสงฆ์สีดำ เอวห้อยน้ำเต้าหนังสีเหลือง คอคล้องประคำกระดูกขาว มือเท้าใหญ่โต กล้ามเนื้อปูดโปน บนหน้ามีรอยมีดยาว น่าเกรงขามสุดๆ
"นี่คืออาจารย์อู่คนนั้น? ถึงจะแขนขาดไปข้าง แต่รู้สึกว่าแค่นิ้วเดียว... ก็บี้ข้าตายได้แล้ว!"
หลิวเซิ่งปะปนอยู่กับฝูงนกกระจิบ กระโดดเหยาะแหยะบนชายคา ขยับเข้าไปใกล้ทีละนิด
เขามีเวลาแค่หนึ่งก้านธูป ไม่รู้จะเรียนรู้ได้มากแค่ไหน
"พวกแกไอ้ลูกหมาโชคดีจริงๆ ที่นายท่านเมตตาถ่ายทอดวรยุทธให้..."
อาจารย์อู่เอ่ยปาก เสียงทุ้มกังวาน สั่นสะเทือนแก้วหูจนปวด
หลิวเซิ่งถึงกับหน้ามืดตาลาย ขาแทบพันกัน เกือบตกลงมาจากชายคา
พอเขาทรงตัวได้ เสียงดังลั่นของอาจารย์อู่ก็ดังขึ้นข้างหูอีก
"วิชา <หมัดพยัคฆ์ทมิฬ> นี้แม้จะเป็นแค่วิชาชั้นต่ำ แต่ฝึกทั้งร่างกายและการต่อสู้ เพียงพอให้พวกแกใช้ได้ถึงขั้นสอง...
อ้อ ลืมไปว่าพวกแกไอ้ลูกหมาไม่รู้อะไรเลย ข้าจะพูดสั้นๆ
วิถียุทธเริ่มที่เลือดลม ขั้นแรกคือขอบเขตเลือดลม แบ่งเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสมบูรณ์ สี่ระดับ
ผู้ที่บรรลุขั้นสมบูรณ์ จะมีพละกำลังพันชั่ง ง้างธนูห้าต๋า (มาตราวัดน้ำหนักโบราณ) ยิงรัวได้ ก้าวเดียวไปไกลสามถึงห้าวา..."
"จิ๊บ~"
หลิวเซิ่งสูดลมหายใจเฮือก ร้องเสียงหลง
แรงพันชั่ง ง้างธนูยักษ์ยิงรัว ก้าวเดียวไกลสามห้าวา เหมือนซูเปอร์แมนตัวน้อยๆ นี่แค่ขั้นแรกสมบูรณ์นะ?
งั้นลูกชายคนเล็กของเฒ่าทงจอมขูดรีด ที่เป็นผู้ฝึกยุทธขั้นสอง จะเก่งขนาดไหน?!
ดูเหมือนเขาจะประเมินค่าพลังของโลกนี้ต่ำไปจริงๆ
"...ฝึกยุทธไม่ฝึกยืนม้า ก็เท่ากับเสียเวลาเปล่า จะฝึกยุทธ ต้องยืนม้าให้มั่นก่อน ท่ายืนม้าของหมัดพยัคฆ์ทมิฬเรียกว่าม้าพยัคฆ์ทมิฬ ดูข้า!"
อาจารย์อู่คำรามต่ำ ราวกับเสียงเสือคำราม รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
เห็นเขาย่อตัวลงฉับพลัน ขาแยกซ้ายขวา มือเดียวทำกรงเล็บ เหมือนเสือร้ายหมอบซุ่ม กดดันมหาศาล
"รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับเสือร้ายจริงๆ..."
หลิวเซิ่งสะบัดขน ปีกระโดดเข้าไปใกล้อีกหน่อย ในใจเริ่มจับเคล็ดได้ลางๆ
ด้วยพรสวรรค์ "เนตรวิหค" ท่าทางของอาจารย์อู่เหมือนภาพสโลว์โมชั่น ถูกแยกส่วนกางออกมาตรงหน้า รายละเอียดทุกการเคลื่อนไหว เขาเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง
"พวกแกยืนให้ดี ภายในสามเดือน ถ้าสัมผัสถึงพลังเลือดลมไม่ได้ มาจากไหน ไสหัวกลับไปที่นั่น..."
อาจารย์อู่ลุกขึ้น ให้เหล่าบ่าวไพร่ลองยืนม้า แล้วคอยออกท่าแก้ไขให้อย่างรุนแรง ทำเอาบ่าวไพร่ร้องโอดโอย
"เวลาเหลือน้อย รีบจำไว้ก่อน กลับไปค่อยฝึก"
หลิวเซิ่งจดจำอย่างตั้งใจ พอร่างกายเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ก็รีบบินจากไปทันที
......
"ซี๊ด!"
ในห้อง หลิวเซิ่งยืนท่าม้าพยัคฆ์ทมิฬตามความทรงจำ ยืนได้ไม่ถึง 30 ลมหายใจ ก็หน้ามืดตามัว ขาอ่อนเปลี้ย แทบจะล้มก้นจ้ำเบ้า
(หมายเหตุ : หนึ่งลมหายใจประมาณ 6 วินาที)
หรือว่าฝึกผิด?
ทั้งที่ทำตามท่าที่อาจารย์อู่สอนเป๊ะๆ ทำไมถึง...
หิวโว้ย!
วินาทีต่อมา ความหิวโหยรุนแรงก็ถาโถมเข้ามา เหมือนไม่ได้กินข้าวมาเป็นสิบวัน ทำเอาเขาแทบเสียสติ
ครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ต่อมา
หลิวเซิ่งเคี้ยวกระดูกนกชิ้นสุดท้ายกลืนลงคอ ถึงค่อยได้สติกลับมา
นกกระจิบหลายตัวที่จ้าวเหล่ยเอามาให้เมื่อวาน รวมกับเสบียงก้นครัวที่เหลืออยู่ ถูกเขาฟาดเรียบไม่เหลือหลอ
"การยืนม้าฝึกเลือดลม ต้องใช้พลังกายมหาศาล ถ้าไม่มีอาหารเพียงพอมาเติมเต็ม ร่างกายจะพังทลาย ดีไม่ดีอาจถึง..."
นึกถึงความรู้สึกแทบคลั่งเมื่อครู่ เขาอดตัวสั่นไม่ได้
มิน่าคนจนถึงฝึกยุทธไม่ได้ ไม่มีอาหารเพียงพอ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์มาเติมพลังงานที่เสียไป มีแต่จะฝึกจนตัวตาย
อยากฝึกยุทธ ต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน
สรุปสั้นๆ เงิน!
"หลานรัก ไม่อิ่มใช่ไหม? เดี๋ยวย่าไปขอยืมข้าวมาให้ หลานพักผ่อนเถอะ..."
ย่าหลิวเห็นแล้วปวดใจ ควักถุงผ้าสีตุ่นๆ ออกมา เตรียมออกไปยืมข้าว
หลิวเซิ่งอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร รอย่าหลิวเดินไปไกลแล้ว ถึงคว้ามีดพร้า เดินเข้าป่าไป
ช่วงนี้เป็นช่วงข้าวยากหมากแพง ทุกบ้านต่างไม่มีข้าวเหลือเก็บ
ยิ่งบ้านเขาตอนนี้ไม่มีที่ทำกิน ขาดรายได้ ในสายตาคนอื่น การให้ยืมข้าวก็เหมือนเอาซาลาเปาไปปาหมา ใครจะให้ยืม?
ย่าคงต้องกลับมามือเปล่า แต่คนแก่ดื้อรั้น ห้ามไม่ฟัง
ยุคสมัยนี้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มี "เนตรวิหค" ช่วย ไม่เชื่อหรอกว่าจะหาเนื้อกินไม่ได้
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา
หลิวเซิ่งยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ที่นี่คือเนินเขาเล็กๆ หลังหมู่บ้าน เป็นเขตป่าชั้นนอกสุดของเขาเฮยเฟิง พุ่มไม้รกทึบ ป่าไม้เขียวชอุ่ม
เขาแปลงเป็นนกกระจิบบินมา ใช้เวลาแค่อึดใจเดียว แต่พลังกายหายไปเกินครึ่ง
พักจนหายเหนื่อย สายตากวาดมองรอบด้าน ความเคลื่อนไหวในระยะสิบก้าว ล้วนอยู่ในสายตา
แมงป่อง คางคก มด ตั๊กแตน นกกระจิบ และ... งูสิงหางลายตัวหนึ่งที่กำลังเลื้อยเงียบๆ เข้าหานกกระจิบ
"ตัวใหญ่ขนาดนี้ น่าจะหนักสิบกว่าจิน..."
หลิวเซิ่งเลียริมฝีปาก น้ำลายสอเต็มปาก เขากระชับมีดพร้าในมือ รูม่านตาขยาย ภาพงูสิงตัวนั้นเหมือนถูกชะลอความเร็วลงสิบกว่าเท่า จับวิถีการเคลื่อนไหวได้...
คาดการณ์การเคลื่อนไหวต่อไปของมันล่วงหน้า!
ทันใดนั้น เขาพุ่งไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว เงื้อมีดพร้าฟันฉับลงไปที่ความว่างเปล่า
วินาทีถัดมา งูสิงก็พุ่งตัวออกไปหมายจะงับนกกระจิบ แต่กลับยื่นคอเข้ามาใต้คมมีดพอดีเป๊ะ!
"ฉึก!"
หัวงูกลิ้งหลุนๆ เลือดคาวสาดกระจาย ทำเอาแมงป่อง คางคก นกกระจิบแถวนั้นวงแตกหนีกระเจิง
"มีเนื้อกินแล้ว!"
หลิวเซิ่งรีบเข้าไป คว้าตัวงูที่ยังดิ้นพล่าน อ้าปากกัดแผลที่คืองู ดูดเลือด "อึกๆ"
สักพัก เขาหิ้วซากงูกลับบ้าน เนื้อสิบกว่าจินนี้ เขาโกับย่ากินได้สองสามวันสบายๆ
หรือจะแบ่งครึ่งหนึ่งไปแลกข้าวกับคนอื่นก็ได้
ที่สำคัญที่สุด การทดลองครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า "เนตรวิหค" ช่วยในการล่าสัตว์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในระยะสิบก้าว
ถึงขนาดอ่านวิถีการเคลื่อนไหวล่วงหน้า แล้วดักฆ่าได้
ถ้าหาอาวุธขว้างระยะสั้นเหมาะๆ มาได้ ในระยะนี้ น่าจะ... ร้อยนัดร้อยโดน?
"แต่ว่า ทำไมข้าฆ่างูสิงตัวนี้แล้ว ถึงเก็บดวงจิต เปิดใช้งานร่างงูสิงแปลงกายไม่ได้ล่ะ?"
หลิวเซิ่งมองดวงจิตที่ลอยอยู่เหนือซากงู พยายามจะเก็บ แต่สมองกลับปวดจี๊ดเหมือนจะระเบิด
ดูท่า "พื้นที่ว่าง" ในร่างกายจะไม่พอสำหรับเปิดใช้งานร่างจำแลงที่สอง
จะเพิ่ม "พื้นที่ว่าง" เพื่อรองรับร่างจำแลงมากขึ้น ก็มีแต่ต้องทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น
และหนทางที่จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ก็มีแต่... ฝึกยุทธ?
พูดไปพูดมา ก็ต้องฝึกยุทธอยู่ดี
เพียงแต่ การฝึกยุทธไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในวันเดียว แถมไม่มีเงินก็ฝึกไม่ได้
ดังนั้น ในระยะสั้นถ้าอยากเพิ่มความเก่งกาจ ก็มีแต่ต้องรวบรวม "ไอวิญญาณ" มาอนุมาน "ร่างนกกระจิบ" เท่านั้น
พอกลับถึงหมู่บ้าน หลิวเซิ่งไปหาจ้าวเหล่ย ถามเรื่องอาวุธขว้างระยะสั้น
จ้าวเหล่ยมองหลิวเซิ่งอย่างสงสัย ขมวดคิ้วพูดว่า
"เอ็งร่างกายอ่อนแอ แรงน้อย ถ้าปาแม่น มีดบินน่าจะเหมาะกับเอ็ง แต่ต้องปาให้แม่นนะ..."
"ฉึก!"
หลิวเซิ่งพยักหน้า ปามีดพร้าในมือออกไป ตัดแมลงวันที่บินอยู่ห่างไปแปดเก้าเมตรขาดเป็นสองท่อนอย่างสมมาตรเป๊ะ
จ้าวเหล่ยกลั้นหายใจ เสียงเบาลงทันที
"นึกไม่ถึงว่าเอ็งจะมีฝีมือขนาดนี้! พอดีเลย พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปขายหนังสัตว์ เอ็งไปกับข้าสิ ไปหาซื้อมีดบินมาเล่นสักหน่อย..."
หลิวเซิ่งยิ้มมุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
อำเภอซานหยาง...
น่าจะมีของเก่าโบราณอยู่ไม่น้อย... มั้ง?
[จบแล้ว]