- หน้าแรก
- บรรพชน เลิกซ่อนตัวได้แล้ว จักรวาลจะแตกอยู่แล้วเนี่ย
- ตอนที่ 431 บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเต้าหยวน!(ฟรี)
ตอนที่ 431 บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเต้าหยวน!(ฟรี)
ตอนที่ 431 บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเต้าหยวน!(ฟรี)
ตอนที่ 431 บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเต้าหยวน!
นิกายเต้าหยวน ดินแดนแห่งเซียน ภูเขาเซียนทอดยาวเป็นทิวเขา บางครั้งมีฝูงกระเรียนเซียนโบยบินผ่าน แสงเซียนเจิดจ้าพันเกี่ยวรอบประตูภูเขา ภายในนิกายมีหมอกเซียนลอยคลุ้ง ราวกับได้ก้าวเข้าสู่สรวงสวรรค์
วันนี้นิกายเต้าหยวนได้ปิดประตูภูเขา ใช้ค่ายกลปิดกั้นพื้นที่รอบๆ นิกาย ไม่เปิดรับบุคคลภายนอกอีกต่อไป
ศิษย์ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกว้างใจกลางนิกาย บนลานกว้างมีโต๊ะเรียงรายเป็นตระหง่าน ปูด้วยผ้าสีแดง จัดวางถ้วยชาม อาหารเลิศรสมากมายละลานตา กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอโชยไปทั่วนิกายเต้าหยวน
"พวกเขาก็คือคนจากสำนักในไท่ชูงั้นหรือ?"
ลานกว้างที่ใหญ่โตเต็มไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยดังกระหึ่ม คึกคักเป็นอย่างมาก หลายคนกำลังมองไปที่โต๊ะหลัก
ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นบุคคลระดับผู้อาวุโสของนิกายเต้าหยวน นอกจากนั้นก็คือฮวาอวิ๋นเฟย, เย่ปู้ฝาน และคนที่เพิ่งขึ้นมาจากไท่ชู
ฮวาไท่สวี่ไม่ได้ปิดบังตัวตนของพวกฮวาอวิ๋นเฟย และไม่จำเป็นต้องปิดบัง ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นคนกันเองทั้งสิ้น
บรรดาศิษย์นิกายเต้าหยวนต่างก็มีความอยากรู้อยากเห็นในตัวพวกฮวาอวิ๋นเฟย ศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นบางคนกลับมีจุดสนใจที่แปลกประหลาด พวกเขาเอาแต่จ้องไปที่ก้นของพวกฮวาอวิ๋นเฟย
ราวกับกำลังคิดว่า ก้นของพวกเขาน่าจะเตะได้อารมณ์ดีหรือเปล่า
หลังจากดื่มสุราไปได้สักพัก
บรรยากาศบนลานกว้างก็ยิ่งคึกคักขึ้น ศิษย์นิกายเต้าหยวนบางคนที่มนุษยสัมพันธ์ดีเริ่มไปกอดคอตีสนิทกับบุตรเทพสุริยันจันทราและคนอื่นๆ เพื่อสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาลไท่ชู
พวกเขาอยากรู้เรื่องสำนักเค่าซานซึ่งเป็นสำนักแม่ของนิกายเต้าหยวนมาก พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนเกิดในแดนเซียน เคยได้ยินท่านเจ้าสำนักพูดถึงสำนักเค่าซานอยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยได้ลงไปดูเลยสักครั้ง
บุตรเทพสุริยันจันทรา, บุตรศักดิ์สิทธิ์เหยากวง และคนอื่นๆ ก็ไม่ใช่คนเก็บตัว แม้จะเป็นถึงระดับจักรพรรดิกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ถือตัว ตอนนี้พวกเขาเปิดเผยระดับพลังแค่เพียงระดับราชันย์นักบุญเท่านั้น
เมื่อมีศิษย์มาขอชนแก้ว พวกเขาก็ไม่ปฏิเสธ กลมกลืนไปกับศิษย์หลายๆ คน และเมื่อถูกถามถึงเรื่องในไท่ชูและสำนักเค่าซาน พวกเขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา
คนที่กระตือรือร้นที่สุดคงหนีไม่พ้นบุตรเทพโกลาหล หลัวเสี่ยวม่าน, เสียวเซิ่งหวง โต่วโต่ว และองค์รัชทายาทมังกรบรรพกาล ทั้งสามคน
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสามคนกำลังเล่นทายหมัดกับคนอื่นอยู่ ถึงขนาดยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบเก้าอี้ แสดงความห้าวหาญออกมาอย่างเต็มที่ เล่นกันอย่างสนุกสนาน
ส่วนสาวงามอย่างเซี่ยอวิ้น เทพธิดาแดนเทพชิงเสวียน และคนอื่นๆ ก็มีศิษย์หนุ่มที่ "มีแผนร้ายในใจ" มาห้อมล้อมอยู่ไม่น้อย แต่ละคนถือจอกสุราเข้ามาทักทายไถ่ถาม สายตาที่มองมาสื่อความหมายอย่างชัดเจน
"อวิ๋นเฟย มีเรื่องอะไรอยากรู้ไหม บรรพชนจะอธิบายให้ฟังเอง" ฮวาไท่สวี่ถือจอกสุรามาชนกับฮวาอวิ๋นเฟย พลางยิ้มกล่าว
"แน่นอนขอรับ" ฮวาอวิ๋นเฟยจิบสุรา แล้วเอ่ยว่า "ผู้น้อยได้ยินศิษย์หลายคนบอกว่า ที่นี่เรียกว่านิกายเต้าหยวน หรือขอรับ?"
"หึหึ ถูกต้องแล้ว" ฮวาไท่สวี่หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจระดับสูงสังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเค่าซานในไท่ชูกับพวกเรา ในแดนเซียน ยอดเขาทุกยอดจึงแยกตัวออกเป็นอิสระ"
"ตัวอย่างเช่น ยอดเขาโก่วหยวน ในแดนเซียนก็กลายเป็น นิกายศักดิ์สิทธิ์โก่วหยวน"
"ยอดเขาเทียนจี ตอนนี้กลายเป็น ตำหนักเทียน ซึ่งตอนนี้พวกเขามีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขตหลิงอวี้เลยทีเดียว"
"ยอดเขาเซี่ยเสวียนกลายเป็น ประตูเซียนเซี่ยเสวียน ยอดเขาอู๋จี๋กลายเป็น ดินแดนวิถีอู๋จี๋ ยอดเขาตี๋เสินกลายเป็น นิกายเซียนตี๋เสิน ส่วนยอดเขาเต้าหยวนของข้า ก็กลายเป็นนิกายเต้าหยวนอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ"
ฮวาอวิ๋นเฟยพยักหน้า ในใจรู้สึดประหลาดใจเล็กน้อย แม้แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่า สำนักเค่าซานเมื่อขึ้นมาบนแดนเซียนจะแยกออกเป็นหกส่วน กลายเป็นหกนิกายเซียนใหญ่
จากนั้น ฮวาอวิ๋นเฟยก็คิดถึงยอดเขาเค่าซานและยอดเขารองอื่นๆ ว่าโครงสร้างของพวกเขาในแดนเซียนเป็นอย่างไร?
"ยอดเขาเค่าซานคือยอดเขาของเจ้าสำนัก พวกเขาไม่มีนิกาย เป็นพวกไร้สังกัด มีหน้าที่ดูแลศาลบรรพชน การขอความช่วยเหลือจากโลกเบื้องล่าง โดยทั่วไปแล้วพวกเขาก็เป็นคนคอยจัดการ"
"ดูเผินๆ ข้าคือประมุขนิกายเต้าหยวนรุ่นที่ 90 แต่ความจริงแล้ว ข้าก็ยังเป็นแค่ผู้นำยอดเขา ประมุขตัวจริงคือคนที่ไปๆ มาๆ ระหว่างหกนิกายนี่แหละ"
ฮวาไท่สวี่กล่าวต่อ "ส่วนผู้นำและผู้อาวุโสของยอดเขารองลงมา บางคนก็ผนวกรวมเข้ากับหกนิกาย อย่างเช่นผู้อาวุโสสูงสุดสามคนที่เจ้าเห็นก่อนหน้านี้ บางคนก็เข้าไปในศาลบรรพชนโดยตรง พวกเขาไม่มีความสนใจที่จะสร้างนิกาย และไม่อยากรับภาระให้ยุ่งยาก"
"อ้อ... นอกจากหกนิกายแล้ว หอลงทัณฑ์ของสำนักเค่าซาน พอขึ้นมาบนโลกเบื้องบนก็กลายเป็น นิกายลงทัณฑ์ แต่ไม่ได้อยู่เขตแดนเดียวกับเรา ตอนนี้พวกเขาแข็งแกร่งมาก ส่วนสวนร้อยสมุนไพรก็กลายเป็น สวนเต๋า อยู่ในเขตแดนอื่นเช่นกัน"
"ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือหอคัมภีร์และหอหมื่นสมบัติ..."
"ดูเหมือนว่าท่านปรมาจารย์จะรอบคอบมากจริงๆ กระจายขุมกำลังไปตามเขตแดนใหญ่ต่างๆ ดูเผินๆ เหมือนโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง แต่ความจริงแล้วมีคนของเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง" ฮวาอวิ๋นเฟยยิ้มกล่าว วิธีการแบบนี้สมกับเป็นสำนักเค่าซานจริงๆ
"ฮ่าฮ่า ดูจากภายนอกแล้ว นิกายเต้าหยวนของเราอ่อนแอที่สุดในบรรดานิกายที่แยกตัวออกมาเลยนะ"
ฮวาไท่สวี่ยิ้ม "บัดนี้หกยอดเขา หกนิกาย ล้วนตั้งอยู่ในหลิงอวี้ ภายนอกดูเหมือนตำหนักเทียนจีจะแข็งแกร่งที่สุด ส่วนนิกายเต้าหยวนอ่อนแอที่สุด"
"และเพื่อไม่ให้ตัวตนยิ่งใหญ่บางคนโยงไปถึงโลกเบื้องล่าง หกนิกายจึงแสร้งทำเป็นศัตรูกัน มักจะต่อสู้กัน และมักจะมีคนตายอยู่เสมอ ซึ่งแผนการทั้งหมดนี้ ล้วนถูกวางไว้โดยเจ้าสำนักทุกรุ่นของยอดเขาเค่าซาน"
ใบหน้าของฮวาอวิ๋นเฟยปรากฏความรู้สึกแปลกๆ "ภายนอกดูเหมือนตำหนักเทียนจีจะแข็งแกร่งที่สุด? ถ้าอย่างนั้นหางพวกเขาก็ชี้ฟ้าเลยสิ?"
ฮวาไท่สวี่ยกมุมปากขึ้น "ก็ใช่น่ะสิ ตอนนี้พวกเขาเดินกันแบบไม่เห็นหัวใครเลย แถมยังเป็นเพราะกฎที่ว่าเราต้องยอมพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น พวกเขาเลยมักจะมาหาเรื่องยั่วยุถึงหน้าประตูบ่อยๆ"
ฮวาอวิ๋นเฟยพยักหน้า ทำหน้าสื่อความหมายลึกซึ้ง "งั้นข้าเดาว่า ลับหลังก้นพวกเขาคงโดนเตะไปไม่น้อยแน่ๆ"
พูดจบ ฮวาอวิ๋นเฟยและฮวาไท่สวี่ก็มองหน้ากัน แล้วก็หัวเราะออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
"อวิ๋นเฟย ข้าตั้งใจจะให้เจ้าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเต้าหยวน เจ้าเห็นว่าอย่างไร?" หลังจากจิบสุรา ฮวาไท่สวี่ก็หันไปมองฮวาอวิ๋นเฟยแล้วพูดขึ้น
"บุตรศักดิ์สิทธิ์?" ฮวาอวิ๋นเฟยชะงัก เขาคิดว่าขึ้นมาแดนเซียนแล้วจะได้ทำตัวเป็นปลาเค็มนอนซุ่มสบายๆ ซะอีก ไม่นึกเลยว่าจะต้องมารับตำแหน่ง
"บุตรศักดิ์สิทธิ์?"
คำพูดของฮวาไท่สวี่ ทำให้ผู้อาวุโสและศิษย์หลายคนที่อยู่รอบๆ ได้ยิน ต่างก็ประหลาดใจ เพราะนิกายเต้าหยวนไม่เคยตั้งบุตรศักดิ์สิทธิ์มาก่อน
"ไม่ควรจะเป็นประมุขหรอกหรือ? เขาเป็นสายเลือดตรงของตระกูลฮวานะ" ชายชราหน้าตาหล่อเหลารูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดคลุมสีเทาเอ่ยขึ้น
เขาคือผู้อาวุโสใหญ่แห่งนิกายเต้าหยวน มีระดับพลังกึ่งจักรพรรดิขั้นสมบูรณ์
"ไม่ได้สิ ถ้าเขาเป็นประมุขมันก็ยุ่งน่ะสิ รอให้ลูกชายข้าขึ้นมา เขาไม่กลายเป็นรุ่นน้องของฮวาอวิ๋นเฟยไปหรือไง? จะให้เขาเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 92 หรือไง?" ฮวาไท่สวี่หัวเราะ
"เอ่อ... ก็จริงนะ ให้ทายาทมาเป็นประมุขแทนบรรพบุรุษก็ดูไม่ค่อยเหมาะจริงๆ" ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย
"ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อวิ๋นเฟย เจ้าก็คือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเต้าหยวน รอจนกว่าพ่อของเจ้า ชางฉง มารับตำแหน่วประมุขรุ่นที่ 99 แล้วค่อยให้เขายกตำแหน่งประมุขให้เจ้าก็แล้วกัน" ฮวาไท่สวี่กล่าว
"พูดตามตรง ข้าชอบความสงบมากกว่า ไม่ค่อยอยากเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งไม่อยากเป็นประมุข ตอนเป็นผู้นำยอดเขาก่อนหน้านี้ก็ดีอยู่แล้ว ตัวคนเดียว สบายๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย" ฮวาอวิ๋นเฟยส่ายหน้ายิ้มๆ
แต่เขาก็รู้ว่าเขาปฏิเสธไม่ได้ และไม่ควรปฏิเสธด้วย นี่คือการสืบทอดของตระกูลฮวา เมื่อพลังถึงระดับแล้ว เขาก็ควรรับสืบทอดต่อไป
"ใครว่าไม่ใช่ล่ะ ตอนอยู่ยอดเขาเต้าหยวนคนเดียวมันดีจะตาย อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องมานั่งจัดการเรื่องจุกจิกมากมาย"
ดวงตาของฮวาไท่สวี่ฉายแววรำลึกความหลัง ก่อนจะดึงสติกลับมา "แต่บางทีการเป็นประมุขก็ไม่เลวนะ อย่างน้อยถ้ามีเรื่องอะไรที่ไม่อยากทำ ก็สั่งให้คนข้างล่างทำแทนได้ ไม่ต้องลงมือเอง"
"ท่านประมุข คำพูดประโยคนี้พวกเราจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน" เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้อาวุโสก็ทำหน้าบึ้งตึง แสร้งทำเป็นโกรธทันที
"ฮ่าฮ่า" วินาทีต่อมา ทุกคนก็ทนไม่ไหวหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ทุกคนล้วนเป็นคนกันเอง จะไปโกรธจริงๆ ได้อย่างไร
"แต่ว่าท่านประมุข ในเมื่อเขาได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกเราในฐานะศิษย์ จะขอทดสอบฝีมือท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ดูสักหน่อยได้ไหม?" ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มชุดม่วงก็ลุกขึ้นยืน ถือจอกสุรา ยิ้มกว้าง
พูดจบ เขาก็เหลือบมองไปที่ก้นของฮวาอวิ๋นเฟย ดวงตาฉายแววคาดหวัง
ก้นของบุตรศักดิ์สิทธิ์คนแรกแห่งนิกายเต้าหยวน ไม่รู้ว่าจะเตะได้อารมณ์ดีแค่ไหน
แน่นอน เขาไม่ใช่คนวู่วาม สายเลือดตรงของตระกูลฮวามักจะไร้เทียมทานในระดับเดียวกันอยู่แล้ว ขืนเขาเข้าไปคนเดียว ก็มีแต่จะโดนอัดฝ่ายเดียว
เขาจึงพูดต่อว่า "แน่นอน ข้าไม่ได้ทดสอบคนเดียวหรอก ในฐานะสายเลือดตรงของตระกูลฮวา ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์จะสู้หนึ่งต่อสิบก็คงไม่มีปัญหาใช่ไหม?"
"ข้าจะเลือกมาสิบคน ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ พวกเรามาสู้กันไหม? ท่านคนเดียว สู้กับพวกข้าสิบคน!"
นิกายเต้าหยวนมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง ไม่สิ ควรจะเรียกว่าสำนักเค่าซานมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ ถ้ารุมได้ จะไม่สู้ตัวต่อตัวเด็ดขาด ทุกอย่างต้องเน้นความมั่นใจไว้ก่อน!
ชายหนุ่มชุดม่วงคนนี้เห็นได้ชัดว่าได้รับการสืบทอดวิชานี้มาเต็มๆ