- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,016 หนี
ตอนที่ 1,016 หนี
ตอนที่ 1,016 หนี
ตอนที่ 1,016 หนี
เนอร์วาน่าและดาบดราก้อนสไปน์ต่างก็เคลื่อนไหวออกไปพร้อม ๆ กันฉีกกระชากร่างของราชินีดาร์คไนท์ให้ขาดออกจากกันเป็นชิ้น ๆ
ขวับ!
“ฉันขอของของฉันพร้อมกับดอกเบี้ยคืนไปเลยแล้วกันนะ” เซี่ยเฟยตวัดแขนคว้าดาบสเตลล่าและแหวนมิติของเหวินซินเอาไว้ภายในมืออย่างรวดเร็ว
นักรบทุกคนต่างก็เห็นภาพอันน่าตกตะลึงอย่างชัดเจน ซึ่งมันก็ไม่มีใครเข้าใจว่าในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเซี่ยเฟยกลายเป็นนักรบที่มีพลังเทียบเคียงกับพระเจ้าได้ยังไง ยิ่งไปกว่านั้นแรงกดดันที่เซี่ยเฟยปล่อยออกมายังมีความรุนแรงมากกว่าพระเจ้าบางคนเสียอีก เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์นี้มันดูแปลกมากจนเกินไปแล้ว
“เหวินซิน!” เหวินต้าร้องคำรามออกมาอย่างโศกเศร้า ขณะที่นักรบภายในกองทัพเริ่มสูญเสียกำลังใจจากการขาดผู้นำไปด้วยเช่นเดียวกัน
ในทางกลับกันนักรบทางฝั่งดินแดนกฎก็ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้น เพราะท้ายที่สุดเซี่ยเฟยก็เพิ่งทำการสังหารขุนศึกของทางฝ่ายศัตรูลงไปได้ถึง 1 คน
ยิ่งไปกว่านั้นการลงมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายร่างกายของเหวินซินเท่านั้น แต่มันยังเป็นการทำลายจิตวิญญาณของเธอด้วย ราชินีจากเผ่าดาร์คไนท์จึงเสียชีวิตอย่างสมบูรณ์ ขณะที่พลังงานของเธอก็ถูกดูดซับเอาไว้ด้วยดาบกลืนวิญญาณ
แต่เดิมนักรบจากทางฝั่งดินแดนกฎก็มีจำนวนมากกว่านักรบจากทางฝั่งดาร์คไนท์หลายเท่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเหวินซินเสียชีวิตนักรบภายในกองทัพดาร์คไนท์ก็ถูกกองทัพศัตรูกลืนกินอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันทางฝั่งดินแดนกฎมีนักรบระดับพระเจ้าอยู่ถึง 6 คน และเมื่อมันได้รวมกับเซี่ยเฟยและจอมเทพทั้ง 5 ของสกายวิงที่มีพลังเทียบเท่ากับพระเจ้าแล้ว มันก็เท่ากับว่าทางฝั่งนี้มีกองกำลังในระดับพระเจ้าอยู่ถึง 8 คน
ขณะเดียวกันทางฝั่งของกองทัพดาร์คไนท์และพวกคอนสแตนเหลือนักรบระดับพระเจ้าอยู่เพียงแค่ 5 คนเท่านั้น และถึงแม้ว่าคอนสแตนและเหวินต้าจะมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าพระเจ้าคนอื่น ๆ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็เสียเปรียบในเรื่องของจำนวนอยู่ดี
เมื่อสถานการณ์ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเหวินต้าก็เริ่มมีความคิดที่จะล่าถอย แต่น่าเสียดายที่พวกเขาถูกล้อมรอบเอาไว้ทั่วทิศทางจนแทบที่จะไม่เหลือเส้นทางให้พวกเขาใช้ในการหลบหนีได้เลย
ในระหว่างที่เหวินต้ากำลังตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรอยู่นั้น จู่ ๆ คอนสแตนก็หนีไปโดยไม่พูดอะไรสักคำทำให้กองกำลังของพวกเขาอ่อนแอลงไปมากกว่าเดิม
อดีตผู้นำแห่งเหล่าบรรดาผู้สร้างกำลังหลบหนีออกจากสนามรบ เนื่องมาจากอีกฝ่ายหวาดกลัวความตาย!?
“นี่แหละผลพวงของการผูกมิตรกับคนทรยศ เมื่อก่อนมันทรยศต่อดินแดนกฎที่ตัวเองสร้างขึ้นมา และในวันนี้มันก็ทรยศพวกแกทุกคนและทอดทิ้งพวกแกไป!” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่หลบหนียังไม่ได้มีเพียงแต่คอนสแตนคนเดียว เพราะกรีน, สโตน, ชิลล์ก็ยังเลือกที่จะหลบหนีไปด้วย เหลือเพียงแค่เหวินต้าที่ยังคงต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในสนามรบเพียงลำพังเท่านั้น
เมื่อกองกำลังของศัตรูสูญเสียขุนศึกไปอย่างฉับพลัน กองกำลังจากดินแดนกฎก็แทบที่จะไม่เหลือแรงกดดันอีกต่อไป
ขณะเดียวกันฝูงหมาป่าสกายวิงและผู้สร้างทั้ง 4 ก็ยังคงไล่ตามพวกคอนสแตนต่อไปเพื่อกำจัดศัตรูเหล่านี้ลงให้สิ้นซาก
แต่ถึงกระนั้นคอนสแตนก็ยังเป็นถึงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเหล่าบรรดาผู้สร้างทั้ง 13 คน แม้แต่การหลบหนีของเขาก็ยังมีการคำนวณเส้นทางเอาไว้อย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่เขาทำการเคลื่อนไหวเขามักจะเลือกเส้นทางที่ตำแหน่งของตัวเองได้เปรียบอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ว่าพวกเซี่ยเฟยจะจู่โจมออกไปยังไง แต่มันก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการหลบหนีของคอนสแตนได้
“แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่?” เซี่ยเฟยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“อย่าเพิ่งใจร้อน ตอนนี้สงครามใกล้ที่จะจบลงแล้ว ตราบใดก็ตามที่นายฆ่าพวกมันจนหมด พวกเราก็จะไม่เหลือตัวปัญหาในจักรวาลอีกต่อไป” ลินนิจกล่าวให้กำลังใจเซี่ยเฟย ขณะจับจ้องมองไปยังการต่อสู้ของโซลฮันเตอร์ในระยะไกล
ท้ายที่สุดเขาก็กังวลว่าริเวอร์ที่สูญเสียอาวุธวิญญาณไปแล้วจะสามารถเผชิญหน้ากับเหวินเซียวได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าหลังจากไม่ได้เจอเด็กกำพร้าคนนั้นมานานหลายปี อีกฝ่ายจะพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นมาจนถึงระดับไหนกันแน่
นอกจากนี้ลินนิจยังกังวลเรื่องประตูจักรวาลอีกด้วย เพราะถึงแม้โซลฮันเตอร์จะเอาชนะการต่อสู้ในครั้งนี้ได้ แต่เขาย่อมสูญเสียพลังงานส่วนใหญ่ไปอย่างแน่นอน ในเวลานั้นโซลฮันเตอร์ย่อมไม่เหลือพลังงานในการปิดผนึกประตูจักรวาลอีกต่อไป หากพวกรีเวิร์สเข้ามาแทรกแซงสงครามในครั้งนี้จริง ๆ มันก็จะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง
“มันไม่ใช่ว่าฉันใจร้อนแต่เส้นทางการหลบหนีของพวกมันแปลกมากเกินไป” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว ราวกับว่าเขาตรวจพบเรื่องแปลก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในระหว่างที่พวกคอนสแตนทำการหลบหนี
เนตรมนตรา!
ชายหนุ่มเริ่มส่งพลังเข้าสู่ดวงตาเพื่อคอยสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกคอนสแตนอย่างระมัดระวัง
“ทรงพลังมาก! ทำไมจู่ ๆ วิชาเนตรของฉันมันถึงแข็งแกร่งมากขนาดนี้?!” เซี่ยเฟยอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
วิชาเนตรมนตราเป็นวิชาแรก ๆ ที่เขาได้เรียนรู้ ซึ่งหลังจากที่เขาได้ทำการฝึกฝนวิชามนตราอสูรมาเป็นเวลานาน เขาก็คิดว่าวิชานี้ได้เดินทางมาจนถึงขีดจำกัดแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้เปิดใช้งานวิชาเนตรมนตราอีกครั้ง เขากลับได้พบว่าวิชาเนตรมนตราถูกปรับปรุงให้มีพลังมากกว่าเดิม
“นี่คือผลพวงจากการเปิดใช้โซลมาร์คยังไงล่ะ” ลินนิจกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ
“โซลมาร์ค!? โซลมาร์ค มันส่งผลกระทบต่อวิชามนตราอสูรได้ยังไง?” เซี่ยเฟยถามอย่างไม่เข้าใจ
“นายจะดูถูกพลังวิญญาณมากเกินไปแล้ว นายยังจำเม็ดพลังงานหลากสีภายในสมองของนายได้หรือเปล่า?” ลินนิจกล่าว
“จำได้สิ เม็ดพลังงานชิ้นนั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากและการคงอยู่ของมันก็แทบที่จะทำให้ร่างกายของฉันไม่ปล่อยความผันผวนของพลังงานออกมาเลย ศัตรูจึงคิดว่าฉันเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไม่มีพลังอะไรจนทำให้ฉันแอบแฝงตัวเข้าไปในบริษัทฟิกส์ได้อย่างง่ายดาย เพราะไม่มีใครสามารถตรวจจับพลังของฉันได้เลย แต่โชคไม่ดีหลังจากการเปิดใช้โซลมาร์คได้สำเร็จ จู่ ๆ เม็ดพลังงานนั้นมันก็หายไปจากสมองของฉันแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าว
“เม็ดพลังงานมันไม่ได้หายไปไหนหรอก แต่มันพัฒนาจนกลายเป็นโซลมาร์คต่างหาก หน้าที่ดั้งเดิมของมันคือการถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทดแทนโซลมาร์คเป็นการชั่วคราว ซึ่งการถือกำเนิดของเม็ดพลังนี้คือหนึ่งในลักษณะเด่นเฉพาะตัวของตระกูลออโรร่า”
“ปกติแล้วเม็ดพลังงานจะถือกำเนิดขึ้นมาในระหว่างที่นักรบมีพลังอยู่ในระดับจอมกฎเท่านั้น เพราะมันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากการพัฒนาทางกายภาพไปเป็นการพัฒนาทางด้านวิญญาณ”
“ในตอนนี้นายก็เปิดใช้โซลมาร์คได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พลังในรูปแบบต่าง ๆ ของนายจึงถูกพัฒนาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นพลังของกฎแห่งความโกลาหลหรือพลังของวิชามนตราอสูรต่างก็ได้รับการพัฒนาไปด้วยเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเมื่อวิชาเอกอย่างวิชามนตราอสูรถูกพัฒนา วิชาย่อยอย่างวิชาเนตรมนตราย่อมถูกพัฒนาให้ทรงพลังมากกว่าเดิม” ลินนิจอธิบาย
เซี่ยเฟยชะงักค้างไปอย่างตกใจ เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าเม็ดพลังงานปริศนาที่เขาไม่เคยหาที่มาของมันได้จะเป็นลักษณะของสายเลือดตระกูลออโรร่าแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำหน้าที่คล้าย ๆ โซลมาร์คทำให้มันสามารถกักเก็บพลังงานได้อย่างมหาศาล
“ถึงว่าทำไมระหว่างที่ใช้กฎแห่งความโกลาหล ฉันถึงสัมผัสได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่แท้มันก็เป็นเพราะโซลมาร์คในสมองของฉันนี่เอง” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างมีความสุข
เมื่อสายตาถูกเสริมกำลังเซี่ยเฟยก็เริ่มจับจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของคอนสแตนอย่างรวดเร็ว แล้วถึงแม้ว่าด้านหลังของชายคนนี้จะมีนักรบสกายวิงคอยติดตามอยู่อย่างมากมาย แต่มันก็ยังไม่มีใครสามารถที่จะไล่จับอดีตผู้นำของเหล่าผู้สร้างได้เลย
ยิ่งเซี่ยเฟยมองสถานการณ์ตรงหน้ามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการคิดเส้นทางหลบหนีในระหว่างการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ เพราะมันมีตัวแปรมากมายหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศหรือแนวรบของศัตรูที่กำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด
ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ในจักรวาลมันก็ไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจน การเคลื่อนไหวอยู่ในรูปแบบ 3 มิติอย่างแท้จริง หากคอนสแตนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคิดคำนวณ พวกเขาย่อมไม่สามารถปิดล้อมคอนสแตนอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน แต่เซี่ยเฟยไม่เชื่อว่าคอนสแตนจะมีพลังในการประมวลผลที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้น แล้วมันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่กำลังช่วยเขาในระหว่างการหลบหนีแน่ ๆ
อย่าลืมว่าศัตรูที่กำลังไล่ตามคอนสแตนมาคือนักรบระดับพระเจ้าถึง 6 คน แล้วมันก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงฝูงหมาป่าสกายวิงเลย ซึ่งนักรบที่มีประสบการณ์เหล่านี้ย่อมรู้จักวิธีการปิดล้อมศัตรูอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นสาเหตุที่พวกเขายังไม่สามารถปิดล้อมพวกคอนสแตนได้ มันก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากนักรบทางฝั่งพวกเขาแน่ ๆ แม้แต่เซี่ยเฟยที่มีความเก่งกาจทางด้านการสังเกตและการคำนวณ ก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถวิเคราะห์เส้นทางในการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดนั้น
แต่ถึงแม้ว่าคอนสแตนจะหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝูงหมาป่าสกายวิงก็ไม่มีทางยอมแพ้ ทั้งสองฝ่ายที่ไล่ล่ากันจึงเริ่มออกห่างจากสนามรบหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในระหว่างนั้นเซี่ยเฟยก็ได้ค้นพบว่าระหว่างหลบหนีคอนสแตนใช้มือจับบริเวณใบหูอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าเขากลัวว่ามันจะมีอะไรหลุดร่วงลงไป
ชายหนุ่มส่งกระแสพลังเข้าไปในดวงตามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยต้องการจะเห็นว่าสิ่งที่คอนสแตนกำลังใช้มือจับอยู่นั้นมันคืออะไรกันแน่
“เจอแล้ว!” เซี่ยเฟยอุทานอย่างดีใจ หลังจากที่เขามองเห็นสิ่งที่อยู่บนหูของคอนสแตนอย่างชัดเจน
“นายเห็นอะไร?” ลินนิจถาม
“มันมีจุดสีดำเล็ก ๆ ติดอยู่ที่หูของคอนสแตน มันจะต้องเป็นอุปกรณ์สื่อสารชนิดหนึ่งแน่ ๆ ที่แท้มันก็มีคนคอยบอกเส้นทางให้พวกมันหลบหนี” เซี่ยเฟยกล่าวตอบ
“นายกำลังบอกว่าแถวนี้มีพันธมิตรของคอนสแตนอยู่งั้นเหรอ?!” ลินนิจกล่าวขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ถ้าหากว่าเราต้องการจะฆ่าคอนสแตน เราจะต้องสังหารผู้ช่วยของเขาก่อน” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
วินาทีต่อมาชายหนุ่มก็เริ่มขยับนิ้วเพื่อส่งข้อความถึงสมาชิกทีมกระเรียนขาวทุกคน โดยกระเรียนขาวที่เซี่ยเฟยกำลังใช้อยู่นั้นเป็นกระเรียนขาวที่ริเวอร์ให้มาแทนกระเรียนขาวตัวเดิมของเขาที่ถูกทำลายลงไป
สกายวิงเป็นตระกูลของนักรบชั้นยอด ซึ่งหลังจากที่ทุกคนได้รับข่าวจากเซี่ยเฟยแล้ว พวกเขาก็ยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง แต่เมื่อเซี่ยกู่เฉิงเริ่มให้สัญญาณทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับว่าพวกเขานัดแนะกันมาเป็นอย่างดี
ตอนนี้สกายวิงเลือกที่จะปล่อยกรีน, สโตนและชิลล์ไป โดยเซี่ยกู่เฉิงใช้รูปแบบฝูงหมาป่าขั้นสูงสุดตามไล่ล่าคอนสแตนไปเพียงแค่คนเดียว
เมื่อเหล่าบรรดาผู้สร้างได้เห็นสกายวิงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ พวกเขาก็เริ่มติดตามฝูงหมาป่าไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะข้อเท็จจริงในก่อนหน้านี้ได้พิสูจน์แล้วว่ากลุ่มคนบ้าแห่งจักรวาลมีการตัดสินใจที่ไม่ธรรมดา และควรค่าต่อการไว้วางใจของทุกคน
ถึงแม้พวกเขาจะสับสนว่าทำไมสกายวิงถึงปรับเปลี่ยนแผนการกลางทางแบบนี้ แต่ทุกคนก็ไม่ได้คิดที่จะตั้งคำถามอะไรเพิ่มเติม โดยในระหว่างนั้นเซี่ยเฟยก็หลีกตัวออกไปโดยลำพังไม่ได้ไล่ตามคอนสแตนเหมือนเดิมอีกต่อไป
คอนสแตนเริ่มส่งเสียงสบถออกมาไม่มีหยุด เพราะตอนแรกศัตรูกระจายกำลังออกไปตามล่าพวกเขาทั้ง 4 คน แต่ตอนนี้ศัตรูทั้ง 11 คนกำลังตามล่าเขาคนเดียว มันจึงทำให้การหลบหนีทวีความยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเห็นว่าคอนสแตนกำลังคำนวณเส้นทางอย่างมีปัญหา เซี่ยกู่เฉิงที่มีความเร็วมากที่สุดก็พุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อปิดบังเส้นทางหลบหนีของศัตรูเอาไว้
ขณะเดียวกันมันก็มีเสียงรวมพลังดังขึ้นมาจากระยะไกล โดยเซี่ยเฟยกำลังเล็งธนูผนึกสวรรค์ไปยังแถบดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลนัก
***************
เจอหนูที่ซ่อนตัวแล้วสินะ