- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 939 เซี่ยกู่เฉิงบ้าไปแล้ว
ตอนที่ 939 เซี่ยกู่เฉิงบ้าไปแล้ว
ตอนที่ 939 เซี่ยกู่เฉิงบ้าไปแล้ว
ตอนที่ 939 เซี่ยกู่เฉิงบ้าไปแล้ว
“การเจรจาเป็นไงบ้าง?” เซี่ยเค่อกล่าวถามในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังเดินทางกลับ
“พวกกบฏกลัวว่าเราจะยึดอำนาจของพวกเขาไป พวกเขาเลยไม่ได้อยากให้พวกเราเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏจริง ๆ ด้วยซ้ำ” เซี่ยเฟยกล่าวตอบ
“นายแน่ใจนะ?” เซี่ยเค่อถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ผมค่อนข้างมั่นใจในทักษะการอ่านใจของตัวเอง ในบรรดาผู้นำกลุ่มกบฏทั้งสามคนมีเครนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เราพอจะเชื่อใจได้ ส่วนทางด้านคีมอกับทูม่าต่างก็เห็นผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่เหมือนกันทั้งคู่ ถ้าหากเราจะช่วยสนันสนุนใครสักคนจริง ๆ เครนก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุดของเราครับ” เซี่ยเฟยกล่าว
“ฉันยังไม่ทันได้บอกอะไรเลยแล้วนายรู้ได้ยังไงว่าความหมายที่แท้จริงของการส่งนายไปในครั้งนี้คือการให้ไปประเมินผู้นำทั้งสามคน?” เซี่ยเค่อถามขึ้นมาอย่างตกตะลึง
“เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นจะต้องบอกมันก็รับรู้ได้ครับ เห็นได้ชัดว่าทั้งคุณและบรรพบุรุษต่างก็รู้จักผู้นำกบฏทั้งสามคนดีอยู่แล้ว” เซี่ยเฟยกล่าว
“ใช่ พวกเขาทั้งสามคนเคยเป็นคนที่มีอำนาจในแดนเทพมาก่อน และฉันก็เคยพบกับพวกเขาหลายครั้ง แต่เรื่องนี้มันก็ไม่น่าเป็นเหตุผลที่ทำให้นายเดาความคิดของบรรพบุรุษออกใช่ไหม?”
“ทั้งคุณและบรรพบุรุษต่างก็รู้จักพวกเขาแต่ผมไม่เคยรู้จักพวกเขามาก่อน สาเหตุสำคัญที่บรรพบุรุษส่งตัวผมไปนั้นก็เพราะเขาอยากจะรู้ว่าผมคิดยังไงกับผู้นำทั้งสามคน”
“เรื่องความร่วมมือกับกบฏมันเป็นเรื่องไร้สาระตั้งแต่แรกแล้ว บรรพบุรุษไม่เคยมีความคิดที่จะไปร่วมมือกับกบฏตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ” เซี่ยเฟยอธิบาย
“ตอนแรกฉันยอมรับว่าฉันค่อนข้างกังวลที่บรรพบุรุษส่งนายไปเจรจา แต่ตอนนี้มันดูเหมือนกับว่าการตัดสินใจของบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ทุกสิ่งที่นายพูดมาคือสิ่งเดียวกับที่บรรพบุรุษคิดเอาไว้ทั้งหมด ตอนนี้ทักษะในการคิดวิเคราะห์ของนายน่าจะโดดเด่นที่สุดภายในตระกูลของพวกเราแล้ว” เซี่ยเค่อกล่าวพร้อมกับพยักหน้าซ้ำ ๆ
“ผมไม่เพียงแต่คาดเดาสิ่งที่บรรพบุรุษต้องการได้เท่านั้น แต่ผมยังพอจะเดาได้ด้วยแล้วว่าตอนนี้บรรพบุรุษกำลังคิดจะทำอะไร เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าผมควรจะพูดมันไปดีหรือเปล่า” เซี่ยเฟยกล่าว
“พูดมาได้เลย”
“ผมกำลังคิดว่าบรรพบุรุษกำลังเตรียมแผนการใหญ่สำหรับพวกเราเอาไว้ แล้วมันจะต้องเป็นแผนการที่ใหญ่มาก ๆ สำหรับตระกูลของเรา” เซี่ยเฟยกล่าว
“จริง ๆ ฉันก็สงสัยแบบนั้นอยู่เหมือนกัน แล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าแผนการในครั้งนี้มันจะเต็มไปด้วยเลือด” เซี่ยเค่อกล่าวอย่างจริงจัง
“เต็มไปด้วยเลือด!?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ
คนภายนอกมักจะคิดว่าสกายวิงคือตระกูลของคนบ้า แต่พวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าแท้ที่จริงเบื้องหลังของตระกูลได้แอบซ่อนความลับเอาไว้อย่างมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น สงครามระหว่างตระกูลสกายวิงกับมูนวอร์ด ใครจะไปรู้ว่าพ่อบ้านชราของตระกูลจะเป็นถึงจักรพรรดิกฎผู้แข็งแกร่ง การซ่อนไพ่ใบนี้เอาไว้ภายในสวนสายลมเพียงแค่ใบเดียว มันก็มากพอที่จะพลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ
แม้แต่สวนสายลมที่ดูเหมือนจะเป็นที่พักธรรมดา ๆ มันก็ได้ซ่อนสนามฝึกขนาดใหญ่เอาไว้ภายในพื้นที่หลาย ๆ จุด เซี่ยเหล่าสือผู้ซึ่งหลงใหลในเงินตราก็ผลิตราชาส่งเข้าสู่ตระกูลสกายวิงเป็นระยะ ๆ ที่สำคัญไปกว่านั้นคืออัตราความสำเร็จในการผลิตราชาของสกายวิงยังสูงกว่าตระกูลอื่นหลายสิบเท่า
“จากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมามันก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสกายวิงซ่อนไพ่ลับเอาไว้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ไพ่แต่ละใบถูกซ่อนเอาไว้สำหรับการใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน และในคราวนี้ที่สถานการณ์กำลังดำเนินมาจนถึงจุดสำคัญ เซี่ยเฟยก็ไม่สามารถจินตนาการได้จริง ๆ ว่าสกายวิงจะเคลื่อนไหวแบบไหนกันแน่
“ตอนนี้แผนการทุกอย่างดำเนินไปจนหมดแล้ว พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเชื่อมั่นในตัวบรรพบุรุษของเราไว้ ฉันทำงานอยู่กับเขามานานหลายปีฉันรู้ดีว่าเขาเป็นคนยังไง มีสถานการณ์ไม่มากนักหรอกนะที่ทำให้เขากังวลได้ขนาดนี้ ถึงฉันจะรู้ว่าศัตรูเป็นใครแต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจคือการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปมันคือสิ่งที่จะตัดสินชะตากรรมของสกายวิง” เซี่ยเค่ออธิบายอย่างจริงจัง
“ในจักรวาลนี้มันมีศัตรูที่ถึงกับทำให้บรรพบุรุษของเราเป็นกังวลได้ด้วยเหรอครับ?” เซี่ยเฟยอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
เซี่ยเค่อชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้าอย่างเงียบ ๆ แต่มันกลับทำให้ทั่วทั้งตัวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ
ท่าทางของเซี่ยเค่อเป็นการบ่งบอกว่าสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขากำลังเผชิญหน้าไม่ใช่ตระกูลใด ๆ ภายในดินแดนกฎแห่งนี้ แต่เขากำลังพูดถึงพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นคนสร้างดินแดนกฎขึ้นมาต่างหาก
เผชิญหน้ากับพระเจ้า!
สกายวิงกำลังบ้าไปแล้ว!!
แม้ชายหนุ่มจะยังไม่เคยได้พบกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าพระเจ้า แต่เขาก็สามารถบอกได้เลยว่าการรับมือกับกลุ่มคนเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวจนทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาเปียกปอนไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
สกายวิงเป็นเพียงตระกูลขนาดย่อมที่มีสมาชิกภายในดินแดนกฎประมาณ 50,000 คน และในสมาชิกภายในแดนเทพเพียงแค่ประมาณ 5,000 คนเท่านั้น และเมื่อพวกเขาได้ไปเปรียบเทียบกับตระกูลขนาดใหญ่ที่มีจำนวนสมาชิกหลายสิบล้านคน พวกเขาก็สมควรจะเรียกตัวเองว่าตระกูลขนาดย่อมอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้นในตอนนี้บรรพบุรุษก็ต้องการที่จะนำตระกูลที่มีสมาชิกเพียงแค่ประมาณ 55,000 คนในการเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าพระเจ้า
นี่มันบ้าไปแล้ว!
การตัดสินใจของบรรพบุรุษมันเป็นสิ่งที่บ้าไปแล้วชัด ๆ!!
หลังจากยืนตกตะลึงอยู่นานเซี่ยเฟยก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดังลั่น โดยที่ภายในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
—
ภายในช่องว่างมิติ
เมื่อแท่งทองได้เห็นเซี่ยเฟยมันก็รีบวิ่งเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างไร้เดียงสา อย่างไรก็ตามภาพที่เกิดขึ้นมันก็ค่อนข้างที่จะแปลกหูแปลกตาสำหรับทุกคน เพราะหนอนตัวสีทองตัวนี้มีขนาดร่างกายอันใหญ่โต การทำให้มันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่อฟังจึงไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่าย ๆ
“ทุกอย่างโอเคไหมครับ?” เซี่ยเฟยถาม
ตอนนี้สมาชิกสกายวิงทุกคนต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับภารกิจที่มอบหมายให้ ทุกคนจึงรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวของสมาชิกแต่ละครั้งต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมการสำหรับบางเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
“ภารกิจเรียบร้อยดีแล้ว แต่พวกเราต้องรีบกลับเพื่อไปทำภารกิจอื่นต่อ” เซี่ยเตียนกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
เซี่ยเฟยพยักหน้ารับโดยไม่คิดจะถามอะไรให้มากความอีกต่อไป เขาจึงกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของแท่งทองเพื่อมุ่งหน้าไปหาโอโร่ในแดนเนรเทศ
ในเวลาเพียงแค่ไม่นานสายลับก็ส่งข่าวกลับไปยังตระกูลอิโดซา เพราะเขาจับตาดูแท่งทองมานานกว่า 2 วันแล้วและมันก็ถึงโอกาสที่พวกเขาสามารถลงมือได้สักที
“คนคุ้มกันมีแค่คนเดียวงั้นเหรอ! นายแน่ใจนะ?” ไมล่าถามหลังจากได้ยินรายงานจากหน่วยสอดแนม
“ใช่ครับ ตอนนี้มีสกายวิงอยู่กับหนอนตัวสีทองเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แล้วพวกเขาก็เกือบจะเดินทางมาถึงแดนเนรเทศแล้วครับ” หน่วยสอดแนมกล่าว
“เห็นไหมฉันบอกแล้วว่าพวกเราจะต้องเจอโอกาส แม้พวกสกายวิงมันจะแข็งแกร่งแต่มันก็มีช่วงเวลาที่พวกมันประมาทด้วยเหมือนกัน ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่พวกเราจะลงมือ” ไมล่าหัวเราะเสียงดังขณะหันไปพูดกับโยฟาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ
โยฟากัดฟันโดยไม่พูดอะไรและถึงแม้ว่าเขาจะมีข้อขัดแย้งภายในใจ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะพูดมันออกมา
“นักรบสกายวิงคนนั้นมีพลังอยู่ในระดับไหน? มันพอจะมีพลังใกล้เคียงกับฉันหรือเปล่า?” ไมล่าถามอีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำถามโยฟาก็แอบหัวเราะภายในใจ เพราะถึงแม้ไมล่าจะมีพลังอยู่ในระดับจอมมาร แต่ในความเป็นจริงเขากลับเป็นคนขี้ขลาดที่เลือกเผชิญหน้ากับศัตรูที่ด้อยกว่าตัวเองเท่านั้น
“ผมไร้ความสามารถ ผมจึงไม่สามารถตรวจสอบพลังของเขาได้ แต่ภายนอกเขาดูเด็กมากถ้าให้เดาอายุเขาคงจะประมาณ 20 กว่า ๆ เท่านั้น” หน่วยสอดแนมกล่าวออกไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
“ไอ้คนไร้ประโยชน์! แค่ประเมินพลังคู่ต่อสู้แค่นี้แกก็ทำไม่ได้หรือไงฮะ?!” ไมล่าตะโกนด้วยความโกรธพร้อมกับเตะร่างหน่วยสอดแนมที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
“เหตุผลที่ผมตรวจสอบระดับพลังของเขาไม่ได้ นั่นก็เพราะว่าเขาดูอ่อนแอมาก เขาน่าจะมีพลังอยู่ไม่มากนัก” หน่วยสอดแนมกล่าวโดยพยายามเอามือมาปกป้องตัวเองเอาไว้
“ฉันจำได้แล้วถึงแม้ในสกายวิงจะมีราชันย์อยู่เยอะมาก แต่ทั้งตระกูลพวกมันมีจอมเทพแค่เซี่ยกู่เฉิงเพียงคนเดียว” ไมล่าอุทานขึ้นมาเบา ๆ พร้อมกับใช้มือขวาลูบเคราของตัวเอง
“โยฟา เรียกคนของนายกลับมาซะ! คราวนี้ฉันจะไปจับด้วงมิติสีทองตัวนี้ด้วยตัวเอง” ไมล่าสั่งการหลังจากใช้ความคิดอยู่สักพัก
เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายโยฟาก็แอบตะโกนสาปแช่งอยู่ภายในใจ เพราะท้ายที่สุดไมล่าก็กำลังพยายามเก็บความดีความชอบในการจัดการกับแท่งทองเอาไว้ที่ตัวของเขาเพียงคนเดียว
—
แดนเนรเทศ
เซี่ยเฟยกับโอโร่ตกลงนัดพบกันบนดาวเคราะห์แห่งหนึ่ง และเนื่องมาจากว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่สามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา โอโร่จึงมาฝึกซ้อมรอเซี่ยเฟยยังสถานที่นัดพบหลายวันแล้ว
แท่งทองพาเซี่ยเฟยออกมาจากรอยแยกของมิติ ก่อนที่พวกเขาจะได้พบกับโอโร่ที่อยู่ในร่างของมนุษย์
“ตอนคุณเป็นมนุษย์มันดูเหมาะกับคุณมากกว่าจริง ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
โอโร่รีบกระโดดขึ้นมาในทันที โดยในตอนแรกเขาจงใจอยู่นิ่ง ๆ เพื่อให้ชายหนุ่มเอ่ยคำขอโทษที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ แต่คำพูดของอีกฝ่ายมันก็ทำให้เขาอดที่จะบ่นขึ้นมาไม่ได้
“ทั้งหมดนี้มันคือความผิดของนายนั่นแหละ! ครั้งหนึ่งฉันคือราชาของเผ่าไลอ้อนฮาร์ทอันสง่างาม แต่ดูตอนนี้สิขนสีทองของฉันมันไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว เรื่องทุกอย่างมันเป็นฝีมือของนายคนเดียว!” โอโร่เริ่มบ่นเป็นชุด
“หากคุณเกิดเป็นไลอ้อนฮาร์ทคุณก็คงจะมีพลังอยู่เท่าเดิม เชื่อผมเถอะคุณเป็นมนุษย์ไปแบบนี้น่ะดีแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าว
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้พบกันมานาน พวกเขาก็เริ่มตะโกนเถียงกันไปเถียงกันมาจนหูชากันไปทั้งสองฝ่าย
แต่ในทันใดนั่นเองมันก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะมันมีแสงสว่างสีขาววูบวาบมาแต่ไกล ก่อนที่จอมมารไมล่าจะปรากฏตัว
“ไอ้พวกกระจอก! หยุดเถียงกันแล้วตาย ๆ ไปซะ!!” ไมล่าเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“แกนั่นแหละหุบปาก!!” ทั้งโอโร่กับเซี่ยเฟยต่างก็ส่งเสียงตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นพวกเขาก็เริ่มด่าทอกันต่อราวกับว่าจอมมารคนนี้เป็นเพียงแค่ก้อนกรวด
“นี่พวกแกกล้าเมินฉันงั้นเหรอ!?” ไมล่าร้องคำรามด้วยความโกรธพร้อมกับเส้นเลือดที่เริ่มปรากฏขึ้นมาทั่วทั้งหน้าผาก
***************
คิดถึงกันมาก มีเรื่องคุยกันเยอะ จนสั่งให้ศัตรูนั่งรอไปก่อน 5555