- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 45 ตระกูลจางแบ่งเนื้อ
บทที่ 45 ตระกูลจางแบ่งเนื้อ
บทที่ 45 ตระกูลจางแบ่งเนื้อ
จางฮวาเฉิงได้รับข่าวแล้วว่าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เขาจึงรีบขนโต๊ะออกมาตั้งหน้าบ้าน แล้วขุดเอาเนื้อหมูป่าและเนื้อหมาป่าที่ฝังไว้ในกองหิมะออกมาวางเตรียมแจกจ่าย
แจกเนื้อก่อน แล้วค่อยแอบเอาจักรเย็บผ้าเข้าไปทีหลัง
แม่และฮวาหลิงรีบวิ่งไปตามญาติพี่น้องตระกูลจางมารับส่วนแบ่ง เอ้อร์โก่วรับหน้าที่สับเนื้อ ส่วนเถี่ยจู้ที่อยากจะช่วยงานใจจะขาดกลับถูกจางฮวาเฉิงไล่กลับบ้านไป
ขืนให้มันอยู่ช่วย เดี๋ยวพ่อแม่มันแห่มาทวงเนื้ออีก จะยุ่งกันใหญ่
เฉินโหย่วเต๋อได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งออกมาดู พอเห็นกองเนื้อบนโต๊ะก็ตาลุกวาวด้วยความอิจฉา รีบวิ่งกลับไปตามซุนลี่ออกมา
“โอ้โห ล่าได้ทั้งหมูป่าทั้งหมาป่าเลยเหรอเนี่ย? ฮวาเฉิงพวกเธอเก่งจริงๆ นี่กำลังจะแจกเนื้อเหรอจ๊ะ?”
หลังจากเถียงกันในลานบ้านอยู่พักใหญ่ ซุนลี่ก็เดินยิ้มร่าเข้ามาหา
เฉินโหย่วเต๋อยืนชะโงกหน้ามองอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง
“ใช่ แจกเนื้อ” จางฮวาเฉิงใช้เชือกฟางมัดเนื้อเป็นก้อนๆ ก้อนละประมาณ 5-6 จิน ตระกูลจางคนน้อย แบ่งกันแค่นี้สบายมาก
สาเหตุที่ออกมาแจกหน้าบ้าน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นของดีๆ ในบ้านและในลานบ้านนั่นเอง
พอได้ยินคำว่าแจกเนื้อ ซุนลี่ก็ยิ้มหน้าบาน “เนื้อก้อนใหญ่ขนาดนี้เชียว? เยอะกว่าตอนกองพลเชือดหมูแจกอีกนะเนี่ย น้าขอเลือกสักชิ้นได้ไหม? เนื้อหมาป่าแจกยังไง? มีมันหมาป่าเหลือไหม?”
เธอกลืนน้ำลายเอื้อก วางแผนเมนูอาหารกลางวันไว้ในหัวเสร็จสรรพ
“ไม่ได้แจกให้น้าครับ นี่เนื้อของตระกูลจาง เกี่ยวอะไรกับตระกูลเฉิน?” จางฮวาเฉิงปรายตามอง ยัยป้านี่ฝันกลางวันอยู่หรือไง จะเอาทั้งเนื้อทั้งมัน
ลืมไปแล้วหรือไงว่าปกติรังแกหวังหลินไว้ยังไงบ้าง?
“ทำไมจะไม่เกี่ยว? แจกเนื้อทำไมไม่มีส่วนของตระกูลเฉินเราบ้าง? เฉินเปียวก็เป็นคนตระกูลเฉินไม่ใช่เหรอ? ทำไมแกมีสิทธิ์ตัดสินใจคนเดียว?”
เฉินโหย่วเต๋อได้ยินแล้วของขึ้น พุ่งเข้ามาโวยวาย
ลูกชายสองคนของเขาวิ่งตามออกมา พอเห็นเนื้อก็ร้องจะกินเนื้อ
“ไสหัวไป!”
เอ้อร์โก่วไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกปืนยาวแบบ 54 ขึ้นเล็งเฉินโหย่วเต๋อ
เฉินโหย่วเต๋อสะดุ้งโหยง รีบละล่ำละลัก “เอ้อร์โก่ว แกจะทำอะไร อย่าเอาปืนมาจ่อคนสิ ปืนเขาให้เอาไปล่าสัตว์นะ คิดจะก่อกบฏหรือไง? เก็บปืนเดี๋ยวนี้!”
“ไอ้แม่ย้อย!”
เอ้อร์โก่วด่าสวน กระชากลูกเลื่อนขึ้นลำกล้องเตรียมยิง
“แม่จ๋า ช่วยด้วย!”
เฉินโหย่วเต๋อกลับหลังหันวิ่งหนีสุดชีวิต แต่วิ่งไปได้สองก้าวก็สะดุดขาตัวเองล้มหน้าคะมำ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งเข้าบ้านปิดประตูล็อคกลอนแน่นหนา
ถ้าเป็นจางฮวาเฉิงเขาคงไม่กลัวเท่าไหร่ แต่กับเอ้อร์โก่ว... ไอ้หมอนี่มันบ้าจริง ยิงจริงแน่! ใครๆ ในกองพลก็รู้กิตติศัพท์มันดี
“เอ้อร์โก่ว แกทำอะไร!”
เฉินหมิงถังพาคนตระกูลเฉินกลุ่มหนึ่งมาดูเหตุการณ์ พอเห็นฉากเมื่อกี้เข้าก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามาห้าม
“ยิงหมาครับ”
เอ้อร์โก่วกลอกตาใส่ ทำหน้าเบื่อหน่าย
จางฮวาเฉิงส่งสัญญาณให้เขาลดปืนลง
พอเห็นเอ้อร์โก่วเก็บปืน ซุนลี่ที่เตรียมจะวิ่งหนีก็เริ่มแผดเสียงร้องโวยวาย “หัวหน้าเฉิน! หัวหน้าเฉินคะ! ดูพวกมันสิ ล่าหมูป่าล่าหมาป่ามาได้ตั้งเยอะ แต่แจกแค่ตระกูลจาง ไม่เห็นหัวตระกูลเฉินเราเลย นี่มันรังแกกันชัดๆ ตระกูลเฉินเราก็มีเจ้าหน้าที่เฝ้าป่าเหมือนกันนะ!”
“หา? ให้แต่ตระกูลจาง?”
“ทำไมวะ?”
“เอาเปรียบกันนี่หว่า!”
คนตระกูลเฉินที่ตามมาเริ่มส่งเสียงฮือฮา ไม่พอใจ เฉินหมิงถังเองก็แปลกใจ ไม่นึกว่าจะมีหมาป่าด้วย ไหนว่าได้แค่หมูป่าตัวเดียว?
ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงไปล่าหมาป่า?
พอมองไปที่เนื้อกองโตกว่าสองร้อยจินบนโต๊ะ ทุกคนก็ตาลุกวาวด้วยความอิจฉา บางคนทำท่าจะเข้ามายื้อแย่ง แต่ก็โดนเอ้อร์โก่วเอาปืนดันกลับไป
“นี่เนื้อที่ผมล่ามา ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลเฉิน ส่วนเฉินเปียวเจ้าหน้าที่เฝ้าป่าของพวกคุณ เมื่อคืนกลัวจนหัวหดหนีกลับมานอนบ้าน ไม่ยอมเฝ้าเขาด้วยซ้ำ ถ้าอยากกินเนื้อก็บอกให้มันเข้าป่าไปล่าเอาเองสิ”
จางฮวาเฉิงจงใจพูดเสียงดังเพื่อบีบให้เฉินเปียวไม่มีที่ยืน
“เฉินเปียวไม่ได้ไปเมื่อคืนเหรอ?”
เฉินหมิงถังขมวดคิ้ว
ฮวาเฉิงกับเอ้อร์โก่วไปกันหมด แต่คนตระกูลเฉินดันหนีกลับมานอน?
“ฮวาเฉิง อามาขอรับส่วนแบ่งจ้ะ!”
หญิงวัยกลางคนร่างผอมบางหิ้วตะกร้าผักวิ่งเข้ามาหา หน้าตาตื่นเต้น “ฮวาเฉิง แม่แกให้มาเอาเนื้อ... คุณพระช่วย! เนื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
คนที่มาคืออาสะใภ้รองของจางฮวาเฉิง พอเห็นเนื้อกองโตก็ตาโตเท่าไข่ห่าน
“อาสะใภ้ เอาตะกร้ามาครับ!”
จางฮวาเฉิงกวักมือเรียก
อาสะใภ้รีบส่งตะกร้าให้
“นี่เนื้อหมูประมาณ 5-6 จิน แล้วก็กระดูกหมูอีกหลายชิ้น เอาไปต้มซุปกินนะครับ พรุ่งนี้ถ้าว่างแวะไปบ้านแม่ผมหน่อย ไปแบ่งเอาน้ำมันหมาป่ากับน้ำมันหมูมาเก็บไว้ใช้ บ่ายนี้จะเริ่มเจียวน้ำมันกัน น้ำมันหมาป่าทาแก้แผลน้ำกัดเท้าได้ดีมาก”
จางฮวาเฉิงหยิบเนื้อใส่ตะกร้า แถมกระดูกหมูให้อีกหลายท่อน ยุคนี้กระดูกหมูถือเป็นของดี ต้มซุปกินได้น้ำแกงเข้มข้นถึงใจ
“ขอบใจจ้ะฮวาเฉิง! ขอบใจนะเอ้อร์โก่ว!”
อาสะใภ้ถูมือไปมาด้วยความดีใจ ได้เนื้อเยอะขนาดนี้ แบ่งให้ลูกสาวที่แต่งงานออกไปสามคนได้คนละก้อนสบายๆ
ที่บ้านไม่ได้กินของคาวมานานแล้ว
เอ้อร์โก่วกลอกตาบน ไม่พูดอะไรสักคำ
“นี่เนื้อหมาป่าอีกก้อนครับ ประมาณหนึ่งจิน แล้วก็นี่เกลือแกง พ่อแม่หลินหลินให้มาเยอะ บ้านเรากินไม่หมด แบ่งไปใช้บ้างนะครับ” จางฮวาเฉิงตัดเนื้อหมาป่าใส่เพิ่มให้อีก แล้วหยิบก้อนเกลือสินเธาว์จากใต้โต๊ะใส่ให้อีกสิบกว่าก้อน
อาสะใภ้ยิ้มจนแก้มปริ
“พวกเราไม่มีส่วนเหรอ?”
“ทำไมมีแต่ตระกูลจางได้วะ?”
คนตระกูลเฉินเริ่มแห่กันมามากขึ้น พอเห็นอาสะใภ้ได้เนื้อไปเต็มตะกร้าก็ทนไม่ไหว ขืนปล่อยไว้แบบนี้ เนื้อคงโดนตระกูลจางขนไปหมดแน่!
“ใครสั่งให้แกแจกเนื้อ!”
เฉินอิ๋นซานวิ่งหน้าตั้งเข้ามา พอเห็นคนตระกูลจางหิ้วเนื้อไปเป็นกอบเป็นกำ ก็โมโหเลือดขึ้นหน้า ตวาดลั่น
“แกจะทำไม?” จางฮวาเฉิงสวนกลับเสียงเย็น
“เนื้อต้องให้กองพลเป็นคนจัดสรรปันส่วน ใครอนุญาตให้แกมาแจกเอง!”
เฉินอิ๋นซานใช้อำนาจบาตรใหญ่ ในฐานะคนคุมคลังสินค้า ปกติเรื่องพวกนี้เขาจัดการเองหมด
“ตระกูลจางจะแจกเนื้อ ต้องขออนุญาตหมาเฝ้าบ้านอย่างแกด้วยเหรอ? เป็นตัวอะไรวะ?”
คุณปู่สามเดินคลุมเสื้อนวมเข้ามา ด่าสวนทันควัน
ยังไม่ทันที่เฉินอิ๋นซานจะได้อ้าปากเถียง คุณปู่สามก็คว้าปืนยาวจากมือเอ้อร์โก่วมาถือไว้
เฉินอิ๋นซานหุบปากฉับ
เขาจำได้แม่นว่าไอ้แก่คนนี้แหละที่เคยยิงคนตระกูลเฉินตายไปหลายศพเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นมันอายุแค่สิบเจ็ด แต่ใจเด็ดเหี้ยมเกรียม พูดไม่เข้าหูยิงทิ้งทันที เขาไม่กล้าหรอก
“ฮวาเฉิง แจกเนื้อต่อไป! ปู่จะนั่งดูอยู่ตรงนี้ ใครกล้ามาแหยม ลองดูสิ!”
คุณปู่สามหันไปสั่งหวังหลินที่ยืนแอบมองอยู่ตรงประตู “หลานสะใภ้ ไปยกเก้าอี้มาให้ปู่ตัวนึง!”
“ค่ะ! ได้ค่ะ!”
หวังหลินอุ้มโตวโตววิ่งเข้าไปในบ้าน
ไม่นานก็ยกเก้าอี้พนักพิงตัวใหม่เอี่ยมออกมา พร้อมกับเสื้อโค้ททหาร
“คุณปู่สาม เชิญนั่งค่ะ”
“เก้าอี้ใครทำเนี่ย ฝีมือดีใช้ได้... เอ๊ะ นี่เสื้อโค้ททหารนี่นา ของนายทหารชั้นสัญญาบัตรซะด้วย ของดีนี่หว่า” คุณปู่สามนั่งลงอย่างองอาจ ผูกเสื้อโค้ทคลุมไหล่ ลูบคลำเนื้อผ้าอย่างพอใจ
อาสะใภ้ยังไม่กลับ ยืนดูจางฮวาเฉิงแจกเนื้อต่อ
พอเห็นญาติพี่น้องตระกูลจางมารับเนื้อ ก็เข้าไปคุยอวดด้วยความภาคภูมิใจ
เฉินอิ๋นซานมองดูเนื้อก้อนแล้วก้อนเล่าถูกแจกจ่ายออกไป ก็นึกถึงหวังขุยขึ้นมาได้
เขารีบหันหลังเดินหนีไปหาหวังขุย ถ้าตระกูลหวังรู้เรื่องนี้ รับรองได้ลุกฮือแน่
หวังขุยและคนตระกูลหวังรู้ข่าวเรื่องแจกเนื้อตั้งนานแล้ว กำลังเดินมาดูเหตุการณ์ พอดีสวนกับเฉินอิ๋นซานกลางทาง
“หวังขุย ได้ข่าวว่าตระกูลหวังได้เนื้อไปแล้วนี่ ยินดีด้วยนะ ได้บ้านละกี่ขีดล่ะ? ดูสิตระกูลจางเขาแจกกันบ้านละเป็นสิบจิน ทั้งหมูป่าทั้งหมาป่า มันแบ่งกันยังไงวะเนี่ย?”
เฉินอิ๋นซานเปิดฉากยุยงทันที
ตระกูลหวังไม่ใช่หมูในอวย เขาคาดหวังให้เกิดเรื่อง
หวังขุยแค่นยิ้มเย็น “สหายเฉินอิ๋นซาน กฎของเจ้าหน้าที่เฝ้าป่าคือใครล่าได้ใครได้ เว้นแต่เจ้าตัวจะยอมขายให้กองพล เมื่อคืนเอ้อร์โก่วเอาหมูมาส่งให้ฉัน เขาบอกชัดเจนว่าฮวาเฉิงเป็นคนยิงได้ เขาก็แค่ช่วยแบกกลับมา... แล้วไง? แกได้ส่วนแบ่งไหมล่ะ?”
ได้ยินแบบนี้ เฉินอิ๋นซานถึงกับจุก พูดไม่ออก
“หวังขุย อย่ามาเล่นลิ้น จะเอายังไง? จะร่วมมือกันไหม? เนื้อตั้งหลายร้อยจินจะปล่อยให้ตระกูลจางงุบงิบไปหมดเหรอ?”
เฉินอิ๋นซานไม่อ้อมค้อม
อย่างน้อยตระกูลหวังก็ได้กินไปมื้อหนึ่งแล้ว แต่ตระกูลเฉินยังไม่ได้แม้แต่เศษกระดูก ขืนรอช้ากว่านี้ เนื้อคงหมดเกลี้ยง
“ร่วมมือกับผีสิวะ! ไอ้พวกสัตว์นรก! ไปตายซะไป๊!”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มตระกูลหวังพุ่งเข้ามาจะต่อยเฉินอิ๋นซาน
น้องชายเขาตายในป่า แต่เมียน้องชายกลับโดนลูกชายเฉินอิ๋นซานข่มเหงรังแก ตอนนี้พวกเขาเกลียดตระกูลเฉินเข้าไส้
เฉินอิ๋นซานตกใจวิ่งหนีป่าราบ
“ต้าฉุย (ค้อนยักษ์)”
หวังขุยดึงแขนต้าฉุยไว้ แล้วส่ายหน้า
“ไอ้พวกบ้านี่มันมีปัญหาทางจิต!”
เฉินอิ๋นซานวิ่งหนีไปด่าไป เขาไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลหวังจะแค่มาดูเฉยๆ
ดีที่สุดคือให้สองตระกูลนี้ตีกันให้ตายไปข้างนึง!
จบบท