- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,018 โซลชาโดว์
ตอนที่ 1,018 โซลชาโดว์
ตอนที่ 1,018 โซลชาโดว์
ตอนที่ 1,018 โซลชาโดว์
ตูม ๆ ๆ ๆ
ในเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาการปะทะกันระหว่างเซี่ยเฟยกับบลันท์ก็เกิดขึ้นหลายสิบรอบ ถึงแม้ทุกการโจมตีของเซี่ยเฟยจะมุ่งเน้นไปที่การสังหาร แต่บลันท์ก็สามารถตอบโต้กลับมาได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่นิดเดียว
บลันท์คือนักรบที่มีความแข็งแกร่งมากและเมื่อพิจารณาจากพลังที่เขาแสดงออกมา มันก็ดูเหมือนกับว่าเขาจะแข็งแกร่งมากกว่าคอนสแตนเสียอีก เพราะถึงแม้นักรบระดับพระเจ้าจะสามารถใช้พลังวิญญาณในการต่อสู้ได้แล้ว แต่มันก็ไม่มีผู้สร้างคนไหนได้ใช้พลังวิญญาณในระหว่างการต่อสู้เลยแตกต่างจากบลันท์ที่นำพลังวิญญาณมาส่งเสริมการโจมตีอย่างชัดเจน
เมื่อความแข็งแกร่งทางกายภาพถูกพัฒนาไปจนถึงขีดสุด พลังวิญญาณจึงกลายมาเป็นตัวชี้วัดความเก่งกาจของนักรบไปโดยปริยาย พลังวิญญาณที่ถูกปลดปล่อยออกมาคล้ายกับพลังที่อยู่ในความฝัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากมันสามารถที่จะทำลายล้างได้ทุกสิ่ง
พลังวิญญาณหลายเส้นถูกบลันท์ปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องเคลื่อนที่ผ่านร่างชายหนุ่มไปราวกับดาวตกสีขาวอันสุกสกาว และการโจมตีในลักษณะนี้ไม่สามารถที่จะสร้างอันตรายให้กับเซี่ยเฟยได้เลย เพราะท้ายที่สุดชายหนุ่มก็เป็นนักรบสายความเร็วและมีทักษะในการเคลื่อนไหวร่างกายอันแปลกประหลาด ทำให้ยากที่จะคาดการณ์การเคลื่อนไหวของชายหนุ่มได้ล่วงหน้า
“อย่าประมาท พวกมันเป็นการโจมตีที่ระเบิดได้” ลินนิจส่งเสียงตะโกนดังกึกก้อง
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ได้จบลงมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะเส้นแสงสีขาวที่พุ่งผ่านร่างของชายหนุ่มไปเกิดการระเบิดอย่างที่ลินนิจได้เตือนเอาไว้จริง ๆ
การระเบิดของลำแสงพวกนี้ไม่ได้รุนแรงนัก แต่มันกลับสร้างความเจ็บปวดให้กับชายหนุ่มอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน
“นี่คือผลของการถูกจู่โจมด้วยพลังวิญญาณ สิ่งที่พลังวิญญาณส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สุดมันไม่ใช่ร่างกาย แต่มันจะส่งผลกระทบต่อวิญญาณของนายโดยตรง โชคดีที่นายใช้ความเร็วเว้นระยะห่างออกมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นแรงระเบิดคงจะฉีกกระชากวิญญาณของนายออกจากกันไปแล้ว”
“ไม่ว่าร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหนแต่ถ้าหากมันปราศจากวิญญาณ มันก็เป็นเพียงแค่ร่างกายที่ไร้ประโยชน์ ไม่เชื่อนายลองดูไปที่ขนอุยกับหงส์ครามสิ” ลินนิจอธิบายขณะพยายามอดทนต่อความเจ็บปวด เพราะถึงแม้ว่าเขาจะกลายเป็นวิญญาณอมตะระดับสูง แต่เขาก็ยังตกใจเมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรงด้วยพลังวิญญาณของบลันท์
เซี่ยเฟยรีบมองไปทางขนอุยและหงส์ครามทันที ก่อนที่เขาจะได้พบว่าเจ้าตัวน้อยที่อยู่ห่างออกไปกำลังสะบัดหัวด้วยความงุนงง แต่ทางด้านหงส์ครามกลับกำลังเหี่ยวเฉาลงจากเดิมอย่างชัดเจน
ในฐานะอาวุธมายาหงส์ครามจึงมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน และเนื่องมาจากว่ามันได้เหยียดใบหญ้าทั้งแปดเพื่อพยายามจับกุมบลันท์เอาไว้ มันจึงได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดในครั้งนี้มากที่สุด
แม้ว่าการโจมตีครั้งนี้จะไม่ได้ร้ายแรง แต่มันก็ทำให้หงส์ครามสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปชั่วคราว ใบหญ้าทั้งแปดจึงค่อย ๆ ถอยกลับมาภายในแขนของเซี่ยเฟยอย่างช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่อวิญญาณของมันโดยตรง
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที และในที่สุดฝูงหมาป่าสกายวิงก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดของระเบิดที่เกิดขึ้นอย่าางกะทันหัน ผลกระทบของการระเบิดนี้ทำให้พลังการต่อสู้ของเซี่ยเฟยลดลงเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวมาช่วยเหลือชายหนุ่มในทันทีได้ เพราะระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายค่อนข้างที่จะห่างไกลกันมาก เซี่ยเฟยจึงจำเป็นจะต้องพึ่งพาเพียงแค่ความแข็งแกร่งของตัวเองในการต่อต้านศัตรูเอาไว้เท่านั้น
ด้านหนึ่งเซี่ยเฟยกำลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากผลกระทบของพลังวิญญาณ ขณะที่อีกด้านฝูงหมาป่าสกายวิงก็ไม่สามารถละทิ้งการไล่ตามคอนสแตนไปช่วยเหลือชายหนุ่มได้ด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อลินนิจได้รับบาดเจ็บความสามารถในการควบคุมเนอร์วาน่าก็ลดลงจากเดิมเป็นอย่างมาก ขนอุยก็กำลังตกอยู่ในอาการสับสน ขณะที่หงส์ครามถูกบังคับให้หดตัวกลับมาเพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่ง เรียกได้ว่าสถานการณ์ของเซี่ยเฟยใกล้ที่จะมาถึงจุดวิกฤตแล้ว
ขวับ!
บลันท์โบกฝ่ามือเรียกดาบแห่งความมืดจู่โจมเข้าใส่เซี่ยเฟย เพราะในสายตาของเขาศัตรูมีอยู่เพียงแค่หนึ่งเดียว นั่นก็คือชายหนุ่มผู้ที่สามารถใช้พลังวิญญาณได้นั่นเอง
ในระหว่างที่คมดาบของศัตรูกำลังฟาดฟันลงมานั่นเอง คลื่นพลังที่ไม่อาจอธิบายได้ก็ไหลผ่านร่างกายของเซี่ยเฟยอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มจึงเริ่มเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ โดยการผลักแขนไปข้างหน้าก่อนที่เขาจะเรียกโซลชาโดว์ออกมาได้สำเร็จ
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเซี่ยเฟยเพิ่งทำการสังหารเหวินซินและใช้เนอร์วาน่าดูดกลืนพลังของเธอมา แล้วในตอนนี้เขาก็กำลังเรียกโซลชาโดว์ของเธอออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
โซลชาโดว์หญิงสาวผู้ซึ่งมีผมเผ้าอันยุ่งเหยิงกางกรงเล็บพุ่งเข้าตะปบบลันท์อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเธอคือวิญญาณร้ายที่ต้องการจะแก้แค้นมาเป็นเวลานาน
นี่คือวิญญาณของเหวินซินตัวตนในระดับพระเจ้าที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเหวินต้าผู้ซึ่งเป็นราชาแห่งเผ่าดาร์คไนท์ ยิ่งไปกว่านั้นราชินีแห่งเผ่าดาร์คไนท์คนนี้ยังเป็นพระเจ้าผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างดินแดนดาร์คไนท์ขึ้นมา พลังจากการใช้วิญญาณของเธอจึงรุนแรงไม่ต่างไปจากการจู่โจมด้วยตัวตนในระดับพระเจ้าจริง ๆ
ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเริ่มมีแสงสลัวลงในทันที โดยวิญญาณร้ายตนนี้กำลังกางกรงเล็บพุ่งเข้าใส่บลันท์ด้วยความแค้น
“นั่นมันอะไร!”
“ของแบบนี้มันเรียกว่าการโจมตีเหรอ?”
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว! เซี่ยเฟยทำแบบนี้ได้ยังไงกันแน่?”
ทุกคนต่างก็มองไปยังดวงวิญญาณที่ถูกเซี่ยเฟยปลดปล่อยออกมาราวกับว่าพวกเขามองไปยังปาฏิหาริย์ แต่บลันท์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับตกใจจนใบหน้าซีดเผือดลงไปอย่างกะทันหัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการโจมตีของเซี่ยเฟยคือการโจมตีด้วยพลังวิญญาณจริง ๆ แตกต่างจากพลังของเขาที่สามารถเรียกพลังวิญญาณออกมาเสริมพลังกายภาพได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง
บลันท์พยายามเร่งความเร็วเพื่อหลบหลีกการโจมตี แต่โซลชาโดว์ของราชินีดาร์คไนท์กลับเร่งความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ
แขวก!
ฝ่ามือที่แหลมคมราวกับกรงเล็บเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่บริเวณเอวของบลันท์ไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการโจมตีในครั้งนี้มันก็ไม่ได้ก่อให้เกิดเลือดเนื้อกระเด็นออกมาเลย แต่มันกลับก่อให้เกิดริ้วควันสีขาวที่คล้ายกับเส้นไหมถูกดึงออกไปจากร่างกาย
ในเวลาเดียวกันบลันท์ก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนราวกับว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้มีเลือดไหลออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว
“นี่แหละคือพลังของโซลชาโดว์ มันเป็นพลังที่ไม่ได้สร้างอันตรายต่อร่างกายแต่สร้างความเสียหายแก่วิญญาณของศัตรูโดยตรง น่าเสียดายที่ทักษะในการควบคุมโซลชาโดว์ของนายยังไม่แม่นยำ ไม่อย่างนั้นการโจมตีในครั้งนี้คงจะสามารถฉีกกระชากวิญญาณของบลันท์ออกมาได้แล้ว” ลินนิจกัดฟันพูดขึ้นมาด้วยความเสียดาย
แม้ว่าชายหนุ่มจะจู่โจมศัตรูจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สถานการณ์ทางฝั่งของเขาก็ไม่ได้สู้ดีด้วยเช่นกัน โดยเซี่ยเฟยพยายามกัดฟันลุกขึ้นมาเพื่อสังหารศัตรูคนนี้ แต่เขากลับไม่เหลือพลังมากพอที่จะเคลื่อนไหวได้อีกแล้ว
ในที่สุดบลันท์ก็ใช้เข็มทิศมิติหลบหนีออกไปด้วยใบหน้าอันซีดเผือด และเมื่อพิจารณาจากบาดแผลมันก็ดูเหมือนกับว่าเขาจะต้องใช้เวลารักษาตัวเป็นเวลานาน ก่อนที่จะกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
สถานการณ์อีกด้านหนึ่งก็น่าเสียดายมากเช่นเดียวกัน เพราะกลุ่มผู้สร้างกังวลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของคอนสแตนจึงหยุดชะงักไป เมื่อพวกเขากลับมาตั้งสติได้และพยายามจะกลับไปไล่ล่าคอนสแตนอีกครั้ง ชายคนนี้ก็ได้ปล่อยฝนดาวตกและใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายหลบหนีออกไปโดยการใช้เข็มทิศมิติ
ชิลล์และสโตนใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เพื่อหลบหนีออกไปด้วยเช่นกัน แต่กรีนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากโอเชี่ยนเคลื่อนไหวช้ากว่าเพื่อนอยู่เล็กน้อย ซึ่งในที่สุดเธอก็ถูกฝูงหมาป่าสกายวิงฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ
ในที่สุดสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวาลก็จบลงเรียบร้อยแล้ว โดยที่บลันท์, คอนสแตน, ชิลล์และสโตนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนทางด้านกรีน, สไมล์และอินฟิกซ์ถูกสังหารตายในสนามรบ
ทางฝั่งกองกำลังจากเผ่าดาร์คไนท์ก็ถูกทำลายจนแตกพ่ายอย่างสิ้นเชิง ราชาและราชินีดาร์คไนท์ถูกสังหารลงไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ทหารภายในกองทัพยังคงถูกไล่ล่าสังหารจากกองกำลังของทางฝั่งดินแดนกฎอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการต่อสู้ระหว่างโซลฮันเตอร์ริเวอร์และเหวินเซียวยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไงกันแน่
—
การต่อสู้ดำเนินมาจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายแล้ว เนื่องมาจากพวกเซี่ยกู่เฉิงไม่สามารถไล่สังหารบลันท์, คอนสแตน, ชิลล์และสโตนได้ พวกเขาจึงหันกลับมาไล่ล่าสังหารทหารภายในกองทัพดาร์คไนท์อย่างไร้ปรานี
ความคับแค้นที่ถูกกักเก็บเอาไว้ภายในใจถูกระเบิดออกมาในวันนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่พวกเขาได้รู้ว่าคอนสแตนอาจมีข้อตกลงกับดินแดนดาร์คไนท์ในการสังหารสมาชิกของตระกูลต่าง ๆ อย่างลับ ๆ มันก็ยิ่งทำให้นักรบทุกคนรู้สึกโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีนักรบที่หายตัวไปอย่างปริศนาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ใครจะไปรู้ว่าสาเหตุของเรื่องนี้มาจากความเห็นแก่ตัวของผู้สร้างเพียงแค่ไม่กี่คน และในที่สุดทุกคนก็ตาสว่างขึ้นมาสักที
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่สามารถระบายความโกรธใส่ตัวต้นเหตุอย่างคอนสแตนได้ กองทัพดาร์คไนท์จึงกลายเป็นเครื่องระบายความโกรธที่ดีที่สุดของพวกเขาไปแล้ว
เครน, โอเชี่ยนและเซี่ยเฟยต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ พวกเขาจึงไม่ได้มีส่วนร่วมในการล่าสังหารครั้งสุดท้าย แต่พวกเขาก็กำลังได้รับการรักษาจากนักปรุงยาชั้นยอดหลาย ๆ คน
เครนคือคนที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดจากการถูกลอบจู่โจมของบลันท์และการช่วยชีวิตอย่างบ้าคลั่งของเซี่ยเฟย รองลงมาคือโอเชี่ยนที่มีอาการบาดเจ็บไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่เขาฝืนตัวเองไม่ยอมรับการรักษาตั้งแต่แรกทำให้ร่างกายอ่อนแอลงมามากกว่าเดิม
ส่วนเซี่ยเฟยตกอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เนื่องมาจากวิญญาณของเขาได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดของพลังวิญญาณโดยตรงจนทำให้เขายังไม่รู้สึกตัว
“เซี่ยเฟยเป็นยังไงบ้าง?” ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ ชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะนั่งยอง ๆ เอามือแตะหน้าผากเซี่ยเฟยอย่างเป็นห่วง
“คุณเป็นใคร?” เจ้าหน้าที่ที่กำลังให้การรักษาเซี่ยเฟยอยู่ถามอย่างสงสัย
หลังจากสงครามครั้งนี้กองกำลังจากทั้งห้าฝ่ายก็ไม่ได้ตั้งตัวกันเป็นศัตรูอีกต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะมีคนแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นมา แต่เจ้าหน้าที่ที่กำลังให้การรักษาก็ไม่ได้หยุดเขาเอาไว้
“ฉันชื่อเฉินตงเป็นเพื่อนของเซี่ยเฟย” เฉินตงกล่าวอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากที่เขาพูดจบมันก็มีเสียงของผู้หญิงตะโกนมาจากด้านหลังของเขา
“เฉินตง! นายก็อยู่นี่ด้วยเหรอ? นายรู้ไหมว่าตอนนี้เซี่ยเฟยอยู่ไหน?” เยว่เกอถามอย่างเร่งรีบ
“ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ได้สตินะ” เฉินตงกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วมาทางเซี่ยเฟย
เยว่เกอสะดุ้งอย่างฉับพลันและต้องการจะพุ่งตัวเข้าไปกอดเซี่ยเฟยเอาไว้ แต่เธอก็พยายามตั้งสติอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หญิงสาวจะก้าวเท้าเข้ามาและใช้ปลายเท้าสะกิดชายหนุ่มเบา ๆ
“ไอ้บ้าเซี่ย! รีบตื่นมาเดี๋ยวนี้!!” เยว่เกอกล่าวอย่างโหดเหี้ยม
แม้ว่าคำพูดจะดูไม่ดีแต่สีหน้าของเธอก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เยว่เกอกำลังเป็นห่วงเซี่ยเฟยมากแค่ไหน
“เธอรู้เรื่องผู้อาวุโสฉินหมางแล้วใช่ไหม? เราควรบอกเขาทันทีที่เขาตื่นขึ้นมาเลยหรือเปล่า” เฉินตงกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว
***************
คุณตาฉินหมางจะมีบทแล้วใช่ไหม? แต่ทำไมมันฟังดูแปลก ๆ