เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 969 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5

ตอนที่ 969 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5

ตอนที่ 969 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5


ตอนที่ 969 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5

“เซี่ยเฟยมันรู้ตัวไหมว่ามันทำอะไรลงไป?! ถ้าหากเขาทำลายเครื่องติดตามออกไปแบบนี้ มันก็หมายความว่าหลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพัง” เซี่ยจิงกุมขมับขณะมีเส้นเลือดปูดโปนอยู่ทั่วทั้งหน้าผาก

จอมเทพทั้งสามต่างก็มองภาพตรงหน้าอย่างปวดหัว เพราะตอนนี้พวกเขาไม่สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟยได้อีกแล้ว ซึ่งมันก็หมายความว่าเซี่ยเฟยอาจจะตกอยู่ในอันตรายเพียงลำพังได้ตลอดเวลาโดยปราศจากการสนับสนุนจากตระกูล

“ฉันเคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าเขาเป็นแม่เหล็กดูดปัญหา พวกเราควรจะบอกแผนการกับเขาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเริ่มมาสร้างปัญหาให้กับเราแบบนี้” เซี่ยจิงเริ่มบ่นเสียงดัง

“เซี่ยเฟยฉลาดมาก แต่เขาก็เป็นคนที่สร้างปัญหาให้แม้กระทั่งคนในตระกูล บรรพบุรุษไม่ได้บอกเขารึไงว่ากระเรียนขาวคือของขวัญจากสหายลึกลับ ที่ไม่มีใครในจักรวาลนี้สามารถทำความเข้าใจวงจรภายในกระเรียนขาวได้ แต่เซี่ยเฟยกลับชำแหละกระเรียนขาวออกมาเพื่อตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเนี่ยนะ” เซี่ยหงเริ่มบ่นด้วยเช่นกัน

“คำถามก็คือเซี่ยเฟยชำแหละกระเรียนขาวออกมาทำไม เหมือนกับว่าเขาคงจะไม่สบายใจถ้าไม่สร้างปัญหาอะไรขึ้นมา” เซี่ยจิงกล่าวพร้อมกับแบะริมฝีปาก

“เลิกบ่นกันได้แล้ว! ตอนนี้เราต้องแยกกันไปหาเซี่ยเฟยก่อน หากใครเจอตัวเขารีบรายงานกลับมาทันที พวกเราไม่สามารถซ่อนแผนการจากเขาได้อีกต่อไป ท้ายที่สุดเขาก็คือดีม่อนวิงของตระกูล เราจะสูญเสียเขาไปไม่ได้เป็นอันขาด!” เซี่ยเหอหลินสั่งการอย่างจริงจัง

“อือ”

“โอเค”

จอมเทพทั้งสามพยักหน้าให้กันก่อนที่พวกเขาจะกระจายหายไปในทะเลดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล

เซี่ยเฟยเพียงแค่ทำการปรับแต่งกระเรียนขาวตามสัญชาตญาณ แต่เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการเคลื่อนไหวนี้ได้สร้างปัญหาขึ้นมามากเพียงใด

เจมินี่ยังคงเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเป็นอาวุธมายาธาตุพืชชิ้นที่ 2 ที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในดินแดนดาร์คไนท์

จากข้อมูลที่เขาได้รับมาภายในดินแดนดาร์คไนท์มีการเก็บซ่อนอาวุธมายาธาตุพืชเอาไว้ถึงสองชิ้น โดยในตอนนี้เขาได้รับไม้จันทร์กระซิบมาเรียบร้อยแล้ว เหลืออาวุธมายาอีกชิ้นเขาก็จะเสร็จสิ้นภารกิจภายในดินแดนของศัตรู

“เรายังมีเวลาพักผ่อนอีก 3 วันสินะ” เซี่ยเฟยกล่าวหลังจากตรวจสอบเวลาการเดินทาง

“การเดินทางใช้ดาร์คไนท์ค่อนข้างนานจริง ๆ แต่นายก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกฝนได้ ไม่ว่ายังไงพวกเราก็อยู่ในดินแดนของศัตรู การเพิ่มความแข็งแกร่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมองข้าม” ลินนิจกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“ผมรู้สึกว่ากฎแห่งความโกลาหลใกล้ที่จะเลื่อนระดับมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ผมยังไม่มีเวลาไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยสักที ภายในสามวันนี้ผมจะพยายามเลื่อนระดับกฎแห่งความโกลาหลไปให้ได้” เซี่ยเฟยกล่าว

“พลังของกฎแห่งความโกลาหลเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากจริง ๆ การเลื่อนระดับมันขึ้นไปอีกขั้นย่อมช่วยเสริมประสิทธิภาพในการต่อสู้ให้กับนายได้อย่างมากแน่นอน เท่าที่ฉันสังเกตมามันดูเหมือนกับว่ากฎแห่งความโกลาหลสามารถใช้ในการลบล้างพลังของศัตรูไปได้ด้วย” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

“เรื่องนั้นผมรู้มานานแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังที่แข็งแกร่งกฎแห่งความโกลาหลก็จะสามารถลบล้างพลังพวกนั้นได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นไม่สามารถจะลบล้างพลังทั้งหมดลงไปได้ ถ้าหากกฎแห่งความโกลาหลพัฒนาไปได้มากกว่านี้ บางทีผมก็อาจจะเอาพลังของมันมาพลิกแพลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับจอมกฎได้มากกว่าเดิม” เซี่ยเฟยกล่าว

เวลาทุกวินาทีในดินแดนของศัตรูมีความสำคัญมาก ซึ่งหลังจากที่เซี่ยเฟยทำการตรวจสอบบันทึกการเดินทางของเจมินี่เป็นครั้งสุดท้าย เขาก็เข้าไปภายในมิติฝึกฝนเพื่อพยายามบุกทะลวงกฎแห่งความโกลาหลโดยเร็วที่สุด

กฎแห่งความโกลาหลเป็นพลังที่ฝึกฝนได้ยากมาก ซึ่งมันก็เป็นกฎที่ฝึกฝนได้อย่างยากลำบากมากกว่ากฎแห่งความเร็วที่ถูกขนามว่าเป็นหนึ่งในกฎที่ฝึกฝนได้ยากมากที่สุดในจักรวาลซะอีก

ระหว่างการฝึกเหงื่อก็ไหลท่วมทั้งร่างกายของชายหนุ่มราวกับสายฝน อักขระกฎแห่งความโกลาหลภายในสมองของเขายังคงอยู่ในกระบวนการควบแน่น ระหว่างนี้ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าเขาถูกทรมานมาเป็นเวลานาน แต่เซี่ยเฟยก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องฝึกฝนอย่างอดทนต่อไป

หลังจากรู้ว่ากฎแห่งความโกลาหลไม่ใช่พลังที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเทพขาวเทพดำ ชายหนุ่มก็มองพลังนี้ในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เห็นได้ชัดว่ากฎแห่งความโกลาหลอยู่เหนือกว่ากฎใด ๆ ภายในดินแดนกฎ แต่ความเข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลของเขายังตื้นเขินมาก ทำให้เขาไม่สามารถทำความเข้าใจถึงความลึกลับของกฎนี้ได้อย่างถ่องแท้

การพยายามควบแน่นอักขระกฎแห่งความโกลาหลเป็นไปได้อย่างเชื่องช้าและยากลำบากมาก ซึ่งในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังพยายามควบแน่นอักขระอยู่นั้น ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาให้เห็นทีละน้อย

“อย่าคิดว่าฉันจะยอมแพ้!”

เซี่ยเฟยส่งเสียงร้องคำรามอย่างดุเดือดพร้อมกับพยายามใช้พลังทั้งหมดเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคในคราวนี้ไปให้ได้ อย่างไรก็ตามอุปสรรคของการเลื่อนระดับกฎแห่งความโกลาหลก็ยากกว่าอุปสรรคระดับราชันย์มาก แต่ชายหนุ่มก็ยังคงยืนกรานจะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้ได้ เพราะกฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5 กวนใจเขามาเป็นเวลานานแล้ว

ลินนิจยืนมองดูการฝึกฝนของชายหนุ่มอย่างเงียบ ๆ และได้พบว่าวิธีการฝึกของเซี่ยเฟยเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากเลยทีเดียว

ท้ายที่สุดไม่ว่าชายหนุ่มจะพบเจอกับอุปสรรคที่ยากลำบากมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังคงพยายามฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปอย่างแน่วแน่ และถึงแม้ว่ามันจะยังไม่มีวี่แววของความสำเร็จ แต่เซี่ยเฟยก็ยังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดกำลังโดยไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้เลยแม้แต่นิดเดียว

“อีกครั้ง!”

ทัศนคติของเซี่ยเฟยระหว่างการฝึกฝนคือสิ่งที่เรียบง่ายมาก เพราะถ้าหากว่าความพยายามครั้งนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็แค่ต้องพยายามฝ่าฟันอุปสรรคอีกครั้งไปเรื่อย ๆ และเขาก็จะไม่ยอมแพ้จนกว่าเขาจะสามารถควบแน่นอักขระกฎได้สำเร็จ

ปัจจุบันชาย 2 คนกำลังเดินเคียงข้างกันอย่างฉันมิตร สิ่งที่แปลกคือฝั่งหนึ่งนั้นคือนักรบจากดินแดนกฎ ขณะที่อีกฝั่งคือนักรบจากดาร์คไนท์

แน่นอนว่า 1 ใน 2 คนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยนอกเสียจากฟูลมูนจากราชวังราชันย์มาร ขณะที่ชายที่อยู่ข้าง ๆ เขาคือเหวินกู่ซื่อองครักษ์ผู้ใกล้ชิดของราชาเหวินต้า ผู้ซึ่งเป็นราชาแห่งดินแดนดาร์คไนท์

“คุณวางแผนจะจัดการกับผู้บุกรุกยังไง? ยานรบของเขาเร็วมากจนทำให้เราไม่สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของเขาได้” เหวินกู่ซื่อกล่าวถามอย่างตรงไปตรงมา

“ทำไมเราต้องไปไล่ตามมันด้วย เจ้าเด็กเซี่ยเฟยคนนั้นไม่ได้มาที่ดินแดนดาร์คไนท์เพื่อผจญภัยเล่นแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นมันย่อมไม่ยืนกรานเผชิญหน้ากับองค์หญิงโดยตรง เพราะแม้แต่คนโง่ก็รู้ว่าเหวินหยิงคือลูกสาวแท้ ๆ ของราชาเหวินต้า การเผชิญหน้ากับองค์หญิงจึงหมายความว่ามันจะต้องเผชิญหน้ากับการป้องกันที่เข้มงวดมากที่สุด” ฟูลมูนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“แล้วคุณคิดว่าเซี่ยเฟยมาที่นี่ทำไม?” เหวินกู่ซื่อถามอย่างสนใจ

“เพราะอาวุธมายาธาตุพืช! ฉันได้ตรวจสอบข้อมูลมาแล้วว่าบนแขนขวาของเซี่ยเฟยเป็นที่สิงสถิตของหงส์ครามหนึ่งในอาวุธมายาธาตุพืช แต่หงส์ครามที่อยู่กับมันแตกต่างจากบันทึกในประวัติศาสตร์ ฉันจึงคิดว่าเซี่ยเฟยกำลังพยายามหลอมรวมอาวุธมายาธาตุพืชทั้งหมดเข้าด้วยกันอยู่” ฟูลมูนอธิบาย

“หลอมรวมอาวุธมายา!? แค่การที่เขาพิชิตอาวุธมายาได้มันก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากพอแล้ว หากใครต้องการจะหลอมรวมอาวุธมายาเข้าด้วยกันจริง ๆ มันไม่จำเป็นจะต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยเป็นพันเท่าหรอกเหรอ!” เหวินกู่ซื่อถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจ

“อย่าพึ่งกังวลไปเลย สิ่งที่ฉันคิดเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่เคยเห็นหงส์ครามแล่นในจักรวาลเมื่อก่อนต่างก็เสียชีวิตไปจนเกือบหมดแล้ว บางทีหงส์ครามอาจจะมีความสามารถแบบนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วก็ได้”

“แต่เราก็ไม่สามารถละทิ้งความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ไปด้วยเหมือนกัน ฉันได้ยินมาว่าดินแดนดาร์คไนท์พยายามรวบรวมอาวุธมายาในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ใช่ไหม? ในบรรดาอาวุธมายาที่พวกคุณรวบรวมมามีอาวุธมายาธาตุพืชอยู่บ้างหรือเปล่า เพราะตามบันทึกอาวุธมายาธาตุพืชสามารถหลอมรวมเข้ากับอาวุธมายาธาตุพืชด้วยกันได้เท่านั้น” ฟูลมูนกล่าวถาม

“ฉันนึกออกแล้ว! องค์หญิงเหวินหยิงคือคนเก็บไม้จันทร์กระซิบเอาไว้ภายในมือ แล้วเธอก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสในระหว่างการเผชิญหน้ากับเซี่ยเฟย ระหว่างการต่อสู้แขนข้างซ้ายของเธอถูกตัดออกทำให้แหวนมิติที่บรรจุอาวุธมายาชิ้นนั้นเอาไว้สูญหายไปในสนามรบด้วยเหมือนกัน” เหวินกู่ซื่อกล่าวด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง

“เป้าหมายของเซี่ยเฟยคืออาวุธมายาธาตุพืชจริง ๆ สินะ ว่าแต่นอกเหนือจากองค์หญิงเหวินหยิงแล้วมีใครในดินแดนดาร์คไนท์ที่ถือครองอาวุธมายาธาตุพืชอยู่อีกไหม?” ฟูลมูนกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“ท่านโมฮา! เขาคือผู้ควบคุมสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งที่สุดภายในเผ่าดาร์คไนท์ของพวกเรา” เหวินกู่ซื่อกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปหาโมฮากันเถอะ ถ้าอาวุธมายาธาตุพืชอยู่ที่นั่นมันย่อมเป็นจุดหมายปลายทางจุดต่อไปของเซี่ยเฟยแน่ ๆ” ฟูลมูนกล่าว

“ท่านโมฮามีนิสัยแปลก ๆ น่ะสิ ฉันเกรงว่าเขาคงจะไม่ยอมให้คุณเข้าไปในพื้นที่ของเขาหรอก นอกจากนี้ท่านโมฮายังเป็นอาจารย์ขององค์หญิงเหวินหยิง แม้เซี่ยเฟยจะตัดแขนองค์หญิงได้แต่เขาก็ไม่มีทางเอาชนะท่านโมฮาได้หรอก” เหวินกู่ซื่อกล่าว

“ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่เป็นไปไม่ได้ คุณยังไม่เข้าใจสินะว่าดีม่อนวิงคือสิ่งที่น่ากลัวมากแค่ไหน” ฟูลมูนกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

ในฐานะของผู้ที่เคยอยู่ในเผ่าเทพมาก่อน ฟูลมูนจึงรู้ดีว่าดีม่อนวิงคือสิ่งที่น่ากลัวมากแค่ไหน ตราบใดก็ตามที่ผู้มีปีกปีศาจสามารถเรียกปีกทั้งคู่ออกมาได้ เมื่อนั้นผู้ครอบครองปีกก็จะสามารถออกวิ่งด้วยความเร็วเหนือแสง

“เซี่ยเฟยลงมือครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” ฟูลมูนถามอีกครั้ง

“เมื่อสามวันก่อน พื้นที่ที่เขาลงมือคือดาวเคราะห์ที่องค์หญิงเหวินหยิงอาศัยอยู่” เหวินกู่ซื่อกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางกันเถอะ ถ้าหากเราช้าเกินไปบางทีเราอาจจะไปช่วยโมฮาไม่ทัน”

ทันทีที่เซี่ยเฟยเลื่อนระดับกฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5 ได้สำเร็จ ทั่วทั้งมิติฝึกฝนก็เต็มไปด้วยคลื่นพลังงานอันทรงพลังจนเกือบทำให้มิติแห่งนี้พังทลายลง ซึ่งความผันผวนของพลังงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มันก็เหนือเกินกว่าในตอนที่เซี่ยเฟยเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นราชันย์กฎเสียอีก

“นี่คือผลกระทบจากการเลื่อนระดับงั้นเหรอ?!” ลินนิจเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“มันคือความผันผวนที่เกิดขึ้นมาจากพลังกฎ พูดตามตรงว่าในตอนที่ผมกำลังเลื่อนระดับแม้แต่ตัวผมก็เกือบจะพังทลายลงไปด้วยเหมือนกัน” เซี่ยเฟยกล่าวขึ้นมาอย่างเหนื่อยล้า

“มันเป็นพลังที่น่ากลัวมากจริง ๆ ฉันคิดว่าพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมามันอยู่ในระดับที่ฉันเคยเห็นริเวอร์ใช้ในการสังหารศัตรูเลย” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

“ระดับเดียวกันกับริเวอร์งั้นเหรอ!?” เซี่ยเฟยพึมพำขึ้นมาอย่างตกใจ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ลุกยืนขึ้นเพื่อทดสอบพลังของกฎแห่งความโกลาหลที่พึ่งเลื่อนระดับขึ้นมาใหม่

***************

หรือว่าริเวอร์จะเป็นเจ้าของวิชากฎแห่งความโกลาหล?!

จบบทที่ ตอนที่ 969 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 5

คัดลอกลิงก์แล้ว