- หน้าแรก
- ยุคแห่งการปลุกอาชีพ นักเชิดหุ่นอ่อนแอ ฉันควบคุมดาวโรงเรียนสาวงามระดับ เอสเอสเอส
- บทที่ 36 ถูกกดดันอย่างหนัก
บทที่ 36 ถูกกดดันอย่างหนัก
บทที่ 36 ถูกกดดันอย่างหนัก
บทที่ 36 ถูกกดดันอย่างหนัก
ความโกรธของ หลี่ซือยวี่ พุ่งทะลุจุดเดือดจนไอเย็นรอบกายเริ่มควบแน่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคม แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่เสียสติ อาชีพเทพสงครามเยือกแข็ง (SSS) ของเธอเตือนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ศักดิ์ศรีที่ถูกหยาม แต่คือการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อเอาชนะศึกที่เสียเปรียบนี้ให้ได้
ทว่าสถานการณ์ในสนามกลับบีบคั้นเกินกว่าที่คาดไว้ หลี่ซือยวี่ ทำได้เพียงร่ายรำกระบี่คอยปัดป้องและหลบหลีกพายุการโจมตี ในขณะที่สายตาคมกริบของ สวี่จิ้งจิ้ง กลับจ้องเขม็งเล่นงานไปที่ เฉินเฟิง เพียงคนเดียวไม่วางตา ราวกับต้องการจะลอกคราบความลับที่เขาซ่อนไว้ออกมาให้สิ้นซาก
“เชี่ยนเชี่ยน เร่งความเร็ว!”
เฉินเฟิง ตะโกนก้อง เขาต้องสลัดเงาตามตัวอย่าง สวี่จิ้งจิ้ง ให้หลุดพ้น มือขวาพุ่งออกไปพร้อมกับเรียก เถาวัลย์มรกต (ระดับ S) ให้พุ่งเข้าพันธนาการร่างระหงของเธอทันที สวี่จิ้งจิ้ง ที่มัวแต่สนใจตัวตนที่ซ่อนอยู่ของเขาไม่คาดคิดว่า นักเชิดหุ่นระดับท้ายแถว (F) จะมีการโจมตีที่ฉับไวและแม่นยำเช่นนี้ จึงถูกมวลพฤกษาพันธรัดตัวไว้ได้ชั่วขณะโดยไม่ทันตั้งตัว ‘หึ... ดูเหมือนไอ้หนูนี่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกมนี้ไม่น่าเบื่อจริงๆ’ เธอคิดในใจพร้อมรอยยิ้มเย็น
ทางด้านหลัง เมื่อ เฉินเชี่ยนเชี่ยน ได้ยินคำสั่ง เธอก็ไม่รอช้า รีบเรียกขานสกิล 'พรแห่งวายุ' (ระดับ S) ส่งต่อให้ เฉินเฟิง และ หลี่ซือยวี่ อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบสถานะบัฟเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่และพลังวิญญาณให้กับพวกเขาอย่างสุดกำลัง
ส่วน กู่หลิง ยอดนักดาบสาวก็ประสานงานกับ เฉินเฟิง อย่างรู้ใจ เธอขยับกายประดุจเงาอ้อมผ่านแนวป้องกันอันหนาแน่นของโรงเรียนไป๋อิง มุ่งเป้าเข้าไปปลิดชีพ ฮีลเลอร์ ของฝ่ายตรงข้ามหวังตัดกำลังเสริมให้ขาดสะบั้น
อย่างไรก็ตาม การจัดทีมของโรงเรียนไป๋อิงนั้นสมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก นอกจาก สวี่จิ้งจิ้ง ที่เป็นตัวรุกระดับพระกาฬแล้ว พวกเขายังมี 'ผู้พิทักษ์โล่ทมิฬ' ที่มีฝีมือเหนือชั้นคอยคุมเชิงอยู่
ผู้พิทักษ์คนนี้ครอบครองสกิล ระดับสูงพิเศษ (SS) อย่าง ‘กายทองคำอมตะ’ ซึ่งทำให้ร่างกายแข็งแกร่งประดุจเหล็กไหล ต้านทานการโจมตีทางกายภาพได้เกือบทั้งหมด เขาเปรียบเสมือนกำแพงเมืองเหล็กกล้าที่ไม่มีวันพังทลาย คอยปกป้องแนวหลังของทีมไว้อย่างแน่นหนาจนไร้ช่องโหว่
การบุกจู่โจมของ เฉินเฟิง และ กู่หลิง ถูกผู้พิทักษ์คนนี้สกัดไว้ได้โดยง่าย พวกเขาเหมือนพุ่งชนเข้ากับภูผาเหล็กกล้าที่ไม่สามารถสั่นคลอนได้เลยแม้แต่น้อย
“บ้าเอ๊ย! ทำไมกระดองเต่านี่มันแข็งนรกแบบนี้!” กู่หลิง กัดฟันกรอดอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความขัดใจ
ในขณะเดียวกัน หลี่ซือยวี่ ก็กำลังเผชิญกับศึกหนักหนาไม่แพ้กัน
ปราชญ์จากโรงเรียนไป๋อิง กำลังควบคุมอุปกรณ์เครื่องจักรเวทมนตร์ขนาดใหญ่ และรัวยิง 'ปืนใหญ่พลังงานนิวเคลียร์วิญญาณ' (ระดับ S) เข้าใส่เธออย่างแม่นยำและต่อเนื่องไม่ให้ได้พักหายใจ
กระสุนพลังงานเหล่านี้มีอานุภาพทำลายล้างสูงและมีความเร็วเหนือเสียง ทำให้ หลี่ซือยวี่ ต้องวุ่นอยู่กับการกางข่ายมนต์น้ำแข็งหลบหลีกและป้องกันจนไม่สามารถปลีกตัวไปช่วย เฉินเฟิง และ กู่หลิง ได้เลย
“ไอ้เจ้านี่... ทำไมวิถีกระสุนมันถึงเหมือนกับจรวดมิสไซล์นำวิถีเลยล่ะ!” หลี่ซือยวี่ บ่นพึมพำลอดไรฟันขณะดีดตัวหลบการระเบิดที่ส่งไอความร้อนพุ่งพล่านออกมา
สถานการณ์ในสนามเริ่มเสียเปรียบสำหรับ โรงเรียนมัธยมซงเจียง มากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ชมพากันกลั้นหายใจ
ทีมสี่คนของโรงเรียนไป๋อิงประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมประดุจฟันเฟืองที่ทาน้ำมันมาอย่างดี ทั้งรุกและรับไร้ที่ติจนดูคล้ายกับเครื่องจักรสังหาร
พวก เฉินเฟิง ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ราวกับถูกตาข่ายที่มองไม่เห็นรัดตัวไว้ทีละนิดจนขยับเขยื้อนลำบาก
“เฉินเฟิง! เราต้องหาทางเจาะกระดองเต่าของพวกมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราถูกต้อนจนมุมแน่!” กู่หลิง กล่าวด้วยความร้อนใจขณะปัดป้องประกายดาบ
เฉินเฟิง ขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปม สายตาคมกริบกวาดมองรูปแบบการจัดทีมแบบ 'จตุรเทพสมดุล' ของไป๋อิงอย่างรวดเร็วเพื่อหาจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ ปราชญ์เครื่องจักร ของโรงเรียนไป๋อิง
ไอ้หมอนี่แหละที่เป็นหัวใจของการขัดขวาง! มันคอยหลบอยู่ด้านหลังสุดเสมอเพื่อคุมระยะโจมตี หากจัดการมันได้ วงจรการโจมตีต่อเนื่องก็จะพังทลาย และนั่นคือโอกาสเดียวที่จะพลิกนรกกลับมาเป็นผู้ชนะ
“กู่หลิง คุ้มกันผมด้วย!” เฉินเฟิง ตะโกนเสียงต่ำ ร่างของเขากลายเป็นเงาเลือนรางพุ่งแหวกอากาศเข้าหาปราชญ์คนนั้นทันที
กู่หลิง เข้าใจเจตนาของเขาในเสี้ยววินาที เธอรีบระเบิด เจตจำนงแห่งดาบ (ระดับ S) จำนวนมหาศาลออกมาเป็นพายุหมื่นดาบเพื่อขวางสมาชิกคนอื่นๆ ของไป๋อิงไว้ สร้างทางเดินแห่งโอกาสให้กับ เฉินเฟิง
ความเร็วของ เฉินเฟิง รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพียงพริบตาเดียวเขาก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าของปราชญ์ฝ่ายตรงข้าม เขาเรียก ดาบวิญญาณ ออกมาแล้วตวัดวาดโค้งจนเกิดแสงเย็นวาบ มุ่งเป้าหมายไปที่ลำคอเพื่อปิดฉากในดาบเดียว
ทว่าในวินาทีวิกฤตที่คมดาบเกือบจะถึงตัวนั้นเอง ร่างของ สวี่จิ้งจิ้ง กลับปรากฏขึ้นขวางเบื้องหน้าปราชญ์อย่างปาฏิหาริย์ และรับการโจมตีของ เฉินเฟิง ไว้ได้อย่างง่ายดาย
“เคร้ง!”
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งสนาม พร้อมประกายไฟสาดกระจาย ดาบของ เฉินเฟิง ถูกหยุดไว้ด้วยดาบยาวในมือของ สวี่จิ้งจิ้ง อย่างแน่นหนา
“อย่าหวังว่าจะทำสำเร็จง่ายๆ สิเด็กน้อย! อย่าลืมสิว่าคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของนายคือฉัน” สวี่จิ้งจิ้ง แค่นเสียงเย็นชา แววตาคู่สวยเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหนาวสั่น
‘บัดซบ! ยัยนี่เร็วเป็นบ้า!’ เฉินเฟิง อุทานในใจด้วยความตระหนก เขาเพิ่งตระหนักว่าตัวเองยังประเมินความสามารถในการอ่านเกมของ สวี่จิ้งจิ้ง ต่ำเกินไป
ในตอนนั้นเอง เสียงอุทานด้วยความตกใจก็ดังมาจากนอกสนามแข่ง ฉินน่าหราน และอาจารย์ใหญ่ต่างยืนขึ้นด้วยความลุกลี้ลุกลน เมื่อเห็นปราชญ์ของโรงเรียนไป๋อิงอาศัยจังหวะที่เฉินเฟิงถูกหยุดไว้ ร่ายสกิล 'บอลเพลิงผลาญวิญญาณ' เข้าใส่เขาในระยะประชิด
“พี่เฟิง ระวัง!” เฉินเชี่ยนเชี่ยน ตะโกนลั่นจนเสียงหลง
เฉินเฟิง เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า เห็นบอลเพลิงขนาดมหึมาสีส้มอมแดงพุ่งดิ่งลงมาจากฟ้าประดุจดาวตกตรงมาที่เขา
มันรวดเร็วเสียจน เฉินเฟิง ในสภาพที่ถูกสะกดไว้ด้วยดาบของสวี่จิ้งจิ้งหลบไม่พ้น เขาทำได้เพียงมองดูมวลความร้อนที่ขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังทัศนวิสัยทั้งหมด...
“ตูม!”
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว บอลเพลิงระเบิดออกต่อหน้าต่อตา เฉินเฟิง ในระยะไม่ถึงเมตร!
แรงอัดมหาศาลจากการระเบิดซัดร่างของ เฉินเฟิง จนกระเด็นลอยละลิ่วออกไป เขาเกลือกกลิ้งไปบนพื้นสนามประลองหลายตลบจนฝุ่นตลบอบอวล ก่อนจะกัดฟันฝืนใช้มือกดพื้นทรงตัวลุกขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก
สภาพของเขาตอนนี้มอมแมมไปทั้งตัว เสื้อผ้ามีรอยไหม้พาดผ่าน เขาปาดฝุ่นออกจากใบหน้าด้วยหลังมือ กลิ่นไหม้โชยเข้าจมูกจนฉุนกึก ‘ให้ตายเถอะ... พลังของไอ้บอลไฟนั่นมันรุนแรงกว่าที่ระบบคำนวณไว้เยอะเลย!’
“เฉินเฟิง!” หลี่ซือยวี่ ร้องเรียกด้วยความตกใจจนเสียงสั่น ในขณะที่กระสุนพลังงานอีกนัดเฉี่ยวแก้มเธอไปจนทิ้งรอยแดงจางๆ ไว้ ตอนนี้เธอเองก็ถูกกดดันจนแทบจะเอาตัวไม่รอด จึงไม่สามารถปลีกตัวมาช่วยเขาได้เลย
เฉินเฟิง กัดฟันกรอดและรีบดีดตัวถอยฉากออกมาเพื่อตั้งหลัก เขารู้ดีว่าหากขืนยังยืนอยู่ที่เดิม เขาจะกลายเป็นเป้านิ่งให้พวกมันรุมกินโต๊ะ
ในเสี้ยววินาทีวิกฤต เขาใช้สมาธิขั้นสูงสุดควบคุม เถาวัลย์มรกต ให้พุ่งออกจากปลายนิ้ว เลื้อยไปพันรอบหินยักษ์ประดับสนามที่อยู่ไกลออกไปราวกับงูฉกเหยื่อ ปลายเถาวัลย์รัดแน่น แรงฉุดมหาศาลกระชากร่างเขาให้ทะยานลอยตัวกลับไปยังเขตปลอดภัย หลบการโจมตีซ้ำเติมจากฝ่ายไป๋อิงมาได้อย่างหวุดหวิด
“เกือบไปพบนายยมบาลแล้วไหมล่ะ! พวกนี้มันลงมืออำมหิตชะมัด!” กู่หลิง ที่พุ่งเข้ามาสมทบเอ่ยพลางลุ้นจนตัวโก่งแทนเพื่อนร่วมทีม
เมื่อ เฉินเฟิง ลงสู่พื้นอย่างมั่นคง เขากวาดสายตามองสนามรบด้วยความเยือกเย็นที่เพิ่มขึ้น สวี่จิ้งจิ้ง และ ปราชญ์เครื่องจักร คือก้างขวางคอชิ้นใหญ่ที่สุด
โดยเฉพาะ สวี่จิ้งจิ้ง ในฐานะ ซัมมอนเนอร์ จนถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้อัญเชิญสัตว์อสูรตัวใดออกมาเลย! เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังเล่นสนุกและหยั่งเชิงพลังของพวกเขาอยู่ ในขณะที่ไพ่ในมือของ หลี่ซือยวี่ ถูกบังคับให้เปิดเผยออกมาเกือบหมดแล้ว และเมื่อต้องเผชิญกับการคำนวณที่แม่นยำของปราชญ์ฝ่ายตรงข้าม เธอจึงตกเป็นเบี้ยล่างอย่างสมบูรณ์
เฉินเฟิง มองดูสถานการณ์ขณะรับการรักษาเบื้องต้นจากแสงสีเขียวของ เฉินเชี่ยนเชี่ยน เขาเริ่มวิเคราะห์ออกว่าทีมไป๋อิงทำการบ้านมาดีมาก พวกเขารู้จุดอ่อนของ หลี่ซือยวี่ ที่แพ้ทางสายคำนวณและโจมตีระยะไกล จึงจัดวางหมากมาเพื่อสะกดเธอโดยเฉพาะ
สวี่จิ้งจิ้ง ไม่ปล่อยให้ เฉินเฟิง ได้พักหายใจนานนัก เธอพุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้งพร้อมเพลงดาบที่รวดเร็วและหนักหน่วง
หลังจากการปะทะผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า เฉินเฟิง ก็เริ่มรู้สึกตึงมืออย่างหนัก เพลงดาบของเธอดุดันประดุจคลื่นสมุทรที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน ทำให้เขาต้องคอยตั้งรับจนเหนื่อยหอบเหงื่อท่วมตัว ‘โธ่เว้ย! วงล้อสุ่มรางวัลก็ต้องเก็บไว้ใช้ยามเข้าด้ายเข้าเข็มจริงๆ ไพ่ตายใบเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้... มีแค่สิ่งนี้เท่านั้น!’
มันคือ ‘สกิลดึงวิญญาณ’ ระดับตำนาน (SSS) ที่เขายังไม่เคยเปิดเผยต่อหน้าใคร!
“ต้องรีบเผด็จศึกก่อนที่พวกเราจะหมดแรงกันหมด!” เฉินเฟิง สบถในใจ
เขาเหลือบมองไปยัง หลี่ซือยวี่ สายตาของทั้งคู่ประสานกันในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ หลี่ซือยวี่ พยักหน้าเล็กน้อยด้วยความเชื่อใจ เธอเข้าใจความหมายในแววตาของเขาดี
“กู่หลิง! เตรียมสนับสนุนผมใน 3... 2... 1...!” เฉินเฟิง สั่งเสียงต่ำจนแทบเป็นเสียงคำราม
“รับทราบ!” ดาบยาวในมือของ กู่หลิง ส่งเสียงสั่นสะเทือนกึกก้อง เจตจำนงแห่งดาบแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศโดยรอบดูคมกริบ พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เฉินเฟิง สูดยมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่เหลืออยู่เล็งเป้าไปที่ ปราชญ์เครื่องจักร ของโรงเรียนไป๋อิง
ไอ้หมอที่คอยชักใยเครื่องจักรอยู่หลังม่านนั่นแหละคือรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด ขอเพียงควบคุมมันได้เพียงเสี้ยววินาที สถานการณ์ทั้งหมดจะพลิกผันจากนรกเป็นสวรรค์ทันที!
“ตอนนี้แหละ!”
เฉินเฟิง ระเบิดพลังเท้าพุ่งเข้าหาปราชญ์อีกครั้งด้วยท่าทางเดิมจนดูเหมือนดื้อดึง กู่หลิง รู้ใจจึงปลดปล่อยเจตจำนงแห่งดาบที่แหลมคม บีบให้ผู้พิทักษ์โล่ที่พยายามจะเข้ามาขวางต้องชะงักและถอยร่นไป เปิดทางเดินโล่งแจ้งให้ เฉินเฟิง ได้สำเร็จในที่สุด
สวี่จิ้งจิ้ง มีหรือจะยอมอยู่เฉย เธอพุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือชั้นมาขวางหน้าปราชญ์ไว้ทันควัน พร้อมกวัดแกว่งดาบสร้างปราณดาบกดดันจน เฉินเฟิง ดูเหมือนจะถูกต้อนให้จนมุม
“บอกแล้วไงว่าอย่าหวังว่าจะเข้าใกล้เขาได้!” สวี่จิ้งจิ้ง แค่นยิ้มเยาะด้วยชัยชนะ
ทว่ามุมปากของ เฉินเฟิง กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดุจสุนัขจิ้งจอกที่รอคอยเหยื่อมานานแสนนาน นี่คือจังหวะที่เขาต้องการ! จังหวะที่ ปราชญ์เครื่องจักร ชะล่าใจและจ้องมองตรงมาที่เขาเพื่อเตรียมปิดบัญชีพอดี!
“สกิลดึงวิญญาณ (SSS)!”
ดวงตาของ เฉินเฟิง พลันวาวโรจน์ทอประกายแสงสีม่วงลึกลับเจิดจ้า พลังจิตอันมหาศาลและอำนาจเหนือวิญญาณพุ่งทะลวงเข้าปกคลุมสมองและดวงวิญญาณของปราชญ์ไป๋อิงในพริบตา
ปราชญ์คนนั้นรู้สึกเหมือนถูกค้อนยักษ์ที่มองไม่เห็นทุบเข้าที่หัวอย่างแรง สติสัมปชัญญะพร่าเลือนและมืดมิดลงทันที เขาพยายามขัดขืนอย่างสุดชีวิตในห้วงจิตใต้สำนึก แต่สกิลระดับ SSS ของ เฉินเฟิง นั้นทรงพลังและเด็ดขาดเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะต้านทานได้
“แย่แล้ว! นั่นมันพลังอะไรกัน?!” สวี่จิ้งจิ้ง ที่อยู่ใกล้ที่สุดสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่าขนลุก ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีจากสีชมพูระเรื่อเป็นซีดเผือดทันที
ทว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว...
แววตาของปราชญ์เครื่องจักรกลายเป็นความว่างเปล่าไร้ชีวิต ร่างกายที่เคยคล่องแคล่วกลับยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ นิ้วมือที่เคยร่ายมนต์ควบคุมเครื่องจักรหยุดนิ่ง ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกมือสังหารตัดสายป่านจนขาดสะบั้น!
“สำเร็จ!” เฉินเฟิง ตะโกนก้องในใจด้วยความสะใจ
(จบบทที่ 36)