- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 38 พลซุ่มยิง
บทที่ 38 พลซุ่มยิง
บทที่ 38 พลซุ่มยิง
เงาร่างของหมาป่าสีเทาพุ่งทะยานเข้ามาจากรอบทิศทาง
ภายใต้เสียงหอนสั่งการของจ่าฝูง ฝูงหมาป่าได้เข้าสู่โหมดล่าเหยื่อเต็มรูปแบบ
“ขึ้นไปบนเนินเขาข้างหน้า!”
จางฮวาเฉิงพาทุกคนวิ่งขึ้นไปบนเนินเขา
ถ้าเถี่ยจู้หรือเอ้อร์โก่ววิ่งตามไม่ทัน เขาจะหันกลับไปยิงสกัดให้ เพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตร หมาป่าสองตัวก็ถูกเด็ดหัวร่วงไปนอนกับพื้น
เสียงหอนของจ่าฝูงยังคงดังกึกก้อง
“ไอ้ตัวนั้นแหละจ่าฝูง!”
เมื่อขึ้นมาถึงที่โล่ง ในที่สุดร่างของจ่าฝูงก็ปรากฏให้เห็น มันยืนอยู่ห่างออกไปราวสองร้อยเมตร ขนสีเงินยวงสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย
เอ้อร์โก่วเห็นแล้วรีบตะโกนบอก
จางฮวาเฉิงล็อกเป้าทันที
“เถี่ยจู้ ยิงไม่โดนไม่เป็นไร ยิงๆ ไปเถอะ เอ้อร์โก่ว จัดการตัวที่ใกล้ที่สุด ระวังอย่าให้โดนกัด!” จางฮวาเฉิงรู้ดีว่าถ้าจ่าฝูงไม่ตาย ฝูงหมาป่าก็จะไม่แตกทัพ จ่าฝูงไม่สนใจหรอกว่าลูกน้องจะตายไปกี่ตัว เว้นแต่จะตายไปเกินครึ่ง
เขายัดปืนยาวซานปาต้าก้ายใส่มือเถี่ยจู้ ในนั้นมีกระสุนบรรจุอยู่ห้านัด
เอ้อร์โก่วหันกลับไปยกปืนเล็งทันที แต่หมาป่าเคลื่อนที่เร็วเกินไปจนเล็งเป้าลำบาก ส่วนเถี่ยจู้ตาโตเท่าไข่ห่าน ยกปืนขึ้นยิงมั่วๆ อาศัยสัญชาตญาณล้วนๆ
ปัง!
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่น
มีหมาป่าดวงกุดตัวหนึ่งโดนยิงจริงๆ มันกลิ้งหลุนๆ ไปหนึ่งตลบ ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งกะเผลกหนีไปพร้อมเสียงร้องเอ๋งๆ
จางฮวาเฉิงยกปืนไรเฟิลสปริงฟิลด์ขึ้นเล็งไปที่จ่าฝูงที่กำลังหอนสั่งการ
“ฮู่ว...”
เขาผ่อนลมหายใจ แล้วเหนี่ยวไก
ปัง!
เสียงปืนดังก้อง
จ่าฝูงที่กำลังหอนชะงักกึก ร่างเซถลาแล้วล้มฟุบลงไปกองกับพื้นหิมะ
ปืนไรเฟิลสปริงฟิลด์มีระยะหวังผลไกลถึงแปดร้อยเมตร ถึงได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นปืนซุ่มยิงในภายหลัง ระยะแค่ไม่ถึงสองร้อยเมตรแบบนี้ สำหรับจางฮวาเฉิงแล้วมันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย
“หา?”
เอ้อร์โก่วอ้าปากค้าง
ยิงหัวจ่าฝูงจากระยะสองร้อยเมตรนัดเดียวจอด?
ฝูงหมาป่าเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่บางตัวยังพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จางฮวาเฉิงขึ้นลำกล้องใหม่ ยิงสกั้ดหมาป่าตัวที่พุ่งเข้าใส่เถี่ยจู้ร่วงไปอีกตัว
เถี่ยจู้เงื้อหอกพู่แดงขึ้นฟาดเต็มแรง ฟาดใส่หมาป่าตัวที่กำลังจะสิ้นใจด้วยใบหน้าถมึงทึง
เมื่อสัญญาณสั่งการจากจ่าฝูงเงียบหายไป ฝูงหมาป่าก็รู้ว่าผู้นำตายแล้ว หมาป่าตัวอื่นเริ่มส่งเสียงหอนเตือนภัย ฝูงที่กำลังบุกเข้ามาเริ่มชะลอตัวและถอยร่น
ปัง!
จางฮวาเฉิงเล็งไปที่หมาป่าสีเทาตัวเมียที่มีขนสีขาวแซมทั้งตัว แล้วลั่นไกสังหาร
“ยิงได้ไงวะ?”
เอ้อร์โก่วตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา เขาเคยเห็นฝีมือจางฮวาเฉิงมาก่อน แต่นั่นมันยิงเป้านิ่ง ยิงหัวนัดเดียวจอดเขายังพอเข้าใจ แต่นี่ยิงหัวจ่าฝูงจากระยะไกลลิบ แถมยังยิงหมาป่าที่วิ่งเร็วปานสายฟ้าเข้าหัวทุกนัด
นี่มันฝีมือระดับไหนกันแน่?
“กลับไปเดี๋ยวฉันสอนให้”
จางฮวาเฉิงมองดูฝูงหมาป่าที่แตกกระเจิงแล้วยิ้ม แม้ร่างกายจะยังฟื้นฟูไม่ถึงจุดพีค แต่เรื่องทักษะการยิงปืน เขาคือเทพเจ้าสงครามที่เหนือชั้นกว่ายุคสมัยนี้แบบเทียบไม่ติด
สั่งตายได้ดั่งใจนึก
“พี่ มันหนีไปแล้ว ยิงอีกสิ!”
เถี่ยจู้เห็นหมาป่าวิ่งหนี ก็ตะโกนเชียร์
“ยิงไปก็ขนกลับไม่ไหว ฆ่าน้อยๆ ฝูงมันจะได้ไม่แตก เดี๋ยวก็มีจ่าฝูงตัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ ไป! ไปเก็บซากกัน!”
จางฮวาเฉิงเก็บปืน
งานนี้รวยเละ!
เมื่อกี้เขาสอยร่วงไปหกตัว เข้าหัวทุกนัด หมายความว่าได้หนังหมาป่าเกรดเอมาอีกหกผืน
ไม่นานซากหมาป่าทั้งหกตัวก็ถูกลากมารวมกัน เถี่ยจู้ดึงมีดแล่เนื้อออกมาจัดการผ่าท้อง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“พรุ่งนี้จะขายหมดเหรอพี่? ที่บ้านยังมีหมูป่าอยู่อีกนะ”
เอ้อร์โก่วมองกองหมาป่าด้วยความกังวล เยอะขนาดนี้จะขายยังไงหมด?
“ตอนนี้พวกเราเป็นอะไรล่ะ?”
จางฮวาเฉิงยิ้ม
“หา?”
เอ้อร์โก่วงง
“เจ้าหน้าที่เฝ้าป่าไง! เราแบ่งเนื้อกันเองก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนหมูป่าก็เอาไปแจกจ่ายได้ เนื้อหมาป่าก็ขนไปขายที่ตลาดเช้า ถ้าเหลือก็ฝากฉินเสี่ยวตงไปปล่อยในตลาดมืด... อ้อ อีกอย่าง เราตัดเสื้อคลุมหนังหมาป่าใส่กันได้แล้วนะ คนละชุดยังเหลือเฟือ”
เสื้อคลุมหนังหมาป่า คือสุดยอดอุปกรณ์กันหนาว
ใช้หนังสองผืนก็ตัดเสื้อคลุมได้หนึ่งตัว แถมยังเหลือพอทำหมวกกับถุงมือ หรือแม้แต่รองเท้าบูทหนังหมาป่า
หนังหมาป่าผืนหนึ่งขายได้อย่างมากก็ 40 หยวน สองผืนก็ 80 หยวน ขายไปก็เสียของเปล่าๆ
นี่คือเหตุผลที่เขาเก็บหนังหมาป่าและหนังหมูป่าเอาไว้
“พี่... ผมมีส่วนด้วยเหรอ?”
เถี่ยจู้เงยหน้าขึ้นมาถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาเองก็อยากได้เสื้อคลุมหนังหมาป่า
“มีสิ เดี๋ยวตัดไซส์ใหญ่พิเศษให้เลย หนังหมาป่านี่กันหมาป่ากัดได้ด้วยนะ เดี๋ยวกลับไปฉันจะวาดแบบเสื้อคลุมให้แล้วไปหาช่างตัด!”
ไม่ใช่แค่พวกเขา โตวโตวกับหวังหลินก็ต้องมี
ไม่อย่างนั้นนัดสุดท้ายเขาคงไม่จงใจเลือกยิงตัวเมียขนสีขาวตัวเล็กนั่นหรอก
เอ้อร์โก่วฟังแล้วก็บอก “ผมมีเสื้อหนังแล้ว พวกพี่ตัดกันก่อนเถอะ ผมไม่รีบ ให้เถี่ยจู้ก่อนเลย”
เถี่ยจู้ยังใส่เสื้อนวมเก่าๆ ขาดๆ ไม่ใช่ว่าจางฮวาเฉิงไม่ซื้อให้ แต่เพราะตัวเขาใหญ่เกินไป หาไซส์ในห้างไม่ได้
ผ้าที่บ้านก็ไม่พอตัดชุดให้เขา
จางฮวาเฉิงพยักหน้า “งั้นกลับไปตัดให้เถี่ยจู้กับฉันก่อนแล้วกัน เสื้อคลุมหนังหมาป่าใส่แล้วหล่อระเบิด สาวๆ เห็นเป็นต้องกรี๊ดสลบ หาเมียง่ายขึ้นเยอะ”
เขาแกล้งยั่วเอ้อร์โก่ว
“เอ่อ... ดูไปดูมาเถี่ยจู้ก็ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ ตัดให้ผมก่อนเถอะ หนาวจะตายชัก”
เป็นไปตามคาด เอ้อร์โก่วกลับลำทันควัน
“หา?”
เถี่ยจู้ที่กำลังควักเครื่องในหมาป่าอย่างมีความสุขเงยหน้าขึ้นมาทำหน้างง... ผมไม่หนาวเหรอ?
แต่ผมหนาวนะ?
เขาก้มมองเสื้อนวมเก่าๆ ที่ลมโกรกเข้าทุกทิศทาง
จางฮวาเฉิงหลุดขำออกมา
คืนนี้ได้ผลตอบแทนมหาศาล แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่น่ากลัว ฝูงหมาป่าล้อมกรอบเข้ามาเงียบเชียบจนจางฮวาเฉิงผู้ผ่านชีวิตมาสองชาติยังไม่ทันรู้ตัว มิน่าคนแก่ถึงบอกว่าหมาป่าในป่ามันฉลาดเป็นกรด
ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นโดนล้อมแบบนี้คงได้แต่รอความตาย
แต่การยิงหัวจ่าฝูงจากระยะสองร้อยเมตร มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้
จ่าฝูงตัวนี้ขนมันขลับ ดูดีมีราคากว่าตัวอื่นมาก น้ำหนักน่าจะเกิน 150 จิน เป็นราชาหมาป่าน้อยๆ ได้เลย
ตัวสุดท้ายที่เขายิงเป็นตัวเมียขนขาว แม้ตัวจะเล็ก แต่ขนสวยและนุ่มมาก เขาตั้งใจจะเอาไปตัดเสื้อคลุมให้โตวโตว
เถี่ยจู้แรงเยอะ อาสาแบกตัวใหญ่สุดสองตัว เอ้อร์โก่วกับจางฮวาเฉิงแบกตัวใหญ่หนึ่งตัวเล็กหนึ่ง
“เอ้อร์โก่ว หมูป่าตัวนั้นเดี๋ยวนายแบกกลับไปครึ่งซีก เอาไปแจกจ่ายญาติสนิทมิตรสหายในตระกูลหวังนะ” ระหว่างทางกลับ จางฮวาเฉิงเตือนความจำ
เอ้อร์โก่วไม่ทันคิดเรื่องนี้ พอได้ยินก็ชะงัก “ครึ่งซีกตั้งร้อยจิน เอาไปครึ่งของครึ่งซีกก็พอ ส่วนที่เหลือผมเอาไปให้น้าขุย ให้แกจัดการแจกจ่ายเอง”
เขาเป็นคนไม่เอาถ่านในสายตาคนในตระกูล มีแต่น้าขุย (หวังขุย) ที่คอยดูแล
ให้น้าขุยไป น้าขุยจะให้ใครก็เรื่องของแก
“ตกลง”
จางฮวาเฉิงพยักหน้า แล้วหันไปบอกเถี่ยจู้ “ส่วนอีกครึ่งซีก นายเอาไปส่งที่กองพลฟู่จวงคืนนี้นะ เนื้อหมูป่าขายยากกว่าเนื้อหมาป่า เอาไปให้เยอะๆ หน่อย”
เนื้อหมาป่าเป็นที่นิยม แต่เนื้อหมูป่าขายได้ราคาไม่ดีเท่า
เถี่ยจู้ยิ้มแก้มปริ เนื้อเยอะขนาดนี้จะกินกันหมดยังไงไหว!
จบบท