เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 931 เสี้ยววิญญาณ

ตอนที่ 931 เสี้ยววิญญาณ

ตอนที่ 931 เสี้ยววิญญาณ


ตอนที่ 931 เสี้ยววิญญาณ

“รีบรวมกองกำลังหลักของเราเดี๋ยวนี้ ฉันอยากจะเห็นด้วยตาของตัวเองจริง ๆ ว่าราชันย์หนอนด้วงมิติมันมีหน้าตาเป็นยังไงกันแน่” ไมล่ากล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

“เราควรแจ้งผู้นำก่อนหรือเปล่า? การเรียกรวมกองกำลังหลักโดยฉับพลันแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎของตระกูลนะครับ” โยฟาถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“อะไรก็ผู้นำ ๆ ๆ คำพูดของฉันมันไม่มีความหมายเลยหรือไง!” ไมล่าตะโกนขึ้นมาอย่างน่ากลัว

“เอ่อ…” โยฟารีบส่ายหัวปฏิเสธอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนภายในเผ่าต่างก็รู้ดีว่าชายชราคนนี้มีพลังอยู่ในระดับจอมมาร ดังนั้นถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่ผู้นำตระกูล แต่มันก็ไม่มีใครกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดชายคนนี้ได้ง่าย ๆ

“แกเป็นใคร? กล้าดียังไงมาขัดคำสั่งของฉัน! ถ้าผู้นำตระกูลไม่อยู่ฉันคนนี้เนี่ยแหละก็คือผู้นำ รีบกระจายคำสั่งของฉันออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันต้องการหนอนสีทองตัวนั้นมาเป็นของฉัน!!” ไมล่าตะโกนพร้อมกับชี้นิ้วไปที่โยฟาด้วยความโกรธ

โยฟาไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องรีบลุกขึ้นไปทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจ ซึ่งในระหว่างนั้นเขาก็แอบต่อว่าไมล่าภายในใจอย่างเงียบ ๆ

ภายในเผ่าอิโดซามีจอมมารอยู่เพียงแค่ 2 คน โดยคนแรกคือผู้นำตระกูลคนปัจจุบันและอีกคนนั่นก็คือไมล่าชายชราผู้เอาแต่ใจคนนี้

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานไมล่าคือหนึ่งในราชันย์ขั้นสูงสุดที่ไม่สามารถก้าวข้ามมาเป็นจอมมารได้ แต่ในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงผ่านอุปสรรคกลายเป็นจอมมารของตระกูลได้ในรอบหลายพันปี แสดงให้เห็นว่าอุปสรรคนี้เป็นอุปสรรคที่ผ่านพ้นได้อย่างยากลำบากมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตามการบรรลุเป็นจอมมารก็ทำให้สถานะของไมล่าแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากคนที่เคยโดนดูถูกกลับกลายเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งอันดับ 2 ของตระกูล คล้ายกับนกกระจอกที่ทะยานกลายมาเป็นนกฟินิกซ์ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้นำตระกูลไม่อยู่คำสั่งของเขาก็ได้กลายเป็นคำพูดที่เด็ดขาด

ในความคิดของไมล่าตราบใดก็ตามที่เขาสามารถจับแท่งทองได้สำเร็จ เมื่อนั้นสถานะของเขาก็จะมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม และมันก็จะไม่มีใครกล้ามาพูดจาดูถูกเขาอีกต่อไป

ณ ถ้ำลึกลับบริเวณใกล้ ๆ กับดวงตาแห่งจักรวาล

เมื่อเซี่ยเฟยเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ลินนิจก็แสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับว่าเขากำลังพยายามฟื้นฟูความทรงจำภายในอดีต

ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงต้องใช้วิญญาณอมตะกับยานรบ หรือว่าด้านหลังประตูจักรวาลการใช้วิญญาณอมตะจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ?

ยิ่งไปกว่านั้นจุดแสงสีขาวที่เขาพยายามตามมายังหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่ว่าเซี่ยเฟยจะพยายามตามหามันมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้พบเบาะแสใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

“ฉันรู้แล้วว่าทำไมถ้ำนี้ถึงขยายตัวออกไป มันจะต้องเป็นฝีมือของริเวอร์แน่ ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเขายังอยู่” ลินนิจกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อความทรงจำบางส่วนฟื้นฟูกลับมา

“ริเวอร์คือใคร?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“ริเวอร์คือผู้โดยสารคนเดียวของอาร์ค เขาคือคนที่ปิดผนึกประตูจักรวาลเอาไว้” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

เหตุการณ์นี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจมาก และมันก็ดูเหมือนกับว่าการที่ลินนิจเดินทางมากับเขา มันจะช่วยให้วิญญาณตนนี้ฟื้นฟูความทรงจำกลับมาได้จริง ๆ เพราะลินนิจไม่เพียงแต่จะจำจุดที่อาร์คเกิดการระเบิดได้เท่านั้น แต่อีกฝ่ายยังจดจำผู้โดยสารบนยานเพียงคนเดียวได้อีกด้วย

“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่ ที่แท้มันก็เป็นสถานที่ที่ริเวอร์เคยอาศัยอยู่”

“ถ้าฉันเดาไม่ผิดหลังจากปิดผนึกประตูจักรวาล ร่างของเขาก็ควรจะสูญสลายหายไปแล้ว วิญญาณของเขาจึงล่องลอยมาจนถึงที่นี่และได้พบว่าอาร์คถูกทำลายจนย่อยยับ เขาจึงใช้ถ้ำนี้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวเพื่อสร้างร่างกายของตัวเองขึ้นมาใหม่” ลินนิจพยายามคาดเดา

“คนที่ชื่อว่าริเวอร์มีเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตด้วย? แต่เขามาจากอีกฟากของประตูจักรวาล หลังจากที่เขาตายเขาก็ควรกลับไปเกิดใหม่อีกฟากของประตูจักรวาลไม่ใช่เหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“ความทรงจำของฉันยังฟื้นฟูกลับมาไม่สมบูรณ์ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงมาเกิดใหม่ที่นี่ได้ แต่ฉันแน่ใจว่าถ้ำนี้จะต้องเสียหายจากการเกิดใหม่ของเขาแน่ ๆ”

“นายลองดูกำแพงหินพวกนี้สิ แม้แต่แสงเลเซอร์ก็ไม่สามารถตัดมันให้เรียบแบนได้ขนาดนี้ พวกมันจึงเป็นร่องรอยที่เกิดจากความผันผวนของพลังงานแน่ ๆ และคนเดียวที่สามารถสร้างความผันผวนของพลังงานอันรุนแรงแบบนี้ได้นั่นก็คือริเวอร์” ลินนิจกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปยังกำแพงหินที่ราบเรียบ

เซี่ยเฟยนั่งลงหลับตาเพื่อประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล ท้ายที่สุดข้อมูลใหม่ ๆ ที่ลินนิจให้มามันก็เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เขาจึงจำเป็นจะต้องเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

“เขาคือคนที่สามารถเกิดใหม่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต ถ้าเขายังไม่ตายแล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” เซี่ยเฟยถาม

ลินนิจส่ายหัวเป็นคำตอบและพยายามฟื้นฟูความทรงจำของตัวเองต่อไป

ทันใดนั้นเข็มทิศมิติของเซี่ยเฟยก็ดังขึ้น เมื่อชายหนุ่มก้มศีรษะลงเขาก็ได้พบว่ามันเป็นสัญญาณที่ส่งมาจากเข็มทิศมิติของสกายวิง

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ตอนนี้นายยังสบายดีอยู่ไหม?” เซี่ยเค่อถาม

“ผมสบายดีครับ แล้วที่ตระกูลเป็นยังไงบ้าง?”

“ที่ตระกูลมีฉันกับเซี่ยเหลียนหนิงคอยดูแลอยู่ มันไม่มีอะไรที่นายจำเป็นจะต้องกังวล ตอนนี้บริษัทฟิกส์กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อค้นหาว่าใครขโมยศูนย์วิจัยลับของพวกเขาไป เท่าที่ฉันรู้เป้าหมายหลักของการสืบสวนคือคนที่มีปัญหากับพวกเขา มันยังไม่มีเบาะแสว่าบริษัทฟิกส์จะตั้งเป้ามาที่นาย”

“ตอนนี้นายควรทำงานที่ได้รับมอบหมายจากบรรพบุรุษให้เสร็จก่อนเป็นอันดับแรก ไม่จำเป็นจะต้องรีบกลับมาที่ตระกูล มีอะไรเดี๋ยวฉันจะคอยส่งข่าวให้เป็นระยะ ๆ” เซี่ยเค่อกล่าว

“ได้ครับ” เซี่ยเฟยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“ว่าแต่ตอนนี้การฝึกฝนของนายไปถึงไหนแล้ว?” เซี่ยเค่อถาม

“ผมมาถึงจุดสูงสุดของจักรพรรดิแล้วครับ แต่มันยังจำเป็นจะต้องใช้เวลาอีกนานมากพอสมควรก่อนที่ผมจะทะลวงผ่านจนกลายเป็นราชันย์ได้” เซี่ยเฟยตอบกลับ

“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ!?” ตอนแรกเซี่ยเค่อถามออกไปอย่างสบาย ๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมากลับทำให้เขาตื่นตกใจ ท้ายที่สุดเซี่ยเฟยก็เป็นสมาชิกคนล่าสุดที่เพิ่งขึ้นมาสู่แดนเทพ แต่ตอนนี้เขามีคุณสมบัติที่จะท้าทายพลังระดับราชันย์แล้ว

“ผู้อาวุโส ถ้าคุณมีอะไรจะพูดคุณก็พูดออกมาตรง ๆ เลยดีกว่า อย่ามัวแต่พูดจาอ้อมค้อมไปมาแบบนี้เลย” เซี่ยเฟยถาม

“สายตาของนายยังคงเฉียบคมอยู่เหมือนเดิมจริง ๆ ใช่แล้วฉันมีเรื่องต้องการจะร้องขอความช่วยเหลือจากนาย พอดีว่าเซี่ยเกิงกับเซี่ยเตียนจะต้องเข้าไปทำภารกิจภายในช่องว่างมิติ แล้วนายก็น่าจะรู้ว่าเส้นทางภายในช่องว่างมิติมันซับซ้อนมากและพวกเขาก็อาจจะหลงทางง่าย ๆ ถ้าหากว่าไม่ได้มีหนอนด้วงมิติของนาย” เซี่ยเค่อพูดเข้าประเด็นหลังจากพูดจาอ้อมค้อมอยู่นาน

“เรื่องขอยืมแท่งทองผมไม่ได้มีปัญหา แต่ตอนนี้บรรพบุรุษให้ผมมาทำภารกิจอยู่ค่อนข้างไกล แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าบรรพบุรุษจะให้ผมเปิดเผยพื้นที่ที่ผมอยู่ในตอนนี้ด้วยหรือเปล่า” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“ฉันคุยเรื่องนี้กับบรรพบุรุษแล้ว ตราบใดก็ตามที่นายไม่มีปัญหาบรรพบุรุษก็ไม่ได้ว่าอะไร” เซี่ยเค่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในเวลาเพียงแค่ไม่นานเซี่ยเกิงและเซี่ยเตียนก็เดินทางเข้ามาเพื่อขอยืมตัวแท่งทอง ซึ่งหนอนด้วงมิติสีทองตัวนี้ก็ลังเลเล็กน้อยที่จะต้องแยกจากจากเซี่ยเฟย แต่เมื่อคำสั่งนี้เป็นคำสั่งของผู้มีพระคุณ มันจึงยอมจากไปอย่างไม่เต็มใจ

เซี่ยเกิงและเซี่ยเตียนอยากรู้มากว่าเซี่ยเฟยมาทำอะไรที่นี่ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าภารกิจนี้คือภารกิจที่เซี่ยเฟยได้รับมอบหมายจากบรรพบุรุษ พวกเขาจึงขอตัวจากไปโดยไม่ถามอะไรให้มากความ

ระหว่างนั้นลินนิจยังคงพยายามระลึกถึงความทรงจำหลังจากได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย

“พวกเราไปกันเถอะ จุดหมายต่อไปของผมมันค่อนข้างไกล” เซี่ยเฟยกล่าว

ลินนิจแสดงความผิดหวังออกมาเล็กน้อย เพราะถ้าเขาได้อยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก มันก็อาจจะช่วยให้เขาฟื้นฟูความทรงจำกลับมาได้มากกว่าเดิม

“ฉันจำได้แล้ว! ฉันนึกออกแล้ว!!” ในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังจะเปิดใช้งานเข็มทิศมิติอยู่นั่นเอง จู่ ๆ ลินนิจก็ตะโกนขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“คุณจำอะไรได้?”

“นายจำจุดแสงเล็ก ๆ ที่พวกเราพยายามตามมาได้ไหม? ตอนนี้ฉันจำได้แล้วว่ามันคือเสี้ยววิญญาณ” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

“เสี้ยววิญญาณ!?” เซี่ยเฟยอุทานอย่างสับสน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่ออะไรแบบนี้

“ตอนที่ริเวอร์มาจนถึงจุดที่อาร์คระเบิดเขาต้องรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงทิ้งเสี้ยววิญญาณเอาไว้หวังว่าสักวันหนึ่งฉันจะกลับมาพบเสี้ยววิญญาณของเขา จุดแสงเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะวิ่งหนีเราแต่จริง ๆ แล้วคือมันต้องการจะพาฉันมาที่นี่!” ลินนิจกล่าว

“ถ้ามันเป็นอย่างที่คุณพูดจริง ๆ มันก็แสดงว่าภายในถ้ำนี้มีอะไรบางอย่างที่ริเวอร์ทิ้งเอาไว้ให้กับคุณใช่ไหม?” เซี่ยเฟยถาม

“ไม่ผิดแน่ ริเวอร์จะต้องทิ้งอะไรบางอย่างเอาไว้ให้ฉัน ถึงแม้ว่าเราจะระเบิดภูเขาแต่เราต้องหามันให้เจอ” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

***************

เข้าใกล้ความหมายของจุดระเบิดอาร์คขึ้นทุกทีแล้วใช่ไหม?

จบบทที่ ตอนที่ 931 เสี้ยววิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว