- หน้าแรก
- ยุคแห่งการปลุกอาชีพ นักเชิดหุ่นอ่อนแอ ฉันควบคุมดาวโรงเรียนสาวงามระดับ เอสเอสเอส
- บทที่ 29 ถูกไล่ล่าจนโดดหน้าผา พบวาสนาโดยบังเอิญ
บทที่ 29 ถูกไล่ล่าจนโดดหน้าผา พบวาสนาโดยบังเอิญ
บทที่ 29 ถูกไล่ล่าจนโดดหน้าผา พบวาสนาโดยบังเอิญ
บทที่ 29 ถูกไล่ล่าจนโดดหน้าผา พบวาสนาโดยบังเอิญ
เฉินเฟิงใจหายวูบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลัง เขาเบรกเท้าจนฝุ่นตลบพลางสบถด่าในใจอย่างเดือดดาล ‘ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนจริงๆ! หนีเสือปะจระเข้ หนีไอ้งูยักษ์มาเจอฝูงหมาป่า แล้วยังมาเจอทางตันที่หน้าผานี่อีก คราวนี้จบเห่แน่!’
หลี่ซือยวี่ เองก็เห็นภาพทางตันเบื้องหน้า ใบหน้าสวยประณีตของเธอซีดเผือดจนไร้สีเลือด มือที่จับแขนเฉินเฟิงสั่นระริกและบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่สบตากันในระยะประชิด ต่างฝ่ายต่างเห็นภาพสะท้อนของความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งในดวงตาของกันและกัน
'ระบบ! ใต้หน้าผานี่มีอะไร? บอกทีว่าไม่ใช่โขดหิน!' เฉินเฟิงถามในใจด้วยความหวังสุดท้าย
[รายงานโฮสต์: เบื้องล่างหน้าผาชันคือผืนน้ำทะเลลึก] เสียงเย็นชาของระบบดังขึ้นในโสตประสาท แต่มันกลับฟังดูไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ประทานสำหรับเขาในวินาทีนี้
ประกายแห่งความหวังจุดวาบขึ้นในแววตาของเฉินเฟิงทันที 'ทะเลเหรอ? งั้นก็ยังมีลุ้น!'
เขาไม่รอช้า รีบสั่งการแลกเปลี่ยน 'ยาปิดลมหายใจ' ระดับปานกลาง (C) จำนวนสองเม็ดจากร้านค้าระบบด้วยแต้มที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็ว "ซือยวี่! กินนี่ซะ แล้วโดดลงไปพร้อมผม!"
แม้หลี่ซือยวี่จะไม่เข้าใจว่าเม็ดกลมๆ ในมือเฉินเฟิงคืออะไร แต่ในวินาทีที่ฝูงหมาป่าหิมะกระโจนเข้ามาใกล้จนเห็นน้ำลายที่สอตามซอกเขี้ยว เธอก็ตัดสินใจกลืนยาล่วงคอลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
"หึ... ไม่กลัวผมเอาพิษให้กินหรือไง?" เมื่อเห็นเธอเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อขัดบรรยากาศวิกฤตตามนิสัยกวนประสาท
"ฉันเชื่อใจนาย" หลี่ซือยวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของเธอไม่มีความระแวงสงสัยหลงเหลืออยู่เลย
เฉินเฟิงกระชับมือที่กุมมือของหลี่ซือยวี่ไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าปอดจนสุด แล้วพุ่งตัวกระโดดออกจากชะง่อนผาทะยานสู่ความว่างเปล่าทันที!
ฟึ่บ! ลมพัดหวีดหวิวบาดแก้วหู ร่างของทั้งคู่ร่วงหล่นด้วยความเร็วตามแรงโน้มถ่วง หลี่ซือยวี่หลับตาแน่น สัมผัสได้เพียงแรงบีบที่อบอุ่นจากฝ่ามือของเฉินเฟิงที่ส่งผ่านมาถึงเธอ มันเป็นแรงยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้หัวใจที่ว้าวุ่นกลับสงบลงอย่างประหลาด
ตู้ม!!!
เสียงร่างปะทะผิวน้ำดังสนั่นหวั่นไหว น้ำทะเลเย็นเฉียบราวกับเข็มนับพันเล่มเข้าโอบล้อมและกดทับร่างกายทันที เฉินเฟิงรู้สึกอึดอัดในช่วงแรกเหมือนปอดจะระเบิด แต่แล้วฤทธิ์ของ 'ยาปิดลมหายใจ' ก็เริ่มทำงานอย่างฉับพลัน ทำให้เขาสามารถปรับสภาพการรับออกซิเจนผ่านผิวหนังและเยื่อบุได้ การหายใจใต้พื้นน้ำจึงกลับมาลื่นไหลอย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งคู่ตะเกียกตะกายฝ่ากระแสน้ำอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา หลี่ซือยวี่สำลักน้ำไปหลายอึกและไอไม่หยุดจนตัวโยน เฉินเฟิงรีบวาดแขนประคองร่างบางของเธอไว้แล้วออกแรงว่ายเข้าหาชายฝั่งที่ดูมืดครึ้มเบื้องหน้า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดทั้งคู่ก็พากันคลานขึ้นฝั่งมาได้อย่างสะบักสะบอม มันเป็นชายหาดที่แปลกตา ทรายสีเทาเข้มโอบล้อมด้วยป่าทึบที่ต้นไม้แต่ละต้นมีรูปร่างบิดเบี้ยว อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความชื้นและพลังวิญญาณที่เข้มข้นจนผิดปกติ
หลี่ซือยวี่ในสภาพตัวเปียกโชกจนชุดแนบเนื้อเผยสัดส่วนส่วนโค้งเว้าสั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าขาวซีดจนน่ากลัว เฉินเฟิงรีบถอดเสื้อนอกของตัวเองที่แม้จะเปียกแต่ก็ยังพอมีไออุ่นคลุมไหล่ให้เธอ จากนั้นจึงเริ่มรวบรวมกิ่งไม้แห้งเพื่อเตรียมก่อไฟอย่างรวดเร็ว
"แค็กๆ... เฉินเฟิง... เราอยู่ที่ไหนกัน?" หลี่ซือยวี่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าอ่อนแรง
"ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ คือดีกว่าถูกหมาป่าหิมะแทะกระดูกล่ะนะ" เฉินเฟิงตอบขณะมือยังง่วนกับการปั่นไม้ก่อไฟ "ในที่ผีสิงแบบนี้ ไม่รู้จะมีตัวอะไรโผล่มาทักทายอีกหรือเปล่า ต้องรีบทำให้ตัวแห้งก่อนที่ปอดจะบวมตายซะก่อน"
กองไฟถูกจุดขึ้นในเวลาไม่นาน เปลวสีส้มสว่างไสวช่วยขับไล่ความมืดมิดและไอเย็นยะเยือก สีหน้าของหลี่ซือยวี่ค่อยๆ มีเลือดฝาดกลับคืนมาทีละน้อย
"เฉินเฟิง... ขอบคุณนะ" หลี่ซือยวี่เอ่ยขึ้นกะทันหัน เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยราวกับจะร้องไห้
เฉินเฟิงชะงักมือที่กำลังเติมฟืนไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปากตอบกลับตามสไตล์ "ขอบคุณอะไรกัน? เราเป็นเพื่อนร่วมทีมกันนะ ถ้าผมปล่อยให้เทพสงครามเยือกแข็งจมน้ำตาย อาจารย์ฉินได้แหกอกผมแน่"
หลี่ซือยวี่ก้มหน้าลง มองเปลวไฟที่เต้นระบำอยู่ในดวงตาแล้วนิ่งเงียบไป สัมผัสถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ
ทันใดนั้น! เสียงสวบสาบดังมาจากพุ่มไม้ในป่าลึก ทำลายความเงียบสงบลงทันควัน เฉินเฟิงตื่นตัวเข้าสู่โหมดต่อสู้ทันที เขาคว้ากิ่งไม้ที่ติดไฟขึ้นมาเป็นอาวุธชั่วคราวและจ้องมองไปยังทิศทางนั้นด้วยสายตาคมปลาบ
“เสียงอะไรน่ะ?” หลี่ซือยวี่ถามด้วยความระแวง มือเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่น้ำแข็งที่ยังไม่สมบูรณ์
“ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเจ้าถิ่นที่นี่” เฉินเฟิงกระซิบ “คุณรออยู่ตรงนี้ อย่าเพิ่งขยับ ผมจะย่องไปดูเอง”
เฉินเฟิงค่อยๆ เคลื่อนที่อย่างเงียบกริบราวกับแมวดำ เขาแหวกพุ่มไม้หนาทึบออก และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เขาแทบหยุดหายใจ!
เบื้องหน้าคือลานกว้างใจกลางป่าที่ดูเหมือนสวนสวรรค์ลับ บนพื้นดินนั้นมีพืชพรรณรูปร่างประหลาดเติบโตอยู่เต็มไปหมด พวกมันแต่ละต้นเปล่งแสงเรืองรองนวลตาออกมาทั่วทั้งกิ่งใบ ประดุจดวงดาวนับหมื่นที่ร่วงหล่นลงมาพร่างพรายบนพื้นโลก และที่ใจกลางลานนั้น มี 'รังไหม' ขนาดมหึมาตั้งอยู่ ผิวของมันปกคลุมด้วยอักขระยันต์โบราณสีทองหนาแน่น แผ่ซ่านกลิ่นอายที่ลึกลับและทรงพลังอย่างมหาศาลออกมา
ในขณะที่เฉินเฟิงกำลังจ้องมองด้วยความตะลึง รังไหมนั้นก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับส่งเสียงคราง "หึ่งๆ" ประดุจเสียงสวดมนต์
เฉินเฟิงใจหายวาบ รีบดีดตัวถอยหลังไปหลายก้าว พลางกระชับอาวุธในมือไว้แน่น
"แกร็ก!!!"
เสียงเปลือกแตกดังสนั่น รังไหมปริแยกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น ส่องสว่างไปทั่วทั้งป่าจนเหมือนตอนกลางวัน
เมื่อแสงค่อยๆ จางหายไป ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากซากรังไหมนั้นอย่างช้าๆ
นั่นคือสตรีผู้หนึ่ง... สตรีที่งดงามเกินกว่าที่คำบรรยายใดในโลกจะพรรณนาได้!
เธอมีเส้นผมสีเงินยาวสลวยดุจน้ำตกแสงจันทร์ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหยกมันแพะสลัก ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์ทอประกายลึกลับเย้ายวน เธอสวมเพียงชุดคลุมยาวบางเบาราวกับเมฆหมอก เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบจนน่าใจหาย
เฉินเฟิงยืนอึ้งไปราวกับถูกสาปให้เป็นหิน 'นี่มัน... กระบวนการที่พฤกษาจุติเป็นภูตพรายในตำนานงั้นเหรอ?'
หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีม่วงคู่นั้นสุกสกาวดุจดารากลางเวหา แฝงไปด้วยความสับสนไร้เดียงสาของสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งลืมตาดูโลก เธอขยับริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ เอ่ยเสียงหวานใสกังวานปานเสียงสวรรค์ "ท่าน... คือใคร?"
เฉินเฟิงที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้ตอบตะกุกตะกักอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง "ผม... ผมชื่อเฉินเฟิง"
หญิงสาวยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นงดงามราวกับมวลบุปผานับแสนเบ่งบานพร้อมกัน ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงจนยากจะถอนตัว
"เฉินเฟิง..." เธอนำชื่อนั้นมาทวนซ้ำในลำคอเบาๆ แล้วยื่นนิ้วเรียวขาวประดุจลำเทียนออกมาสัมผัสที่ข้างแก้มของเฉินเฟิงอย่างแผ่วเบา "ท่านได้ล่วงล้ำเข้ามาในโลกของข้าแล้ว"
สัมผัสจากปลายนิ้วเย็นๆ นั้นราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงแล่นผ่านไปทั่วร่างเฉินเฟิง เขาเกิดอาการหน้ามืดตาลายฉับพลัน ทัศนียภาพรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนวนจนจำแทบไม่ได้
เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาพบว่าตัวเองมายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ดอกไม้หลากสีสันส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจที่ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มจนสติเริ่มเลื่อนลอย
“ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งจิตใจ... ทุกสิ่งคือความว่างเปล่า และทุกอย่างคือความสัตย์จริง” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นที่ข้างหู เฉินเฟิงหันไปมองพบเธอยืนอยู่เคียงข้าง เส้นผมสีเงินปลิวไสวตามแรงลมที่ไม่มีที่มา
“ที่นี่คือ... ที่ไหนกันแน่?” เฉินเฟิงถามด้วยความมึนงง
“ที่นี่คือโลกแห่งจิตใจของท่านเอง... ข้าสามารถบันดาลให้ทุกความปรารถนาลึกๆ ของท่านกลายเป็นจริงได้” หญิงสาวจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา
ใจของเฉินเฟิงกระตุกวูบ ความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมองทันทีอย่างเด็ดขาด 'พลัง!' เขาปรารถนาในพลังที่จะทำลายพันธนาการทุกอย่าง! ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกป้องชีวิตของเขาและคนสำคัญได้!
“ผม... ผมต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง! ผมต้องการพลังที่เหนือกว่าใคร!” เฉินเฟิงตะโกนออกมาจากใจจริง
[ติ๊ง! แจ้งเตือนด่วน: ตรวจพบว่าโฮสต์ได้รับ 'วาสนาสวรรค์ประทาน' ที่พันปีจะอุบัติขึ้นสักครั้ง — ‘ภูตดอกไม้งามหนึ่งราตรี’ ระดับตำนาน (SSS)!] เสียงของระบบดังขึ้นในหัวทำเอาเฉินเฟิงสะดุ้งสุดตัว
'ภูตดอกไม้งามหนึ่งราตรี? มันคืออะไรกันแน่ระบบ!' เฉินเฟิงรีบถามในใจ
[รายงานโฮสต์: ท่านดวงดีจนน่าเหลือเชื่อ! ภูตดอกไม้งามหนึ่งราตรีคือสุดยอดพฤกษาจิตวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นจากการควบแน่นของพลังวิญญาณธรรมชาติเป็นเวลาพันปี มันคือโอสถทิพย์ที่มีชีวิต ทรงพลังที่สุดในบรรดาพฤกษาเพิ่มพูนตบะ มันสามารถยกระดับรากฐานพลังของโฮสต์ไปสู่ขอบเขตที่เหนือจินตนาการได้ในพริบตา!] ระบบอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ดูจะตื่นเต้นผิดปกติ
'เจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอวะ!' เฉินเฟิงดีใจจนเนื้อเต้น แต่ประโยคถัดมาของระบบกลับทำให้เขาเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
[ทว่าน่าเสียดายยิ่งนัก... ‘ดอกไม้งามหนึ่งราตรี’ มีอายุขัยเพียงชั่วคืนเดียวเท่านั้น เมื่อแสงอรุณแรกจับขอบฟ้า พลังทั้งหมดจะร่วงโรยและสลายไป โฮสต์จะสามารถตักตวงและช่วงชิงพลังมาได้มากน้อยเพียงใด... ขึ้นอยู่กับวาสนาและร่างกายของท่านเอง!]
เฉินเฟิงรู้สึกเสียดายจนแทบกระอักเลือด พลังที่แข็งแกร่งระดับตำนานขนาดนี้กลับครอบครองได้เพียงคืนเดียวงั้นเหรอ?
ราวกับอ่านใจเฉินเฟิงออก หญิงสาวภูตดอกไม้ถอนหายใจยาวอย่างเศร้าสร้อยแต่แฝงไปด้วยความยินดี "ชีวิตของข้าสั้นกุดเพียงชั่วข้ามคืน... แต่ข้ายินดีที่จะมอบ 'ทุกสิ่งทุกอย่าง' ของข้าให้แก่ท่าน... เฉินเฟิง"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างอันงดงามของเธอก็พลันสลายกลายเป็นดวงแสงสีเขียวมรกตที่เจิดจ้าบาดตา แล้วพุ่งเข้าหลอมรวมกับร่างกายของเฉินเฟิงอย่างรุนแรง!
(จบบทที่ 29)