เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต

บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต

บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต


บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต

เฉินเฟิงใจหายวาบไปถึงตาตุ่ม นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้หายใจทิ้งเลยจริงๆ! เขากัดฟันกรอด อุ้มร่างที่เย็นเฉียบของหลี่ซือยวี่ไว้แนบอกพลางเบี่ยงตัวหลบหลีกคมเขี้ยวของเหล่าอสรพิษอย่างสุดชีวิต สัญชาตญาณจากระดับสูง (A) ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาไวยิ่งกว่าเดิม แต่การแบกภาระสำคัญไว้ทำให้เขาเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

งูเหลือมกระจกดำนั้นรวดเร็วและอำมหิตผิดกับขนาดตัวมหึมาของมัน หางหนาหนักประดุจเสาเหล็กฟาดเข้าใส่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง เฉินเฟิงหลบไม่พ้นจนถูกกระแทกเข้าชายโครงอย่างจัง โครม! ร่างของเขาปลิวละลิ่วออกไปเหมือนว่าวที่สายป่านขาดก่อนจะตกลงกระแทกพื้นน้ำแข็งอย่างแรงจนแผ่นดินร้าว

"อั่ก!" เฉินเฟิงพ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโต เขารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกบดขยี้จนบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนสติแทบดับวูบ เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่ากลับพบว่างูเหลือมกระจกดำได้เลื้อยเข้ามาประชิดตัวแล้ว ลิ้นสองแฉกที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวเน่าแทบจะแลบมาเลียถึงใบหน้าของเขา

"มาวัดกันสักตั้งมา! ไอ้เข็มขัดหนังกลับ!" เฉินเฟิงฝืนความเจ็บปวดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ปล่อยเถาวัลย์มรกต ระดับสูง (A) ออกจากมืออีกครั้ง มันพุ่งเข้าพันรอบส่วนหัวของงูยักษ์ก่อนจะลามไปทั่วร่างราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นแล้วฉุดกระชากเหวี่ยงร่างมันกระแทกโขดหินอย่างบ้าคลั่ง

หนึ่งคนหนึ่งอสรพิษเปิดฉากต่อสู้ตัดสินเป็นตายท่ามกลางพายุหิมะ แม้เฉินเฟิงจะบาดเจ็บภายในจนแทบกระอัก แต่เพื่อปกป้องหลี่ซือยวี่ที่อยู่ในอ้อมแขน เขาระเบิดพลังวิญญาณออกมาเกินขีดจำกัดจนผิวหนังเริ่มปริแตก ในที่สุดเขาก็ใช้แรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงงูยักษ์จนมันต้องล่าถอยกลับเข้าดงทึบไปอย่างเสียไม่ได้

ทว่าเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัส บาดแผลจากกรงเล็บหมาป่าและรอยช้ำจากงูยักษ์ลึกจนเห็นกระดูก เลือดสดย้อมเสื้อผ้าจนกลายเป็นสีแดงฉานตัดกับสีขาวของหิมะ เขาเดินโซซัดโซเซอุ้มร่างบางไปจนพบซอกหินที่ซ่อนเร้นแห่งหนึ่ง

เมื่อวางหลี่ซือยวี่ลงบนพื้นอย่างเบามือ เฉินเฟิงถึงได้พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาตรวจสอบอาการของเธอและพบว่าเกล็ดน้ำแข็งบนผิวหนังดูเหมือนจะละลายลงบ้างแล้วจากไออุ่นของเขา และลมหายใจก็เริ่มคงที่ขึ้นเล็กน้อย

"ค่อยยังชั่ว... รอดไปทีนะยัยน้ำแข็ง" เฉินเฟิงพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงแหบพร่า เขานำหญ้าเพลิงแผดเผาออกมาวางเคียงข้างเธอเพื่อรักษาอุณหภูมิ จากนั้นจึงหยิบยาพันแผลออกมารัดร่างตัวเองอย่างลวกๆ

ใบหน้าซีดเผือดของเฉินเฟิงดูมีเลือดฝาดขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่เขารู้ดีว่าเวลาของเธอกำลังหมดลง เขามองหลี่ซือยวี่ด้วยแววตาที่สั่นไหวทว่าแน่วแน่ ก่อนจะหมุนตัวลากสังขารที่เหนื่อยล้าเกินบรรยายมุ่งหน้ากลับไปยังทุ่งหญ้าเยือกแข็งอีกรอบ

ลมหนาวที่กรีดแทงเหมือนใบมีดอาบยาพิษบาดลงบนใบหน้าและบาดแผลของเฉินเฟิง ทุกก้าวที่เหยียบลงไปเหมือนเหยียบลงบนคมดาบ ความเจ็บปวดแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นมาถึงสมอง แต่เขาได้แต่กัดฟันกรอด ชีวิตของหลี่ซือยวี่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาจะยอมแพ้ให้โชคชะตาตอนนี้ไม่ได้!

"เหอะๆ... เป็นเจ้าลาโง่ที่ดื้อด้านจนน่าสมเพชจริงๆ ว่ะ" เสียงใสๆ แฝงความซุกซนดังขึ้นในโสตประสาทของเฉินเฟิง

"สภาพดูไม่ได้ขนาดนี้แล้ว ยังไม่คิดจะอ้อนวอนขอร้องฉันอีกเหรอ?"

เฉินเฟิงชะงักกึก เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในห้วงจิตสำนึกของเขายังมี 'เสด็จแม่' ผู้ทรงพลังซ่อนตัวอยู่อีกคน! ก่อนหน้านี้เขามัวแต่พะวงเรื่องความปลอดภัยของหลี่ซือยวี่จนลืมชื่อของ อวี๋โย่วซี ไปเสียสนิท

"โย่วซี... เธอช่วยผมได้จริงๆ ใช่ไหม?" เฉินเฟิงถามด้วยเสียงแหบแห้งที่เต็มไปด้วยความหวังสุดท้าย

"ถามไร้สาระ! ถ้าช่วยไม่ได้ฉันจะมานอนกินแรงอยู่ในร่างนายให้เปลืองพื้นที่ทำไม? ถ้าแบกหน้ามาขอร้องฉันตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องมาเดินเป็นศพเดินได้อยู่แบบนี้แล้วไม่ใช่หรือไง?" อวี๋โย่วซี (เจ้าหญิงเผ่าอสูร) ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ตามสไตล์สาวเอาแต่ใจ

"ก็นี่มันสถานการณ์ฉุกเฉินนี่นา... ผมมันคนหัวช้า" เฉินเฟิงยิ้มแห้งๆ แม้จะเจ็บแผลจนอยากร้องไห้

อวี๋โย่วซีแค่นเสียง 'เหอะ' หนึ่งครั้งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "หึ... ผู้ชายนี่น้า... แต่ก็นับว่ามีความรักมั่นคงดีจนน่าหมั่นไส้ แต่ฟังนะเฉินเฟิง... ฉันมีเงื่อนไข"

เฉินเฟิงดีใจจนเนื้อเต้น "เงื่อนไขอะไรว่ามาเลย! ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือซักผ้าให้เธอตลอดชีวิตผมก็ยอม!"

เมื่อเห็นเฉินเฟิงรับคำอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยของอวี๋โย่วซีที่ซ่อนอยู่ในห้วงจิตก็ฉายแววซับซ้อน "แต่การที่ฉันจะปรากฏกายออกมาในรูปจิตวิญญาณระดับสูงได้ ต้องใช้ 'โลหิตวิญญาณ' ของนายเป็นเครื่องสังเวยนะ นายแน่ใจเหรอว่าสังขารเน่าๆ ตอนนี้จะยังไหว?"

เฉินเฟิงกัดฟันกรอดดวงตาแดงก่ำ "ไม่ไหวก็ต้องไหว! ขอแค่ช่วยซือยวี่ได้ ต่อให้ต้องรีดเลือดจนหมดตัวผมก็ยอม!"

"โอ้โห... พ่อคนคลั่งรักแห่งปี?" อวี๋โย่วซีเอ่ยเย้าหยอก "ก็ได้! เห็นแก่ความจริงใจของนาย แม่สาวคนนี้จะลงแรงช่วยสักตั้งแล้วกัน!"

สิ้นเสียงนั้น ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ กลั่นตัวปรากฏขึ้นจากร่างกายของเฉินเฟิง เธอคือหญิงสาวที่มีสิริโฉมงดงามล่มเมือง ผมยาวสีน้ำเงินสลวยราวกับน้ำตกมรกรต เครื่องหน้าประณีตหมดจดประดุจงานประติมากรรมหยกที่เทพเจ้าบรรจงสลัก นัยน์ตาสีฟ้าครามทอประกายลึกลับเยือกเย็น

เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนพริ้วไหว ในมือถือ ตรีศูล ที่แผ่รัศมีสีน้ำเงินจางๆ ออกมา ดูราวกับเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่หลุดออกมาจากตำนาน เพียงแต่ร่างกายของเธอดูโปร่งแสงเล็กน้อย บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นร่างจิตวิญญาณ

เฉินเฟิงจ้องมองจนตาค้างลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ 'สวยฉิบหาย... สวยกว่ายัยซือยวี่อีกเหรอเนี่ย?'

อวี๋โย่วซีปรายตามองเขาพลางยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ "มองพอหรือยังเจ้าคะคุณชาย? ถ้าอิ่มทิพย์แล้วก็รีบไปทำงาน!"

"ฮะ? อ้อๆ!" เฉินเฟิงได้สติ "โย่วซี รบกวนช่วยถ่วงเวลาพวกฝูงหมาป่ากับงูยักษ์ให้ทีนะ ผมจะเข้าไปเอาหญ้าละลายน้ำแข็ง"

"นายจะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปทำไม? ฉันสามารถควบคุมน้ำและน้ำแข็งให้เปิดทางได้นะ"

"ผมมีพิกัดที่แน่นอนอยู่แล้ว เธอแค่คอยคุมเชิงพวกมันก็พอ!" เฉินเฟิงสื่อสารกับระบบจนมั่นใจตำแหน่งที่แน่นอน

เฉินเฟิงและอวี๋โย่วซีปรากฏตัวขึ้นตรงจุดเดิม ฝูงหมาป่าหิมะที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเทพเจ้าอสูรต่างพากันขนลุกชัน แต่ความละโมบในสมุนไพรยังทำให้พวกมันตีวงล้อมเข้ามา

"โย่วซี ฝากด้วย! ผมจะเข้าไปในถ้ำหมาป่าหิมะนั่น หญ้าละลายน้ำแข็งซ่อนอยู่ในนั้น!"

พูดจบเฉินเฟิงก็พุ่งตัวออกไปประดุจลูกธนู

"ไปเถอะ... ฉันจะเล่นกับเจ้าหมาน้อยพวกนี้เอง ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าเพิ่งตายก่อนฉันจะได้กลับร่างจริง" อวี๋โย่วซีสะบัดตรีศูลในมือ แสงสีน้ำเงินเย็นเฉียบพุ่งเข้าปกคลุมฝูงหมาป่าทันที พวกมันถูกแช่แข็งในท่ากระโจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ!

อวี๋โย่วซีเหยียดยิ้มอย่างมั่นใจ ระดับพลังวิญญาณของเธอแม้จะเป็นเพียงร่างวิญญาณ แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงพิเศษ (SS) การสยบสัตว์อสูรพวกนี้จึงเป็นเพียงการออกกำลังกายเบาๆ

เฉินเฟิงลอบเข้าไปในถ้ำหลักของหมาป่าหิมะอย่างเงียบเชียบ ภายในนั้นไร้การป้องกันเพราะพวกมันถูกล่อออกไปหมดแล้ว กลิ่นหอมสะอาดเย็นซ่านลอยมาแตะจมูก หญ้าสีฟ้าใสราวกับคริสตัลหลายต้นเติบโตอยู่ท่ามกลางซอกน้ำแข็ง แผ่ไออุ่นจางๆ ที่ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกออกมา

"นี่แหละ หญ้าละลายน้ำแข็ง!" เฉินเฟิงรีบเด็ดมันอย่างระมัดระวังเก็บใส่ถุงมิติด้วยความยินดีล้นพ้น

อวี๋โย่วซีลอยตามเข้ามาเมื่อจัดการข้างนอกเสร็จ "เสร็จธุระแล้วก็รีบไสหัวกลับกันเถอะ พลังชีวิตนายเริ่มติดลบแล้วนะ"

ขณะที่อวี๋โย่วซีลอยนำหน้าออกไป เฉินเฟิงที่กำลังผ่อนคลายการป้องกันลงเพียงเสี้ยววินาที ทันใดนั้นเงาดำทมิฬสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากเพดานถ้ำอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด และกดร่างของเขาลงกับพื้นดินทันที!

"เชี่ยเอ๊ย!" เฉินเฟิงยกแขนที่พันผ้าพันแผลขึ้นต้านแรงปะทะอย่างสุดกำลัง

เมื่อสายตาปรับโฟกัสได้ชัดเจน เฉินเฟิงถึงกับต้องเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกมาจากเบ้า สิ่งที่กำลังแยกเขี้ยวอยู่เหนือร่างเขาคือ 'จ่าฝูงหมาป่าหิมะนิลกาล' ที่มีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่า!

มันแผ่กลิ่นอายอำมหิตระดับ ระดับสูงพิเศษ (SS) ออกมา ดวงตาสีแดงฉานประดุจโลหิตจ้องเขม็งมาที่เฉินเฟิงพร้อมกับคำรามลั่นจนเพดานถ้ำสั่นสะเทือน น้ำลายเหนียวหนืดพ่นกระจายเต็มใบหน้าของเขาอย่างน่ารังเกียจ!

(จบบทที่ 32)

จบบทที่ บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต

คัดลอกลิงก์แล้ว