เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 สุนัขจิ้งจอก

บทที่ 33 สุนัขจิ้งจอก

บทที่ 33 สุนัขจิ้งจอก


ทุกคนเริ่มจะปรับตัวเข้ากับการเล่นมุกเป็นระยะของหลี่อังได้แล้ว ถึงแม้ในใจจะอยากด่าแค่ไหน แต่บนใบหน้าก็ยังคงนิ่งเฉยไม่มีอารมณ์ใดๆ

หลังจากฝังทุ่นระเบิดเสร็จสิ้น ทีมภารกิจก็เดินออกจากห้องใต้ดิน พวกเขาเฝ้าดูหลี่อังหยิบมอเตอร์ เครื่องเชื่อม และเศษเหล็กพะรุงพะรังออกมาประกอบร่างอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาทีเขาก็เนรมิตเครื่องดูดฝุ่นขึ้นมาเครื่องหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มดูดฝุ่นจากพื้นแล้วพ่นเข้าไปในห้องใต้ดินเพื่อกลบร่องรอยฝีเท้า

ต่อมา ทุกคนก็ไปตามจุดต่างๆ ในวัดกู๋หานเพื่อติดตั้งระเบิดดักสังหารในรูปแบบต่างๆ เนื่องจากวันเลี้ยงฉลองปีศาจใกล้เข้ามาทุกที อีกไม่นานวัดแห่งนี้จะเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ ดังนั้นระเบิดพวกนี้จึงต้องใช้ระบบจุดระเบิดด้วยรีโมตคอนโทรล เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเผลอไปเหยียบเข้าจนระเบิดเอง

จากนั้น ทีมภารกิจก็ได้วางแผนซุ่มฆ่าซันเซียวโดยอาศัยข้อมูลจากไฉชุ่ยเฉี่ยว รวมกับสภาพภูมิประเทศของวัดกู๋หาน แผนการนี้รวมไปถึงวิธีการรับมือกับพวกปีศาจที่เคยมาเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านๆ มาด้วย

เวลาหมุนผ่านไปอีกห้าวัน ในช่วงนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างราบรื่นเป็นปกติ

คืนวันที่หก ทีมภารกิจที่เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้เต็มรูปแบบ ต่างก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อนในห้องพักที่ได้รับจัดสรรไว้

ในช่วงเวลาเที่ยงคืน หลี่อังนอนอยู่บนเตียงพลางคุยเล่นกับไฉชุ่ยเฉี่ยวเกี่ยวกับโลกในมุมมองของวิญญาณ

หลี่อังเอ่ยถาม "พอมนุษย์ตายไปแล้วกลายเป็นวิญญาณเนี่ย ไม่มีพวกเจ้าหน้าที่จากยมโลกอย่างยมทูตขาวดำ หรือยมทูตหัววัวหน้าม้ามาคุมตัววิญญาณไปบ้างเหรอ?"

ไฉชุ่ยเฉี่ยวตอบว่า "ตามปกติมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นเจ้าค่ะ แต่ก็เหมือนกับพวกมือปราบหรือเจ้าหน้าที่ในโลกมนุษย์นั่นแหละ ยมทูตขาวดำเองก็มีจุดที่ดูแลไม่ทั่วถึงเหมือนกัน วิญญาณที่ตายโหงบางตนจึงกลายเป็นผีเร่ร่อนที่รอดจากการถูกคุมตัวไปนานเข้า พอได้รับการหล่อเลี้ยงจากไอแค้นและพลังหยินก็อาจจะฝึกฝนจนกลายเป็นผีร้ายที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ไม่ก็กลายเป็นพญามาร หรือไม่ก็โดนพวกนักพรตหลวงจีนที่ผ่านมาจัดการไปก่อน"

ไฉชุ่ยเฉี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับกลัวหลี่อังจะเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายต่อ "แน่นอนว่ายังมีวิญญาณธรรมดาบางส่วนที่ไม่ได้มีความแค้นลึกล้ำอะไร เพียงแค่กระดูกถูกฝังอยู่ในชัยภูมิที่เป็นจุดรวมพลังหยิน ทำให้วิญญาณสลายไปไม่ได้ วิญญาณพวกนี้จะอยู่ร่วมกับคนเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ และในกรณีพิเศษ วิญญาณก็อาจจะช่วยเหลือคนเป็นได้ด้วยนะเจ้าคะ"

หลี่อังพยักหน้าเห็นพ้องพลางนึกไปถึงเรื่องหนึ่งใน 'บันทึกเยวี่ยเวยเฉ่าถัง' หรือที่รู้จักกันในชื่อบันทึกในกระท่อมไม้ไผ่ ซึ่งเคยเขียนถึงเรื่องราวของวิญญาณที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือมนุษย์เอาไว้ว่า...

ในตำบลหนานเซียง อำเภอกวางตง มีชายคนหนึ่งนามว่าตระกูลเลี่ยว เขาได้รวบรวมโครงกระดูกที่ไร้ญาติแถวหมู่บ้านมาฝังรวมกัน และสร้างสุสานให้ พวกเขาเรียกที่นั่นว่า 'สุสานคุณธรรม'

ต่อมา เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่รอบๆ อำเภอกวางตง ชายแซ่เลี่ยวฝันเห็นคนประมาณร้อยกว่าคนมายืนออกันอยู่ที่หน้าบ้านของเขา หนึ่งในนั้นเดินเข้ามาบอกเขาว่า "ผีโรคระบาดกำลังจะมาถึงแล้ว พวกเราหวังว่าท่านจะช่วยเผาธงรบกระดาษสักสิบกว่าผืน และดาบไม้หุ้มฟอยล์ดีบุกสักร้อยเล่ม เพื่อให้พวกเราใช้ต่อสู้กับผีโรคระบาด เป็นการตอบแทนบุญคุณของคนในหมู่บ้าน"

ชายแซ่เลี่ยวเดิมทีก็เป็นคนใจบุญอยู่แล้ว เขาจึงทำตามคำขอในความฝัน เผาธงรบกระดาษและดาบไม้หุ้มฟอยล์ให้

ไม่กี่คืนหลังจากนั้น คนในหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าทอและเสียงอาวุธกระทบกันดังมาจากนอกหมู่บ้าน ราวกับมีการสู้รบของกองทัพใหญ่ จนกระทั่งรุ่งเช้าเสียงเหล่านั้นจึงค่อยๆ เงียบหายไป

ในเหตุการณ์โรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายในอำเภอกวางตงครั้งนั้น ไม่มีคนในหมู่บ้านนี้ติดโรคเลยแม้แต่คนเดียว

"เรื่องราววิญญาณในแง่มุมที่งดงามเช่นนี้ ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในหนังสือรวมเรื่องวิญญาณอย่าง 'เยวี่ยเวยเฉ่าถัง', 'เหลียวไจจื้ออี้' ตลอดจน 'โหย่วหยางจ๋าจู่' ข้อมูลเหล่านี้เมื่อประกอบกับคำบอกเล่าของไฉชุ่ยเฉี่ยว ยิ่งช่วยฉายภาพเบื้องหลังของโลกวิญญาณให้หลี่อังเห็นเด่นชัดขึ้น ว่าระหว่างคนและผีนั้น ยังมีพื้นที่แห่งการเกื้อกูลที่อยู่เหนือความหวาดกลัว"

ขณะที่หลี่อังกำลังฟัง 'เรื่องเล่าจากปากผี' อย่างเพลิดเพลิน เขาก็ได้ยินเสียงท่องบทกวีดังมาจากนอกวัด ตามด้วยเสียงถกเถียงและเสียงทะเลาะวิวาทของคนสองคน จากนั้นก็เป็นเสียงด่าทอ และผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเสียงเหมือนคนกำลังรุมสกรัมกัน

ผีเหรอ?

หลี่อังเลิกคิ้วขึ้น วิญญาณตนหนึ่งที่อยู่นอกกำแพงตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน "ไอ้หมอนี่มันกล้าวิจารณ์บทกวีของข้าเสียยับเยิน มันน่าแค้นใจนัก ข้าเลยจัดหนักให้มันไปชุดใหญ่ เอาแบบนี้ละกัน ท่านผู้มีการศึกษาที่อยู่ในวัด ท่านลองฟังบทความของข้าดูหน่อย แล้วช่วยวิจารณ์ให้ที"

ว่าแล้ว วิญญาณตนนั้นก็เริ่มท่องบทกวีที่ตัวเองแต่งขึ้นมาเสียงดังลั่น พลางท่องไปพลางปรบมือให้จังหวะตัวเองไปด้วย

บทกวีนั้นยาวเหยียดนับร้อยวรรค ส่วนวิญญาณอีกตนที่ถูกซ้อมก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด พลางหัวเราะเยาะว่าบทความนั้นช่างห่วยแตกสิ้นดี

หลี่อังยืนฟังอยู่ริมหน้าต่าง พูดกันตามตรง บทกวีนี้เขียนได้ธรรมดามาก ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเศรษฐีที่ดินบ้านนอกที่ไม่มีความรู้แต่พยายามขุดเอาคำหรูๆ มาผสมปนเปกันเพื่อสร้างภาพว่าเป็นผู้ทรงภูมิ

"ท่านคิดว่า บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"

หลี่อังเดาะลิ้นแล้วยิ้มตอบ "ผมสุขภาพไม่ค่อยดีน่ะครับ เกรงว่าคงจะรับ 'หมัดหนักๆ' บทกวีห่วยๆ ของพ่อหนุ่มไม่ไหวหรอก"

สิ้นเสียงหลี่อัง ผีที่โดนซ้อมก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ ส่วนผีที่ท่องบทกวีถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ก่อนจะเดินจากไปด้วยความโมโห พลางบ่นงึมงำว่า "ไร้สาระที่สุด!"

เมื่อผีทั้งสองตนจากไป วัดก็กลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง หลี่อังและไฉชุ่ยเฉี่ยวสบตากัน

ผ่านพ้นคืนนี้ไปก็จะเข้าสู่วันที่เจ็ด ซึ่งเป็นวันสุดท้ายตามกำหนดเวลาภารกิจของระบบ พวกผีปีศาจที่จะมาร่วมงานเลี้ยงฉลอง พรุ่งนี้พวกมันก็จะมาถึงกันหมดแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนกำลังต้มน้ำทำมื้อเช้าอยู่ในวัด พวกเขาเห็นว่าว่านหลี่เฟิงเตามีรอยคล้ำใต้ตาที่ค่อนข้างหนา สิงเหอโฉ่วจึงเอ่ยถาม "เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ?"

"อย่าให้พูดเลย" ว่านหลี่เฟิงเตาตอบอย่างเนือยๆ "เมื่อคืนผมฝัน เห็นเงาหลังอันงดงามในชุดนางสนมกำลังทำความสะอาดจัดของอยู่ในห้องผม

เงาหลังนั่นหุ่นดีสุดๆ ผมเลยลุกจากเตียงโดยสัญชาตญาณ กะว่าจะเดินไปดูหน้าเธอหน่อย ในใจก็คิดว่าเผื่อจะพัฒนาฝันนี้ให้กลายเป็นฝันหวานได้บ้าง

"ทว่าพอเธอได้ยินเสียงฝีเท้าแล้วหันขวับกลับมา หุ่นน่ะใช่เลย... ทรวดทรงองค์เอวเย้ายวนสะดุดตา แต่ใบหน้านี่สิ! กลับกลายเป็นชายฉกรรจ์หน้าดำทะมึน หนวดเคราเฟิ้มรุงรัง รูปร่างกำยำบึกบึนราวกับเตียวหุย ใบหน้าดุดันถอดแบบมาจากลีขุยไม่มีผิดเพี้ยน!"

ตอนนั้นผมถึงกับ 'หด' ทันที นอนตาค้างอยู่บนเตียงทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเนี่ย"

จากฝันหวานกลายเป็นฝันร้าย สิงเหอโฉ่วและหลวงจีนหุ่ยปิ่งยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่หลี่อังกลับพยักหน้าอย่างใช้ความคิด "มันอาจจะไม่ใช่แค่ฝันก็ได้นะ"

"ฮะ?" ว่านหลี่เฟิงเตาสะดุ้งโหยง เขาไม่ได้กลัวพวกผีปีศาจหรอกนะ แต่ถ้าไอ้ปีศาจหน้าลีขุยตัวเมียเมื่อคืนเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ใครจะไปรู้ว่ามันคิดจะทำอะไรกับเขาบ้าง

จะให้เขา 'เก็บสบู่' รึไง?

เขาถึงกับขนลุกซู่ กำลังจะเอ่ยปากถามให้ชัดเจน ก็เห็นหลี่อังวิ่งจี๋เข้าไปในห้องของเขาเสียแล้ว

ภายในห้องของว่านหลี่เฟิงเตาทุกอย่างดูเป็นปกติ เพียงแต่ในอากาศมีกลิ่นหอมบางๆ ลอยวนอยู่

ฟุดฟิด ฟุดฟิด...

หลังจากดมแยกแยะอย่างละเอียด กลิ่นหอมจางๆ นั่นเหมือนจะมีกลิ่นสาบปนอยู่ด้วย?

หลี่อังขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาถีบตัวขึ้นจากพื้น ใช้เท้าถีบกำแพงสองทีแล้วยึดขื่อหลังคาไว้ด้วยมือเดียว

เขาพลิกตัวขึ้นไปบนขื่ออย่างคล่องแคล่วราวกับแมว และพบว่า 'สุภาพบุรุษบนขื่อ' ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ขนสีเทาดำ หนวดยาวเฟิ้มตัวหนึ่ง กำลังนอนหมอบอยู่บนขื่อเช่นกัน

"สวัสดีพ่อหนุ่ม?" หลี่อังชิงทักก่อน

"......" จิ้งจอกดำชะงักอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงทุ้มพร่าแบบชายวัยกลางคนออกมาด้วยสำเนียงฮกเกี้ยนอันเป็นเอกลักษณ์ว่า "ลื้อ... หวัดลี?" (สวัสดี?)

หลี่อังนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะโพล่งถามออกไปว่า "นี่นาย... เป็นจิ้งจอกมาจากมณฑลฮกเกี้ยนเหรอ?"

"เอ๊ะ?" จิ้งจอกดำตาโตด้วยความตกใจ "ลื้อ... ลื้อลู้ล่ายพรรค์นั้นล่ายพรือว่าอั๊วเป็นจิ้งจอกฮกเกี้ยนเนี่ย!" (รู้ได้ยังไงว่าข้าเป็นจิ้งจอกฮกเกี้ยนเนี่ย!)

"หึๆ" หลี่อังหัวเราะในลำคอ "ก็เพราะภาษาจีนกลางของนายมัน 'เหน่อ' จนปิดไม่มิดเลยน่ะสิ"

..........

จบบทที่ บทที่ 33 สุนัขจิ้งจอก

คัดลอกลิงก์แล้ว