เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 863 รายชื่อนักรบสวรรค์

ตอนที่ 863 รายชื่อนักรบสวรรค์

ตอนที่ 863 รายชื่อนักรบสวรรค์


ตอนที่ 863 รายชื่อนักรบสวรรค์

“ปกตินักรบจะใช้วิธีการสะท้อนกลับของพลังเพื่อสำรวจพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของคนอื่น ส่วนใครจะสามารถประเมินพลังของศัตรูได้แม่นยำแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล แต่ตอนนี้สมองของนายกลับถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์ คนอื่นจึงมองเห็นนายไม่ต่างไปจากคนทั่วไปมากนัก” โอโร่กล่าวระหว่างที่พวกเขากำลังเดินไปยังกลุ่มมังกรฟ้า

เมื่อโอโร่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เซี่ยเฟยก็ได้ตระหนักว่ากลิ่นอายของเขาเจือจางลงมากกว่าเดิมจริง ๆ คล้ายกับว่าหยดน้ำจากชิ้นส่วนอาร์คจะทำให้เขาปกปิดตัวตนได้ลึกลับมากยิ่งขึ้น

“มันก็ดีแล้วนี่ครับ ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือศัตรูที่ถูกมองข้ามไม่ใช่เหรอ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับยักไหล่

หลังจากเดินไปสักพักพวกเขาก็ได้พบกับบันไดทอดยาวหลายพันเมตร โดยมีมังกรทองขนาดยักษ์ทั้งสองตัวขนาบซ้ายขวาทำหน้าที่เป็นราวบันได

“นี่คือทางเข้าหลักของกลุ่มมังกรฟ้า เป็นยังไง? มันดูดีเลยใช่ไหมล่ะ?” เฝิงซินเหนียนอธิบายอย่างภาคภูมิใจ

“มังกรทั้งสองตัวนี้ถูกแกะสลักขึ้นมาอย่างชาญฉลาดมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้ถูกแกะสลักขึ้นมาอย่างชัดเจนมากนัก แต่มันก็มีการจงใจเน้นย้ำถึงความมีอำนาจของมังกร ผู้คนที่เข้ามายังกลุ่มมังกรฟ้าก็ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันก่อนเป็นอันดับแรก”

“ฉันเดาว่ากลุ่มมังกรฟ้าทำทางเข้าขึ้นมาแบบนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าโลกด้านนอกประตูกับโลกด้านในประตูคือคนละโลกกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครก้าวข้ามผ่านประตูนี้ไป พวกเขาก็จะต้องเตรียมใจแบกรับแรงกดดันอันมหาศาล” เซี่ยเฟยกล่าว

“ใช่ จุดประสงค์ของมังกรทั้งสองตัวนี้คือการเน้นย้ำถึงแรงกดดันอันมหาศาลอย่างที่นายอธิบายเอาไว้จริง ๆ” เฝิงซินเหนียนกล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย

“แต่ฉันรู้สึกว่าประตูนี้มันดูก้าวร้าวเกินไปหน่อย เมื่อใครก้าวข้ามผ่านประตูนี้ไป มันก็จะก่อให้เกิดความตึงเครียดและรู้สึกว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรู” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เฝิงซินเหนียนขมวดคิ้วขึ้นมาราวกับว่าเขาไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย ซึ่งในเวลานั้นหลางซุนเย่ผู้ซึ่งไร้เดียงสามาโดยตลอดก็ส่งเสียงหัวเราะและกล่าวออกไปว่า

“ฉันก็คิดเหมือนกันว่ามังกรพวกนี้มันน่ากลัวมาก ตอนที่ฉันมาที่นี่ครั้งแรกพวกมันก็ทำให้ฉันเกือบจะเป็นลมล้มไปเลย”

“ตระกูลสกายวิงของนายเป็นพวกรักอิสระและไม่ถูกผูกมัดมาโดยตลอด มันเลยเป็นเรื่องปกติที่นายจะไม่ชอบอะไรที่ดูก้าวร้าวแบบนี้ ฉันเลยอยากจะเกิดเป็นคนในตระกูลของนายจริง ๆ ที่อยากทำอะไรก็ทำ ตอนฉันอยู่ในตระกูลฉันต้องถูกกดดันให้ฝึกฝนอย่างหนัก เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันขี้เกียจฉันก็จะถูกลงโทษจนหลังลาย”

“ความจริงแล้วตระกูลฉันก็ไม่ได้สบายอย่างที่นายคิดหรอก ยิ่งพวกเรามีความสามารถมากเท่าไหร่พวกเราก็ยิ่งจะต้องแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้มากขึ้นเท่านั้น”

“ตราบใดก็ตามที่นายมีพลังเกินระดับราชากฎ นายก็จะต้องเข้าสู่สวนสายลมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจของตระกูล ถึงแม้ในวันธรรมดาพวกเราจะได้รับอิสระทำอะไรก็ได้ แต่ในวันที่มีภัยพวกเราก็ต้องแบกรับอันตรายไปพร้อมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของตระกูลด้วยเหมือนกัน” เซี่ยเฟยตบไหล่หลางซุนเย่ด้วยรอยยิ้ม

“ในสกายวิงมันไม่มีคนธรรมดาอยู่เลยหรือไง? ทำไมแม้แต่นายก็เป็นคนบ้าเหมือนกับพวกเขาไปด้วย” หลางซุนเย่กระซิบออกมาเบา ๆ

หลังจากนั้นทั้งสามก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน ซึ่งเซี่ยเฟยก็ไม่ได้สนใจเลยที่เขาจะถูกเรียกว่าคนบ้า เพราะสำหรับเขาแล้วคำ ๆ นี้มันถือว่าเป็นคำชม แน่นอนว่าทุกคนในสกายวิงก็มีความคิดไม่ต่างไปจากเขาด้วยเช่นกัน

เมื่อเดินลึกเข้าไปบนบันไดพวกเขาก็ได้พบกับอาคารต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างจะถูกสร้างขึ้นมาในสไตล์โบราณ คล้ายกับว่าทุกอย่างในดินแดนค่อนข้างที่จะยึดติดกับวัฒนธรรมในสมัยโบราณจริง ๆ

อย่างไรก็ตามลักษณะภายนอกของอาคารโบราณเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ภายในตัวอาคารจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัย กลุ่มมังกรฟ้าถือว่าเป็นกลุ่มนักสู้ชั้นยอดของฝั่งเทพ อุปกรณ์ภายในอาคารจึงล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์ระดับสูงเท่าที่พวกเขาจะสามารถจัดสรรมาให้กับคนของตัวเองได้

ท้ายที่สุดสมาชิกของกลุ่มมังกรฟ้าก็คือรากฐานของเผ่าเทพ การสนับสนุนที่ถูกจัดสรรลงมาจึงเป็นเงินปริมาณมหาศาลยากที่ใครจะจินตนาการถึง

เฝิงซินเหนียนนำเซี่ยเฟยตรงไปยังอนุสาวรีย์ทองคำขนาดใหญ่ ซึ่งอนุสาวรีย์นี้เป็นอนุสาวรีย์สี่เหลี่ยมจตุรัสที่มีความกว้างด้านละ 100 เมตร และบนอนุสาวรีย์มีตัวเลขและชื่อถูกสลักไว้เป็นจำนวนมาก

“นี่คือกระดานจัดอันดับนักรบสวรรค์ 100 รายชื่อที่ถูกสลักอยู่ในอนุสาวรีย์นี้คือนักรบ 100 อันดับแรกที่แข็งแกร่งที่สุดภายในกลุ่มของเรา ทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นจักรพรรดิด้วยกันทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น” เฝิงซินเหนียนกล่าวแนะนำอย่างตื่นเต้น

“จักรพรรดิหมดเลย!? การสอนของกลุ่มมังกรฟ้ามีประสิทธิภาพมากขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถามด้วยความประหลาดใจ

“ปกตินักรบแต่ละคนจะมีพื้นฐานการฝึกฝนที่ดีจากตระกูลของตัวเองมาอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเราทำมีเพียงแค่การชี้แนะเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น คนส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนกับนายที่มาลงทะเบียนกับกลุ่มมังกรฟ้าเพื่อคอยหาคู่ต่อสู้ประลองเพื่อวัดฝีมือเท่านั้น และจะกลับไปฝึกฝนในพื้นที่ตระกูลของตัวเอง” เฝิงซินเหนียนกล่าวอธิบาย

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าในดินแดนกฎจะมีจักรพรรดิอยู่เยอะขนาดนี้ แต่ทำไมฉันถึงไม่เห็นชื่อของผู้อาวุโสเซี่ยบูหยุนกับผู้อาวุโสเซี่ยเทียนเลย หรือว่าพลังของพวกเขาไม่มากพอจะติดลำดับรายชื่อนักรบสวรรค์?” เซี่ยเฟยถาม

“ผู้อาวุโสทั้งสองมีพลังอยู่ในระดับไหนแล้ว รายชื่อของพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องมาอยู่ในอนุสาวรีย์พวกนี้หรอก อีกอย่างรายชื่อที่ถูกแกะสลักต่างก็เป็นรายชื่อของนักรบรุ่นเยาว์ เจ้าของชื่อทุกชื่อต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอายุไม่เกิน 30 ปี” หลางซุนเย่กล่าวขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ

คราวนี้มันก็ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกตกตะลึงอย่างแท้จริง เพราะอายุขัยในดินแดนกฎเป็นสิ่งที่ยาวนานมาก นักรบหลาย ๆ คนมีอายุหลายร้อยหรืออาจจะหลายพันปีด้วยซ้ำ สำหรับดาวโลกผู้ที่มีอายุ 30 ปีอาจจะเรียกว่าวัยกลางคน แต่สำหรับที่นี่ผู้มีอายุ 30 ปีก็เป็นเพียงแค่นักรบรุ่นเยาว์

“ลองมาดูทางนี้สิ” เฝิงซินเหนียนโบกมือเรียกเซี่ยเฟยไปทางพื้นที่อีกด้านหนึ่งของอนุสาวรีย์ โดยพื้นที่บริเวณนี้มีรายชื่ออยู่นับพัน เพียงแต่รายชื่อแต่ละรายชื่อไม่ได้โดดเด่นมากนัก เพราะมันเป็นตัวอักษรเล็ก ๆ ที่ถูกแกะสลักติด ๆ กันจนลายตาไปหมด

“นี่คือรายชื่ออัจฉริยะทั้งหมด ในปัจจุบันอัจฉริยะทุกคนต่างก็มีอายุต่ำกว่า 30 ปีและพลังของพวกเขาทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่มีระดับราชากฎขึ้นไป”

“แค่ดูรายชื่อพวกนี้นายก็น่าจะรู้แล้วว่ากลุ่มมังกรฟ้าเป็นแหล่งรวมตัวของอัจฉริยะ นักรบผู้มีพรสวรรค์ทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่อยากจะมาเข้าร่วมกับกลุ่มมังกรฟ้าของพวกเราทั้งนั้น” เฝิงซินเหนียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ และคำอธิบายของอีกฝ่ายมันก็ช่วยให้เซี่ยเฟยตระหนักถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกลุ่มมังกรฟ้ามากยิ่งขึ้น

“1,067 คน!? ในดินแดนกฎมีราชากฎอายุน้อยกว่า 30 ปี 1,067 คนเลยงั้นเหรอ?!” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

“ความเป็นจริงมันก็มีอัจฉริยะชั้นนำบางคนถูกนำตัวขึ้นสู่เบื้องบนตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนผู้ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบของตระกูลอย่างผู้อาวุโสเซี่ยบูหยุนหรือผู้อาวุโสเซี่ยเทียนก็ไม่มีรายชื่อภายในกระดานจัดอันดับนักรบสวรรค์ด้วยเหมือนกัน สิ่งที่นายเห็นอยู่จึงเป็นเพียงแค่การประมาณการคร่าว ๆ เท่านั้น”

“ในกลุ่มดาวม้าขาวมีตระกูลขนาดใหญ่อยู่หลายร้อยตระกูล และแต่ละตระกูลก็มีจักรพรรดิกฎคอยดูแลตระกูลอยู่อย่างน้อย 1 คน ยกเว้นตระกูลของนายมีจักรพรรดิกฎภายในตระกูลถึง 5 คนแล้ว แต่จำนวนที่ฉันบอกออกมานี้เป็นเพียงจำนวนนักรบเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในแดนเทพมันก็ยังมีนักรบจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ อีกอย่างมากมาย”

“ขนาดประชากรของมนุษย์ภายในแดนเทพจัดอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น มันยังมีเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าพวกเราอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ถึงแม้ว่ามันจะมีจักรพรรดิกฎถูกนำขึ้นสู่เบื้องบนเป็นระยะ ๆ แต่จำนวนจักรพรรดิกฎที่ยังคงอยู่ในดินแดนกฎก็ไม่เคยน้อยกว่า 100,000 คนอยู่ดี”

“การที่มันมีอัจฉริยะเป็นจักรพรรดิกฎตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงแค่ 1% จากจักรพรรดิกฎทั้งหมด มันก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอะไร”

หลังจากฟังคำอธิบายของเฝิงซินเหนียน เซี่ยเฟยก็ได้เปิดความรู้ของเขาให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ไม่ว่ายังไงดินแดนกฎก็มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก และมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอย่างที่เฝิงซินเหนียนว่าที่จะมีจักรพรรดิอายุน้อยอยู่ในเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 คน

“ในรายชื่อนี้มีอัจฉริยะจากเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่กี่คนงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถาม

“มีคนเดียว” หลางซุนเย่กล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“น้อยขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยอุทานอย่างประหลาดใจ

“เผ่ามนุษย์ของพวกเรามีระยะเวลาในการเติบโตค่อนข้างช้า แค่การพัฒนากระดูกให้สมบูรณ์เพียงอย่างเดียวมันก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ขณะที่เผ่าพันธุ์อื่น ๆ สามารถโตเต็มที่ในระยะเวลาเพียงแค่ 10 กว่าปีเท่านั้น มันเลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่จำนวนอัจฉริยะของเราจะมีจำนวนน้อยขนาดนี้” หลางซุนเย่กล่าวขึ้นมาเบา ๆ

ทันใดนั้นเซี่ยเฟยก็นึกถึงเผ่าพันธุ์ไลอ้อนฮาร์ท เพราะแม้แต่เด็ก ๆ ในตระกูลนี้ก็มีร่างกายสูงใหญ่มากกว่าผู้ใหญ่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์มาก แสดงให้เห็นว่าสภาพร่างกายส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนด้วยเช่นกัน แล้วมันก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเผ่าพันธุ์มนุษย์ถึงเป็นเผ่าพันธุ์กลาง ๆ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาต้องใช้เวลาในการเติบโตยาวนานเกือบ 20 ปี

“เหตุผลหลักที่พวกเราอยากจะให้นายเข้าร่วมกับกลุ่มมังกรฟ้า นั่นก็เพราะว่าการพัฒนาของนายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงแค่ไม่นานนายก็พัฒนาจนกลายเป็นราชากฎแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่นายกลายเป็นจักรพรรดิกฎและเข้าสู่รายชื่อนักรบสวรรค์ เมื่อนั้นมันก็จะช่วยยกระดับเผ่าพันธุ์ของพวกเราให้สูงกว่าเดิม” หลางซุนเย่กล่าวขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

เซี่ยเฟยเลือกที่จะนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไรว่าในตอนนี้เขาได้มีพลังถึงระดับจักรพรรดิกฎแล้ว เพียงแต่ว่าสหายทั้งสองไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดไปในก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง

ในระหว่างที่ทั้งสามเดินลึกเข้าไปในทางเดิน โอโร่ที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดก็เริ่มพูดขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วย

“จุดเด่นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่ได้อยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่อยู่ในช่วงหลังต่างหาก ดังนั้นถึงแม้ว่าสมาชิกรุ่นใหม่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่โดดเด่น แต่สมาชิกรุ่นเก่าของเผ่าพันธุ์มนุษย์กลับมีพลังสูงมาก”

“เมื่อไหร่ก็ตามที่นายได้เข้าไปในเผ่าเทพ นายจะเข้าใจเองว่านักรบชั้นยอดของฝั่งเทพส่วนใหญ่ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักรบที่มาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด โดยเฉพาะนักรบจากตระกูลสกายวิงของนายที่จะมีความโดดเด่นมากกว่านักรบตระกูลอื่นมากเป็นพิเศษ”

“เรื่องการจัดอันดับอะไรนั่นนายไม่ต้องไปสนใจอะไรมันหรอก นายเพิ่งจะเดินทางเข้ามาในดินแดนกฎได้กี่วัน แต่นายก็กลายเป็นจักรพรรดิกฎได้แล้ว ในวันนี้ฉันกล้าบอกกับนายตรงนี้ได้เลยว่าฉันไม่เคยเห็นใครพัฒนาได้เร็วเท่ากับนายแล้ว”

จากนั้นเฝิงซินเหนียนก็พาเซี่ยเฟยเข้าไปในสำนักทะเบียนเพื่อลงทะเบียน ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้รับป้ายเงินที่มีตราสัญลักษณ์ของกลุ่มมังกรฟ้ามาเป็นป้ายประจำตัวของตัวเอง

“ภายในกลุ่มจะมีป้ายทองแดง, ป้ายเงินและป้ายทอง ตราบใดก็ตามที่นายพัฒนาจนกลายเป็นจักรพรรดิกฎแล้ว ป้ายของนายก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสีทองทันที” เฝิงซินเหนียนอธิบาย

เซี่ยเฟยเก็บป้ายมังกรฟ้าเอาไว้ในแหวนมิติอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเขาต้องการที่จะมาลงทะเบียนที่นี่เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาฝึกซ้อมจริง ๆ จัง ๆ ที่กลุ่มมังกรฟ้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เฝิงซินเหนียนรู้มานานแล้วว่าเซี่ยเฟยไม่ได้ให้ความสนใจกลุ่มมังกรฟ้ามากขนาดนั้น ซึ่งหลังจากที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้พาสหายตรงไปยังอาคารสี่เหลี่ยมสีทองขนาดใหญ่ที่มีป้ายแขวนไว้ด้วยชื่อว่าอาคารวินด์, เรน, สตอร์มและธันเดอร์

เมื่อเดินเข้ามาในอาคารธันเดอร์ เซี่ยเฟยก็ได้พบกับจักรพรรดิกฎผู้มีตราสีทองกำลังฝึกซ้อมการต่อสู้แบบตัวต่อตัว

“นี่คือจุดที่นักรบของเราใช้ในการประลองฝีมือกัน ถ้าหากว่านายต้องการจะหาคู่ซ้อม นายก็เข้ามาหาคู่ซ้อมที่นี่ได้เลย แต่ระหว่างการต่อสู้นายห้ามประมาทอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ว่ายังไงมันก็เป็นการต่อสู้ที่เสี่ยงอันตรายจริง ๆ” เฝิงซินเหนียนอธิบายขึ้นมาเบา ๆ

แม้ว่าเขาจะเป็นนายน้อยของกลุ่มมังกรฟ้า แต่ภายในอาคารก็มีจักรพรรดิกฎอยู่อย่างมากมาย แล้วมันก็มีนักรบหลาย ๆ คนที่ไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจสถานะของเขา

อาคารแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากจนสามารถมองเห็นนักรบที่กำลังประลองกันจนสุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้มันก็ยังมีการใช้พลังกฎในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมากมาย และมันก็เริ่มกระตุ้นความอยากให้เซี่ยเฟยลองไปประลองกับคนอื่นดู

ทันใดนั้นมันก็มีร่าง ๆ หนึ่งกระเด็นลงมาจากด้านบนร่วงหล่นลงมาตรงหน้าของเซี่ยเฟยพอดิบพอดี ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้เห็นว่าเธอคนนี้เป็นหญิงสาวคุ้นหน้าที่กำลังได้รับบาดเจ็บ

เมื่อหญิงสาวปรากฏตัวขึ้นมามันก็ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงในทันที ก่อนที่ดวงตาของเซี่ยเฟยมันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดอย่างฉับพลัน

***************

สาวคนนั้นทุกคนคิดว่าใคร? แอวริล, เซียวรั่วหยู, เยว่เกอหรือมู่ฟู่ผิง? อิอิ

จบบทที่ ตอนที่ 863 รายชื่อนักรบสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว