เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 755 เบญจมาศดาวกระจาย

ตอนที่ 755 เบญจมาศดาวกระจาย

ตอนที่ 755 เบญจมาศดาวกระจาย


ตอนที่ 755 เบญจมาศดาวกระจาย

“ฉันหวังว่านายจะยังคงเก็บซ่อนความลับต่อไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเขาคนนั้นที่ซ่อนตัวอยู่ในแหวนมิติ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่นายควรจะเก็บเอาไว้เลย” เทพชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“เอ่อ…” เซี่ยเฟยส่งเสียงร้องออกมาพร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมไปทั่วทั้งหน้าผาก เพราะคนที่อยู่ในแหวนมิติของเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกเสียจากอดีตจอมมารโอโร่แห่งเผ่าไลอ้อนฮาร์ทนั่นเอง

เผ่าเทพกับเผ่ามารเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความขัดแย้งกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งมันก็หมายความว่าโอโร่ย่อมเป็นศัตรูของเทพชราตรงหน้าของเขาเหมือนกัน

อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยก็ไม่เข้าใจว่าเทพชราสามารถค้นพบโอโร่ที่ซ่อนตัวอยู่ในแหวนมิติได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่ช่องว่างมิติภายในแหวนอยู่ห่างไกลจากสถานที่แห่งนี้มาก ๆ เลยไม่ใช่เหรอ

หรือว่ามันจะเป็นเพราะอีกฝ่ายคือเทพ?

ไม่!!

เซี่ยเฟยปฏิเสธความคิดของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะเขาไม่เชื่อแนวคิดเรื่องเทพตามนิทานปรัมปรา เขาคิดเพียงแค่ว่าชายชราตรงหน้าคือผู้ที่ฝึกฝนจนไปถึงจุดสูงสุดของจักรวาลแล้วต่างหาก

เมื่อชายหนุ่มส่งกระแสจิตเข้าไปภายในแหวน เขาก็ได้พบว่าโอโร่ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้มากนัก และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเงียบไปอย่างผิดปกติอีกด้วย

ทันใดนั้นเองมุมปากของเซี่ยเฟยก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเขาจำขึ้นมาได้ว่าโอโร่คือมารผู้เป็นอมตะที่พยายามขอร้องให้เขาทำการสังหารตัวเองโดยเร็วที่สุด ซึ่งถ้าหากว่าเทพชราตรงหน้าลงมือสังหารอดีตจอมมารคนนี้จริง ๆ มันก็จะเป็นไปตามความปรารถนาที่โอโร่เฝ้ารอมาเป็นเวลานาน

“ช่วยเปิดลำโพงให้หน่อย ฉันอยากจะคุยกับเขา” โอโร่กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

เซี่ยเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกดปุ่มเล็ก ๆ บริเวณข้อมือเพื่อทำการขยายเสียงให้คนนอกสามารถพูดคุยกับโอโร่ได้

“ว่าไงเทพอมตะ ในเมื่อพวกเรามาเจอกันแล้วทำไมพวกเราถึงไม่มาทักทายกันหน่อยล่ะ?” โอโร่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจอมมารเกราะดำจะมาอยู่ที่นี่ได้ ว่าแต่การถูกผนึกด้วยกฎแห่งแสงแบบนั้นช่วยให้นายสบายตัวดีไหม?” ผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพอมตะกล่าวขึ้นมาอย่างเย็นชา

‘นี่พวกเขารู้จักกันงั้นเหรอ?!’ เซี่ยเฟยคิดภายในใจอย่างตกตะลึง ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมารมันจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนดังในตำนานได้เล่าเอาไว้

“นายก็น่าจะรู้ดีนี่ว่าการถูกผนึกด้วยกฎแห่งแสงมันเป็นยังไง? ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นนายเกือบจะถูกทรมานจนตายด้วยกฎแห่งแสงไปรอบหนึ่งแล้วนี่” โอโร่กล่าวอย่างเย้ยหยัน

“นายก็ถูกกฎมิติแทงเข้าซี่โครงเหมือนกันนั่นแหละ” เทพอมตะกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

บทสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่ายคล้ายกับการประชดประชันเข้าใส่กัน และเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีเซี่ยเฟยก็ทำการปิดช่องทางติดต่อในทันที เพราะถ้าหากอีกฝ่ายรู้สึกโกรธขึ้นมา คนซวยจริง ๆ มันก็คือเขาคนนี้ไม่ใช่โอโร่ที่อยู่ในแหวนมิติสักหน่อย

“ที่แท้เขาก็คือโอโร่ ว่าแต่ทำไมนายถึงซ่อนจอมมารเกราะดำเอาไว้ในแหวนแบบนั้น? เขาคือบุคคลสำคัญของเผ่ามารเชียวนะ” เทพอมตะกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

เซี่ยเฟยยังคงนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไร เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าทำไมโอโร่ถึงมาอยู่กับเขา

“เอาล่ะไม่ว่ายังไงเผ่าเทพกับเผ่ามารก็ขัดแย้งกันมาเป็นเวลานาน นายจึงไม่สมควรที่จะเก็บเขาเอาไว้ รีบ ๆ หาโอกาสส่งเขาไปเกิดใหม่ซะ เห็นแก่ตระกูลสกายวิงครั้งนี้ฉันจะไม่เอาผิดนายในเรื่องของเขาก็แล้วกัน” เทพอมตะกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ

ไม่ว่ายังไงตอนนี้เขาก็เดินทางเข้ามาอยู่ใกล้กับเผ่าพันธุ์เทพมากแล้ว เขาจึงไม่สามารถที่จะเก็บโอโร่เอาไว้กับตัวตามอำเภอใจได้อีกต่อไป เพียงแต่ว่าเขายังขโมยความรู้มาจากโอโร่ได้เพียงแค่เล็กน้อย ชายหนุ่มจึงไม่อยากจะปล่อยให้อีกฝ่ายไปเกิดใหม่มากนัก

“จะทำอะไรก็คิดถึงอนาคตให้ดี ไม่ช้าก็เร็วนายก็จะต้องเข้าไปอยู่ในเผ่าเทพอยู่แล้ว อย่าทำอะไรที่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองในอนาคตเลย” เทพอมตะกล่าวก่อนที่เขาจะโยนแหวนมิติวงใหม่ไปให้กับเซี่ยเฟย

“นี่มันหมายความว่าอะไรครับ?” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ

“ผู้ชนะย่อมต้องได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ? ถึงแม้ว่าในคราวนี้ฉันจะตัดสินผลการประลองให้ออกมาเสมอกัน แต่ในความเป็นจริงนายเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะต่างหาก ฉันแค่พยายามช่วยรักษาหน้าให้กับเซียงจินเฉิงเท่านั้นเอง” เทพอมตะกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“แหวนวงนั้นเป็นของเซียงจินเฉิง นายเลือกของที่นายชอบที่สุดออกไปจากแหวนได้เลย ในฐานะที่เขาเป็นถึงจักรพรรดิกฎที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูล ฉันคิดว่าของในแหวนของเขาคงจะมากพอที่จะทำให้นายรู้สึกพึงพอใจ”

คำอธิบายของชายชราถึงกับทำให้เซี่ยเฟยพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง เพราะหากพูดกันตามหลักการและเหตุผลแล้ว ของทุกอย่างที่อยู่ภายในแหวนนี้สมควรจะเป็นของเขา แต่ชายชรากลับให้เขาเลือกของในแหวนไปเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น มันจึงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอยู่พอสมควร

อย่างไรก็ตามเทพชราตรงหน้าก็คือผู้ครอบครองพลังที่เขาไม่อาจจะต่อต้านได้ ดังนั้นถ้าหากอีกฝ่ายบอกว่าจะให้ของรางวัลกับเขาเพียงแค่ชิ้นเดียว เขาก็ต้องยอมรับของรางวัลชิ้นนั้นเอาไว้ เพราะอย่างน้อยมันก็ดีกว่าการที่เขาไม่ได้รับอะไรมาเป็นของรางวัลในการประลองครั้งนี้เลย

ชายหนุ่มเริ่มส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจสิ่งของที่อยู่ภายในแหวน และทันใดนั้นเขาก็ชะงักค้างขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมกับรอยยิ้มอันน่าพึงพอใจที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา

“เอาอันนี้แหละ!”

หลังจากเซี่ยเฟยเลือกของรางวัลของตัวเองเสร็จ เทพอมตะก็กลับไปพร้อมกับแหวนมิติของเซียงจินเฉิงในทันที โดยทิ้งประตูมิติเอาไว้อีกหนึ่งบาน ซึ่งตราบใดก็ตามที่ชายหนุ่มเคลื่อนที่ผ่านประตูบานนี้ไป เขาก็จะสามารถเดินทางกลับไปยังยานรบของกลุ่มมังกรฟ้าได้อย่างรวดเร็ว

ขนอุยกลับเข้ามาอยู่ในอกเสื้อของเซี่ยเฟยตามเดิม พร้อมกับเคี้ยวคริสตัลต้นกำเนิดภายในปากอย่างเงียบ ๆ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่มันได้ลิ้มรสความอร่อยของคริสตัลต้นกำเนิดระดับ 5 มันก็หมดความสนใจในตัวคริสตัลต้นกำเนิดระดับ 4 อีกต่อไป มันจึงแทะคริสตัลต้นกำเนิดระดับ 4 อย่างช้า ๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเป็นระยะ ๆ

“ส่งฉันกลับไปเถอะ ถึงฉันจะอยู่กับนายต่อไปฉันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรกับนายมากนัก อีกอย่างฉันกับโซฟีก็ยังวิจัยร่างนี้ไม่เสร็จ ให้ฉันกลับไปวิจัยร่างกายใหม่น่าจะมีประโยชน์กับนายในอนาคตมากกว่า” อันธกล่าว

แขนทั้งสองข้างของเขาถูกตัดขาดออกจากร่างกาย ทำให้อันธแทบไม่เหลือกำลังสำหรับการสู้รบอีกต่อไปแล้ว เขาจึงต้องการที่จะกลับไปยังดินแดนลับของหุ่นยนต์ เพื่อทำการซ่อมแซมร่างกายใหม่ให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมรบอีกครั้ง

“การวิจัยยังไม่สมบูรณ์อีกงั้นเหรอ? ฉันว่าตอนนี้พลังของนายก็ค่อนข้างน่าพอใจแล้วนะ ฉันกล้าเดิมพันได้เลยว่าตอนนี้คงไม่มีนักรบคนไหนจากพันธมิตรที่สามารถเผชิญหน้ากับนายได้” เซี่ยเฟยกล่าว

“โซฟีบอกว่าพ่อของเธอมีพลังการสู้รบที่แข็งแกร่งกว่านี้มาก ฉันยังตามหลังเขาอยู่อีกห่างไกลพอสมควร การวิจัยเรื่องของฉันน่าจะอยู่ห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์”

“อีกอย่างฉันก็สามารถใช้ร่างกายนี้ได้เพียงแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่ฉันจะไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อีกต่อไป พวกเราคงจะต้องกลับไปวิจัยกันอีกเยอะเลย” อันธกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้เขารีบนำอันธมาช่วยเหลืออย่างฉุกละหุก รายละเอียดบางอย่างจึงเป็นเรื่องที่พวกเขายังไม่ได้พูดคุยกัน และเมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่อันธบอกมาเขาก็สมควรจะต้องส่งอีกฝ่ายกลับไปหาโซฟีจริง ๆ

“ฝากบอกแอวริลด้วยว่าอีกเดี๋ยวฉันจะกลับไปหา” เซี่ยเฟยกล่าวก่อนที่เขาจะใช้เข็มทิศมิติส่งอันธกลับไปยังดินแดนลับ

ณ สวนสายลมภายในกลุ่มดาวม้าขาว

ในที่สุดสงครามระหว่างตระกูลสกายวิงกับตระกูลมูนวอร์ดก็จบลงโดยสมบูรณ์ และผลลัพธ์ก็คือการที่หนึ่งในตระกูลชั้นยอดถูกบังคับให้ต้องเนรเทศออกไปจากกลุ่มดาวม้าขาว ซึ่งมันก็หมายความว่าหลังจากนี้กลุ่มดาวม้าขาวจะไม่มี 9 ตระกูลชั้นยอดอีกต่อไป แต่ถูกลดลงมาเหลือเพียงแค่ 8 ตระกูลชั้นยอดแทน

ขณะเดียวกันเมื่อหยูฮัวเสียชีวิต ตระกูลหยูก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งของตระกูลก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะภายในตระกูลไม่เหลือราชากฎอีกต่อไป แม้แต่หยูเสี่ยวเป่ยผู้ซึ่งมีสิทธิ์จะพัฒนาไปเป็นราชากฎคนต่อไปก็ถูกลอบสังหารอย่างลึกลับด้วยเช่นกัน แล้วมันก็อาจจำเป็นจะต้องใช้เวลานานนับพันปีตระกูลหยูจึงจะสามารถฟื้นฟูความแข็งแกร่งกลับขึ้นมาจนถึงระดับเดิม

การเคลื่อนไหวของสกายวิงในครั้งนี้ได้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนทั่วทั้งดินแดนกฎ และข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ว่าดาบคลั่งแห่งเผ่าเทพจะถูกปิดผนึกเอาไว้นานสักแค่ไหน แต่ตราบใดก็ตามที่มันถูกชักออกมา มันก็พร้อมที่จะฝ่าฟันทุกอย่างโดยไม่เลือกหน้า แม้ว่าศัตรูของมันจะเป็น 1 ใน 9 ตระกูลชั้นยอดของกลุ่มดาวม้าขาวก็ตาม

สวนสายลมในปัจจุบันเงียบสงบมาก เพราะทันทีที่สงครามสิ้นสุดลงเหล่าบรรดานักรบสกายวิงก็แยกย้ายกันกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองตามเดิม ภายในที่พักจึงลงเหลือเพียงแค่เซี่ยเฟย, เซี่ยจงไห่และเซี่ยอู๋เย่เพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนต่างก็ล้วนแล้วแต่มีภาระผูกพันธ์ทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางไปที่ไหนได้

แม้ว่าสวนสายลมจะเหลือสกายวิงอยู่เพียงแค่ 3 คน แต่มันกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม เพราะท้ายที่สุดสกายวิงได้แสดงความแข็งแกร่งของพวกเขาออกมาแล้ว มันจึงไม่น่าจะมีใครกล้ามาหาเรื่องตระกูลคนบ้าตระกูลนี้อีกเป็นเวลานาน

ณ ห้องประชุมในสวนสายลม

ปัจจุบันเซี่ยเฟยปล่อยโลงศพน้ำแข็งของโอโร่ออกมาด้านนอก ขณะที่เขาก็นั่งสนทนากับอดีตราชามารอยู่ใกล้ ๆ

“ในที่สุดเรื่องทุกอย่างก็จบลงสักที ว่าแต่เทพคนนั้นคือใครงั้นเหรอครับ?” เซี่ยเฟยกล่าวถาม

“เขาชื่อไซ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของเผ่าเทพ” โอโร่กล่าว

“ไซที่แปลว่าถอนหายใจน่ะเหรอ? ทำไมชื่อของเขามันถึงดูแปลก ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวถามอย่างสับสน

“ด้วยวัฒนธรรมที่ต่างกัน ชื่อบางชื่อมันก็อาจจะดูแปลกสำหรับนายไปบ้าง แต่ในสังคมระดับจักรวาลใครจะชื่ออะไรมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรทั้งนั้นแหละ ว่าแต่นายจะฆ่าฉันเมื่อไหร่?” โอโร่กล่าวถาม

เป็นไปได้เขาก็อยากจะตายเพื่อไปเกิดใหม่โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้เห็นราชวงศ์ไลอ้อนฮาร์ทในปัจจุบัน มันก็ทำให้เขาอยากจะกลับไปในสังคมดั้งเดิมของตัวเองแล้ว

“เขาบอกว่าให้ผมรีบ ๆ หาโอกาสสังหารคุณซะ แต่เขาไม่ได้ระบุเอาไว้สักหน่อยว่าให้ผมฆ่าคุณเมื่อไหร่” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์

โอโร่ถึงกับพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง เพราะเขาไม่สามารถที่จะเรียกร้องได้แม้กระทั่งความตายของตัวเอง และมันก็ถือว่าเป็นคราวซวยที่เขาต้องมาติดอยู่กับคนเจ้าเล่ห์อย่างเซี่ยเฟย

‘นายคือจอมมารเกราะดำผู้น่าเกรงขามเชียวนะ ใครจะไปปล่อยคนแบบนี้ให้กลับไปเกิดใหม่ง่าย ๆ’ เซี่ยเฟยคิดกับตัวเองภายในใจ

หลังจากเงียบเสียงไปสักพัก เซี่ยเฟยก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนมิติและวางมันเอาไว้บนโต๊ะ

สิ่งที่ชายหนุ่มหยิบออกมาคือดอกเบญจมาศสีเหลืองสดใส ที่กลีบดอกของมันให้ความรู้สึกราวกับดวงดาวที่กำลังส่องแสงสว่างและให้ความรู้สึกถึงความบริสุทธิ์

ปัจจุบันเซี่ยเฟยได้ครอบครองอาวุธมายาธาตุพืชมาทั้งสิ้นสองชนิดแล้ว นั่นก็คือหงส์ครามและต้นพลัมเก้าราตรี ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เขาได้รับคำแนะนำจากโอโร่ มันก็ทำให้เขาสามารถหลอมรวมอาวุธมายาทั้งสองชนิดนี้เข้าด้วยกันได้

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือของรางวัลที่เขาได้รับมาจากแหวนมิติของเซียงจินเฉิง นั่นก็คืออาวุธมายาธาตุพืชชนิดที่ 3 ซึ่งมันก็คือเบญจมาศดาวกระจาย อาวุธมายาลำดับที่ 4 ของอาวุธมายาธาตุพืชทั้งเจ็ดชนิดนั่นเอง

***************

จบบทที่ ตอนที่ 755 เบญจมาศดาวกระจาย

คัดลอกลิงก์แล้ว