- หน้าแรก
- ซื่อจื่อติ๊งต๊องพิทักษ์แผ่นดิน
- บทที่ 25 ไว้หน้ากันบ้าง วันหน้ายังต้องพบเจอกัน
บทที่ 25 ไว้หน้ากันบ้าง วันหน้ายังต้องพบเจอกัน
บทที่ 25 ไว้หน้ากันบ้าง วันหน้ายังต้องพบเจอกัน
บทที่ 25 ไว้หน้ากันบ้าง วันหน้ายังต้องพบเจอกัน
ไม้ตีคลีที่มีหัวโค้งงอของโจวหลาง เกี่ยวเข้ากับรองเท้าบูทติดหนามของเซี่ยงถิ่งอย่างจัง
แรงกระชากนั้นรุนแรงจนทำให้รองเท้าข้างนั้นหลุดกระเด็นออกจากเท้าของเซี่ยงถิ่งทันที...
ปรี๊ด!!!
เสียงนกหวีดของผู้ตัดสินดังขึ้นอีกครั้ง
"หลินผิงซื่อจื่อทำฟาวล์!"
"เจตนาทำร้ายร่างกายคู่แข่ง ไล่ออกจากการแข่งขันเดี๋ยวนี้!"
ผู้ตัดสินรีบวิ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน ตะโกนสั่งเสียงเข้ม
"ข้าไม่ได้ทำฟาวล์สักหน่อย"
"ไม่เชื่อท่านลองถามคุณชายเซี่ยงดูสิ ว่าไม้ตีคลีของข้าโดนตัวเขาหรือเปล่า?"
โจวหลางยิ้มเย็น มองไปที่เซี่ยงถิ่งที่กำลังกุมข้อเท้าด้วยความเจ็บปวด
เขาไม่กังวลเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าใส่ร้าย
เพราะหลักฐานชิ้นสำคัญ... รองเท้าบูทที่ซ่อนหนามเหล็กแหลมคมไว้นั้น นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นหญ้าทนโท่!
แต่ทว่าแรงหวดเมื่อครู่ ก็กระแทกเข้าที่ข้อเท้าของเซี่ยงถิ่งเต็มรัก
ต่อให้กระดูกไม่หัก ก็คงเดินกะเผลกไปอีกหลายวัน
"คุณชายเซี่ยง ที่หลินผิงซื่อจื่อพูดเป็นความจริงหรือไม่ขอรับ?"
ผู้ตัดสินหันไปถามเซี่ยงถิ่ง
"เขา... เขาไม่ได้ตีโดนข้า"
เซี่ยงถิ่งกัดฟันตอบ ไม่กล้าโวยวาย
ขืนให้โจวหลางหยิบรองเท้าข้างนั้นขึ้นมาโชว์ต่อหน้าธารกำนัล เขาคงได้เอาปี๊บคลุมหัวเดินแน่
ผู้ตัดสินทำหน้าไม่ถูก ได้แต่จำใจถอยฉากออกไป
เซี่ยงถิ่งรีบสวมรองเท้ากลับเข้าไปอย่างทุลักทุเล เตรียมจะเล่นลูกโทษ
แต่ทันทีที่เขาหวดลูกออกไป...
เงาร่างหนึ่งก็ควบม้าพุ่งเข้ามาตัดหน้าแย่งลูกไปต่อหน้าต่อตา!
จางต้าลี่นั่นเอง!
โจวหลางและพรรคพวกควบม้าบุกตะลุยไปข้างหน้าพร้อมกัน...
ตูม! ลูกเข้าประตูไปอย่างสวยงาม
สกอร์ 5 ต่อ 1!
เหล่ามืออาชีพที่แขนชาจนแทบยกไม้ไม่ขึ้น ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ปล่อยให้ลูกบอลถูกแย่งไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ฝ่ายโจวหลางเปิดฉากถล่มแหลก...
5 ต่อ 2!
5 ต่อ 3!
5 ต่อ 4!
5 ต่อ 5!
เพียงแค่ชั่วเวลาธูปสองดอกไหม้หมด โจวหลางและผองเพื่อนก็ไล่ตีเสมอจนได้
ผู้ชมบนอัฒจันทร์ที่เซี่ยงถิ่งเกณฑ์มา ต่างพากันอ้าปากค้าง ตะลึงงันจนตาถลน
ทั้งสนามเงียบกริบราวกับป่าช้า...
เซี่ยงถิ่งหอบหายใจแฮกๆ มือข้างหนึ่งนวดคลึงต้นขาที่ปวดร้าว
ในการปะทะเมื่อครู่ เขาพยายามจะเข้าไปนัวเนียโจวหลาง แต่ก็เข้าไม่ถึงตัว
กลับโดนเจ้าซื่อจื่อติงต๊องใช้ไม้ตีคลีแอบหวดเข้าตามเนื้อตัวทีเผลอจนระบมไปหมดทั้งซีก!
ตอนนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่า ขืนแข่งต่อมีแต่จะแพ้ยับเยิน...
"ทีมของน้องหลาง... ทำไมจู่ๆ ถึงเก่งขึ้นมาผิดหูผิดตาขนาดนี้?"
"ทีมของคุณชายเซี่ยงดูเหมือนจะถอดใจ ไม่คิดจะสู้แล้วด้วยซ้ำ"
บนอัฒจันทร์ ท่านหญิงหลิงฉวีโจวหลานเอ่ยถามด้วยความงุนงง
"หมดแรงข้าวต้มแล้วจะเอาอะไรไปสู้ล่ะ?"
"หม่าชิวก็แค่กีฬาฝึกทักษะการขี่ม้า"
"แต่เจ้าพวกนั้นงัดเอายุทธวิธีทางทหารและวรยุทธ์ประจำตระกูลของท่านลุงท่านอาทั้งหลายมาใช้"
"วิชาที่ใช้สยบแม่ทัพศัตรูในสนามรบ..."
"เอามาใช้จัดการนักกีฬาพวกนี้ ก็เหมือนเอามีดฆ่าโคมาเชือดไก่ ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก"
สงเค่อฉิ้นเผยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่งดงามดุจน้ำแข็ง
ดวงตาคู่งามจับจ้องไปที่ชายหนุ่มในสนาม ที่นางดูไม่ออกเลยว่า...
โจวหลาง... ซื่อจื่อติงต๊องคนนั้น
ไปเรียนรู้วิชาพิชัยสงครามมาจากไหน?
ในสนามแข่งขัน เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งก้านธูป สกอร์เสมอกันที่ 5 ต่อ 5
เพื่อนร่วมทีมของโจวหลางต่างคึกคัก เตรียมพร้อมจะเปิดเกมบุกเพื่อเผด็จศึก
เพื่อระบายความแค้นที่โดนกดดันมาตลอดเกม
แต่ยังไม่ทันที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น
โจวหลางกลับกระโดดลงจากหลังม้า
จูงม้าเดินออกจากสนามไปหน้าตาเฉย!
"เลิกเล่นกันแค่นี้เถอะ ข้าต้องรีบกลับไปเขียนฎีกาถวายฝ่าบาท"
"วันนี้ถือว่าเสมอกันก็แล้วกัน"
โจวหลางหันไปยิ้มให้เซี่ยงถิ่งที่ยืนหมดสภาพอยู่
เซี่ยงถิ่งหอบฮั่กๆ รู้ดีว่าขืนดันทุรังต่อ
มีแต่จะโดนยำเละขายขี้หน้าเปล่าๆ...
"เฮ้ย! พี่หลาง ทำงี้ได้ไง?"
"เราชนะใสๆ แล้วนะพี่ จะปล่อยพวกมันไปทำไม?"
จางต้าลี่โวยวายด้วยความไม่เข้าใจ
"พวกเจ้าขาดแคลนเงินทองนักหรือไง?"
"ชนะแล้วได้อะไร? ก็แค่เงินพนันนิดหน่อย"
"ขืนชนะขาดลอย กลับไปพวกเจ้าอาจโดนท่านพ่อที่บ้านหวดก้นลายฐานไปรังแกคนอื่น"
"ถือว่าเจ๊ากันไปเถอะ"
โจวหลางยิ้มบางๆ
เขาไม่อยากก่อศัตรูเพิ่มโดยไม่จำเป็น อีกฝ่ายเป็นถึงซื่อจื่อจวนลี่กั๋วกง
มีพี่สาวเป็นฮองเฮา มีน้องสาวเป็นว่าที่ไท่จื่อปิน
ไว้หน้ากันบ้าง วันหน้ายังต้องพบเจอกัน...
โจวหลางกวักมือเรียกจางฟู่ แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องพักนักกีฬา
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ ก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกจากสนามม้าไปทันที
เซี่ยงถิ่งมองตามแผ่นหลังของเขาไป แววตาไม่ได้มีความซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย
กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่รุนแรงกว่าเดิม
กล้าทำให้ข้าขายหน้าประชาชี... ต่อให้แกเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าก็ไม่เว้น!
ฝากไว้ก่อนเถอะ!
บนอัฒจันทร์ โจวหลานเบิกตากว้างด้วยความสงสัย
"น้องหลางกำลังจะชนะอยู่รอมร่อ"
"ทำไมถึงทิ้งการแข่งไปดื้อๆ ล่ะ?"
"เขาจงใจไว้หน้าคุณชายเซี่ยงน่ะสิ"
"พวกเราก็กลับกันเถอะ"
สงเค่อฉิ้นลุกขึ้นยืน นางไม่อยากเสียเวลากับสถานที่แห่งนี้นานนัก
"เค่อฉิ้น... ตระกูลเซี่ยงส่งคนมาทาบทามสู่ขอข้ากับท่านพ่อ"
"อยากให้ข้าแต่งงานกับคุณชายเซี่ยง"
"เจ้าช่วยข้าคิดหน่อยสิ ว่าคนผู้นี้... ฝากผีฝากไข้ได้หรือไม่?"
โจวหลานลุกตาม พลางกระซิบถามเพื่อนสนิทเสียงเครียด
"เรื่องการแต่งงานของเชื้อพระวงศ์ ข้ามิบังอาจก้าวล่วง"
"แต่ข้าขอเตือนเจ้าให้จับตาดูคุณชายเซี่ยงไว้ให้ดี"
"หลังจากวันนี้ ถ้าเขายังตามจองล้างจองผลาญหลินผิงซื่อจื่อไม่เลิกรา"
"ข้าแนะนำว่า... เจ้าอย่าได้เอาตัวไปเกลือกกลั้วกับสกุลเซี่ยงจะดีกว่า"
สงเค่อฉิ้นเตือนสติเพื่อนสาวที่โตมาด้วยกันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ขอบใจมากนะ เค่อฉิ้น..."
ในใจของสงเค่อฉิ้นตอนนี้ เริ่มรู้สึกสนใจในตัวซื่อจื่อติงต๊องผู้นั้นขึ้นมาตงิดๆ
ข่าวลือที่ว่าเขาโง่เง่าเต่าตุ่น...
ทำไมตัวจริงถึงได้ดูฉลาดหลักแหลม ทั้งบุ๋นและบู๊เยี่ยงนี้?
...
รถม้าของจางฟู่แล่นมาส่งโจวหลางที่หน้าจวนจวิ้นอ๋องทางทิศตะวันออก
เมื่อมองดูสภาพจวนที่เก่าทรุดโทรมและเงียบเหงา
จางฟู่ก็อดถอนหายใจไม่ได้ "ท่านอาเขยหมกมุ่นแต่การบำเพ็ญเพียร"
"ปล่อยปละละเลยจวนจวิ้นอ๋องจนตกต่ำถึงเพียงนี้"
"ท่านพี่ ให้ข้าไปบอกท่านพ่อ ช่วยเจียดเงินมาซ่อมแซมจวนให้ท่านดีไหม?"
"ไม่ต้องหรอก ข้าชินกับสภาพนี้แล้ว"
"ถึงจะซ่อมแซม วันหน้าข้าก็จะหาเงินมาทำเอง"
โจวหลางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
"จริงสิ... คุณหนูสกุลสงคนนั้น นางมีประวัติความเป็นมายังไง?"
ภาพใบหน้าอันงดงามเย็นชาของนางยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ โจวหลางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"ท่านพี่... ท่านอย่าได้ไปริอ่านเด็ดดอกฟ้าดอกนี้เชียวนะ"
"ท่านไม่เห็นรึ ว่าแม้แต่พวกลูกสมุนของเซี่ยงถิ่ง ยังไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายกับนางเลย"
"นางคือบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของเว่ยกั๋วกงสงเจิ้น เสนาบดีกรมกลาโหม"
"ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ฝีมือร้ายกาจจนคุณชายทั่วเมืองหลวงไม่มีใครสู้ได้!"
"ตอนอายุสิบหก นางติดตามบิดาและพี่ชายออกศึก สร้างความดีความชอบไว้มากมาย"
"จนฝ่าบาททรงรับไว้เป็นธิดาบุญธรรม พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่านหญิงหนิงอัน"
"นางคือขุนพลหญิงผู้เกรียงไกรแห่งกองทัพเชียวนะพี่!"
จางฟู่รีบเตือนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"โหดขนาดนั้นเชียว?"
โจวหลางอ้าปากค้าง
ดูจากหน้าตา นางน่าจะอายุมากกว่าเขาแค่นิดหน่อย ราวๆ สิบแปดสิบเก้าปี
นึกไม่ถึงว่าอายุแค่สิบหกก็เคยผ่านสมรภูมิเลือดมาแล้ว!
แถมยังมียศเป็นถึงเสี้ยนจู่ (ท่านหญิงตราตั้ง)...
ต้องรู้ก่อนว่า ตำแหน่งเสี้ยนจู่ คือบรรดาศักดิ์สูงสุดที่สตรีสามัญชน (ที่ไม่ใช่ลูกท่านอ๋อง) จะพึงมีได้!
แถมยังเป็นลูกสาวบุญธรรมฮ่องเต้ วรยุทธ์ล้ำเลิศ...
กุหลาบงามย่อมมีหนามแหลมคมจริงๆ ด้วยแฮะ
หลังจากส่งจางฟู่กลับไป โจวหลางก็ตรงดิ่งเข้าห้องหนังสือ
นั่งลงจรดพู่กัน รวบรวมสมาธิขบคิดถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้
ศึกทางตะวันตกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงเหนือ ต้องหาทางยุติให้ได้โดยเร็วที่สุด
ห้ามปล่อยให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเด็ดขาด...
ไม่อย่างนั้น แผนการใช้ชีวิตเสวยสุขของเขาคงพังทลายไม่มีชิ้นดี
โชคดีที่ปัญหาของราชวงศ์ต้าโจวในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเกินแก้ไขสำหรับคนยุคปัจจุบันอย่างเขา
โจวหลางเคยดูสารคดีประวัติศาสตร์และคลิปวิเคราะห์ยุทธการมานับไม่ถ้วน
วิธีการรับมือกับกบฏชนเผ่าและการรุกรานของพวกทูเจีย
มีตัวอย่างในประวัติศาสตร์ให้ลอกเลียนแบบเพียบ!
(จบบทที่ 25)