เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 754 ศักยภาพของอีวิลวิง!?

ตอนที่ 754 ศักยภาพของอีวิลวิง!?

ตอนที่ 754 ศักยภาพของอีวิลวิง!?


ตอนที่ 754 ศักยภาพของอีวิลวิง!?

“ว่าแต่ตอนนี้ขาวน้อยกับดำน้อยเป็นยังไงบ้าง?” เทพชรากล่าวถามด้วยรอยยิ้ม

‘ขาวน้อย? ดำน้อย? เขากำลังหมายถึงเทพขาวกับเทพดำใช่ไหม?’

‘เขามีความสัมพันธ์อะไรกับเทพขาวเทพดำกันแน่?’

‘หรือว่าพวกเขาจะเป็นศัตรูกัน?’

คำถามมากมายผุดขึ้นมาภายในใจของเซี่ยเฟยอย่างรวดเร็ว

เทพขาวกับเทพดำคือผู้ที่มอบกฎแห่งความโกลาหลให้กับเซี่ยเฟย ซึ่งชายหนุ่มก็คาดเดาว่าทั้งสองคือผู้ที่เดินทางมาจากดินแดนกฎ

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่เขาเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ เขาก็ยังไม่เคยได้พบกับใครที่สามารถใช้กฎแห่งความโกลาหลได้เลยแม้แต่คนเดียว มันจึงเปรียบเสมือนกับเป็นท่าไม้ตายที่ชายหนุ่มสามารถนำมาพลิกสถานการณ์ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผิดปกติมาก!

เซี่ยเฟยพยายามบอกกับตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนว่าตัวตนของเทพขาวกับเทพดำเป็นตัวตนที่น่าสงสัย ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลว่าทำไมกฎที่ทรงพลังแบบนี้ถึงไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่ภายในเผ่าเทพหรือเผ่ามารเลย

“ขาวน้อยดำน้อยอะไร? ฉันรู้จักแต่ขนอุย” เซี่ยเฟยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“นี่นายตั้งชื่ออสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นว่าขนอุยงั้นเหรอ? นายคิดชื่อแบบนั้นให้กับมันได้ยังไง?!” เทพชรากล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง อย่างไรก็ตามในพริบตาต่อมาท่าทางของเขากลับเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างฉับพลัน

“การที่นายรู้วิธีใช้กฎแปลก ๆ นั่นของดำน้อยได้ มันก็พิสูจน์ได้อย่างดีแล้วว่านายจะต้องรู้จักกับทั้งสองคนนั้นแน่ ๆ ตอนนี้นายมีทางเลือกแค่ 2 ทางคือเล่าทุกอย่างออกมาหรือไม่ก็ตายไปซะ”

ตูม!

จู่ ๆ มันก็มีพลังลึกลับแยกแขนทั้งสองข้างออกจากร่างของอันธอย่างฉับพลัน พร้อมกับทำให้ร่างจักรกลของเขานั้นกระเด็นขึ้นไปในอากาศอย่างรุนแรง

“เดี๋ยวฉันถ่วงเวลาให้รีบหนีไปซะ ยังไงฉันก็ไม่มีทางตายอยู่แล้ว” เสียงของอันธดังขึ้นมาในจิตใจของเซี่ยเฟย ซึ่งการสื่อสารของทั้งสองคนนี้แตกต่างจากการสื่อสารระหว่างชายหนุ่มกับโอโร่ เพราะทั้งคู่มีการผูกติดจิตวิญญาณกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ดังนั้นตราบใดก็ตามที่พวกเขาอยู่ใกล้กันมากพอ พวกเขาก็สามารถที่จะสื่อสารผ่านทางจิตได้ตลอดเวลา

“ฉันไม่เคยรู้จักขาวน้อยดำน้อยอะไรของคุณสักหน่อย!” เซี่ยเฟยกล่าวย้ำอีกครั้ง

“ถ้าไม่เห็นโลงศพก็คงจะไม่หลั่งน้ำตาสินะ วันนี้ฉันจะแสดงให้นายได้เห็นเองว่าฉันคนนี้แข็งแกร่งมากแค่ไหน”

เทพชราคนนี้แข็งแกร่งมากและเซี่ยเฟยก็ไม่มีทางที่จะต่อต้านอีกฝ่ายได้เลยด้วยซ้ำ เขาจึงถูกส่งขึ้นไปบนท้องฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะทำให้ร่างของเขาตกลงกระทบกับพื้นอย่างแรง

เทพชราใช้พลังคว้าร่างของเซี่ยเฟยให้ลอยขึ้นมากลางอากาศ ก่อนที่เขาจะดึงร่างอันสะบักสะบอมให้มาเผชิญหน้ากันในระยะใกล้

ปัจจุบันทั่วทั้งใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานที่เขาต้องพบไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทนรับได้

การทรมานอันโหดร้ายในคราวนี้กินระยะเวลานานถึงครึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ และมันก็ทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัสอย่างในปัจจุบัน

“ฉันจะถามเป็นครั้งสุดท้าย…” ชายชรากล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา แต่ก่อนที่เขาจะพูดจนจบเซี่ยเฟยก็ถุยเลือดใส่หน้าของเขาเสียก่อน

ใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของชายหนุ่มค่อย ๆ เผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตอบคำถาม แต่การกระทำที่เขาแสดงออกมามันก็เพียงพอที่จะแสดงเจตนาของเขาแล้ว

นี่คือความยิ่งผยองจนถึงขีดสุด เพราะถึงแม้ว่าความตายจะใกล้เข้ามา แต่เขาก็ยังไม่คิดจะลดความบ้าของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

อย่าลืมว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้คือเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่แม้แต่จักรพรรดิกฎก็ยังต้องรีบคุกเข่าลงด้วยความเคารพอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าในสายตาของเซี่ยเฟยเขากลับไม่รู้สึกเกรงกลัวชายชราผู้นี้เลยแม้แต่นิดเดียว

นี่มันหมายความว่ายังไง!?

เทพชราเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่จิตสังหารของเขาจะไหลทะลักออกมาอย่างรุนแรง

‘ขอโทษด้วยนะแอวริล ดูเหมือนว่าชีวิตของฉันจะมาได้เพียงแค่เท่านี้’ เซี่ยเฟยคิดภายในใจอย่างเงียบ ๆ

ขณะเดียวกันทั้งขนอุย, หงส์ครามและอันธต่างก็พยายามจะพุ่งตัวเข้ามาช่วยเหลือเซี่ยเฟยอย่างบ้าคลั่ง แต่แรงกดดันอันทรงพลังกดร่างกายของพวกมันเอาไว้ จนทำให้แม้แต่การเคลื่อนไหวก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

แต่ในทันใดนั้นเองจู่ ๆ แรงกดดันจากเทพชราก็อ่อนแรงลง ก่อนที่เขาจะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ตูม!

เซี่ยเฟยถูกโยนลงไปบนพื้นดินอีกครั้ง ก่อนที่พลังงานสีขาวซีดจะปกคลุมทั่วทั้งร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ซึ่งพลังงานแสงสีขาวนี้ดูคล้ายกับจะเป็นพลังในการรักษา มันจึงทำให้อาการบาดเจ็บทั้งภายในและภายนอกของเขาฟื้นฟูขึ้นมาด้วยอัตราที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“ถ้าฉันฆ่านายจริง ๆ พวกสกายวิงก็คงจะไม่ปล่อยฉันไปเหมือนกัน” เทพชรากล่าวพร้อมกับใช้พลังทำความสะอาดเลือดของเซี่ยเฟยที่ติดอยู่บนใบหน้าของเขา

จู่ ๆ ชายชราคนนี้ก็ไม่หลงเหลือความดุร้ายอีกต่อไป คล้ายกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างในก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา

“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมดำน้อยกับขาวน้อยถึงกล้าฝากฝังสิ่งสำคัญเอาไว้กับนาย พวกเขาตัดสินใจได้อย่างดีจริง ๆ ที่เลือกเชื่อมั่นในคนที่มีความซื่อสัตย์เหมือนอย่างนาย” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะโบกมือใช้พลังแห่งการรักษาเพื่อฟื้นฟูพละกำลังให้กับขนอุยและหงส์ครามด้วยเช่นกัน

เซี่ยเฟยจ้องมองไปยังเทพชราตรงหน้าด้วยความสงสัย ว่าทำไมชายแก่คนนี้ถึงจะต้องลงมือทรมานเขาก่อนแล้วค่อยแสดงความเมตตาออกมาแบบนี้

ภายในแววตาของชายหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง และพร้อมจะจู่โจมเข้าใส่เทพชราตรงหน้าได้ทุกเมื่อ แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามทำดีกับเขามากแค่ไหนก็ตาม

“ถ้าวันนี้นายยอมขายข้อมูลของดำน้อยกับขาวน้อยให้กับฉัน นายก็คงจะถูกฉันฆ่าไปแล้วจริง ๆ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในตระกูลสกายวิงจะมีคนแบบนายถือกำเนิดขึ้นมาอีก ดูเหมือนสกายวิงจะไม่เคยขาดนักรบพรสวรรค์เลยสินะ”

“เอาเป็นว่าลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปซะ ไม่ว่าใครจะถามอะไรนายก็แค่ตอบทุกคนกลับไปว่าพวกเราแค่มาพูดคุยปรับความเข้าใจกันเฉย ๆ”

“อันที่จริงดำน้อยกับขาวน้อยแค่โชคร้ายตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของพวกชนชั้นสูง ถ้าหากว่านายไม่อยากตายเร็วเกินไปก็พยายามใช้พลังนั้นให้น้อยที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังแต่มันก็พร้อมที่จะนำความเดือดร้อนมาให้นายอีกมากมายด้วยเหมือนกัน และนายก็เชื่อฉันเถอะว่าแม้แต่บรรพบุรุษของนายก็ปกป้องนายจากคนพวกนั้นไม่ได้หรอก” ชายชรากล่าวอธิบายด้วยท่าทางสบาย ๆ

คำอธิบายของชายชราทำให้เซี่ยเฟยชะงักไปเล็กน้อย เพราะมันดูเหมือนกับว่าทั้งเทพขาวและเทพดำกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ ซึ่งมันก็โชคดีที่เขายังไม่ได้พูดข้อมูลอะไรออกไป ไม่อย่างนั้นอันตรายก็คงจะคืบคลานเข้ามาหาเขาแล้วจริง ๆ

ทันใดนั้นมันก็มีแสงสีเขียวปกคลุมทั่วทั้งร่างของเขาอย่างฉับพลัน ก่อนที่เขาจะได้พบว่าตอนนี้เขาได้กลับมาอยู่ในดาวเคราะห์มีชีวิตที่เต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด แตกต่างจากดาวเคราะห์อันแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยความร้อนเหมือนกับในก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

‘เคลื่อนที่ผ่านดาวเคราะห์ได้ด้วยแค่การสะบัดมือเนี่ยนะ?!’ เซี่ยเฟยคิดอย่างตกตะลึง และเขาก็จำเป็นจะต้องประเมินความแข็งแกร่งของชายชราตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

“ฉันแค่พานายไปที่นั่นเพื่อให้นายรู้สึกกลัว ความจริงแล้วฉันก็ชอบดาวที่มีชีวิตชีวาแบบนี้มากกว่า” เทพชรากล่าวพร้อมกับเดินไปหยุดอยู่ที่ริมลำธาร

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ถ้าฉันบอกว่าไม่ฆ่าก็คือไม่ฆ่านั่นแหละ ถ้าฉันฆ่านายขึ้นมาพวกอีวิลวิงก็คงจะมาสร้างปัญหาให้กับฉันไม่รู้จบแน่ ๆ” ชายชรากล่าวพร้อมกับมองไปทางเซี่ยเฟยอย่างหลากหลายอารมณ์

“อีวิลวิง?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความสับสน

“อะไรกันนี่นายไม่รู้จักงั้นเหรอ?” ชายชรากล่าวถามอย่างสงสัย

“แล้วฉันจำเป็นจะต้องรู้ด้วยงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถามด้วยท่าทางที่ยังคงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

ปฏิกิริยาของชายหนุ่มถึงกับทำให้ชายชราทำอะไรไม่ถูก แต่ท้ายที่สุดเขาก็เป็นคนที่เริ่มรังแกชายหนุ่มคนนี้ก่อนจริง ๆ การที่อีกฝ่ายไม่เชื่อใจเขามันก็เป็นเรื่องปกติที่เขาต้องพบเจอ

“ตอนนี้พลังพิเศษสายความเร็วของนายพัฒนาไปจนถึงขีดสูงสุดแล้วใช่ไหม?” ชายชรากล่าวถามพร้อมกับถอนหายใจ

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเป็นคำตอบ

“แม้ว่าความเร็ว 120,000 เมตรต่อวินาทีอาจจะดูเป็นความเร็วที่ไม่สูงมากนัก แต่มันก็หมายความว่านายมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งในตระกูลของนายก็จะมีการแบ่งแยกนักรบในแต่ละระดับด้วยเหมือนกัน”

“หากใครเริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วในตอนที่พลังความเร็วอยู่ในขั้นที่ 1-2 จะถูกเรียกว่าไลท์วิง หากใครเริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วในตอนที่พลังความเร็วอยู่ในขั้นที่ 3-4 จะถูกเรียกว่าฟีเทอร์วิง หากใครเริ่มฝึกฝนตอนที่พลังความเร็วอยู่ในระดับขั้นที่ 5-6 จะถูกเรียกว่าฟลายอิ้งวิง”

“หากใครเริ่มฝึกฝนตอนพลังความเร็วอยู่ในระดับขั้นที่ 7-8 จะถูกเรียกว่าสกายวิง และผู้ที่เริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วตอนที่พลังความเร็วอยู่ในระดับขั้นที่ 9 จะถูกเรียกว่าอีวิลวิง ซึ่งเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลสกายวิงของนายแล้ว”

“แน่นอนว่าตอนนี้นายยังไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะถูกเรียกว่าอีวิลวิง แต่นายมีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นอีวิลวิงในอนาคต ส่วนทางด้านไลท์วิงกับฟีเทอร์วิงในตระกูลของนายก็หาได้ยากมากเหมือนกัน เพราะตระกูลของนายจะทำการฝึกฝนเฉพาะนักรบที่มีพรสวรรค์สูงมาก ๆ อยู่เสมอ ดังนั้นโดยพื้นฐานภายในตระกูลของนายจึงมักที่จะมีแต่นักรบสกายวิงขึ้นไป”

‘ในตระกูลของฉันมันมีการแบ่งระดับชั้นแบบนี้ด้วยงั้นเหรอ?’ เซี่ยเฟยคิดภายในใจพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เซี่ยบูหยุนผู้นำตระกูลสกายวิงคนปัจจุบันเริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วในตอนที่เขามีพลังพิเศษสายความเร็วอยู่ในขั้นที่ 8 หมายความว่าความเร็วเริ่มต้นของเขาอยู่ที่ 60,000 เมตรต่อวินาที เมื่อเขาเริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วขั้นที่ 1 พลังความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 120,000 เมตรต่อวินาที เมื่อเขาฝึกฝนกฎแห่งความเร็วจนถึงขั้นที่ 2 ความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 240,000 เมตรต่อวินาที”

“ความเร็วจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไประดับขั้นละ 2 เท่าแบบนี้ไปเรื่อย ๆ และเมื่อเขาฝึกกฎแห่งความเร็วจนถึงระดับขั้นที่ 6 มันก็ทำให้ความเร็วในปัจจุบันของเขาอยู่ที่ 1,920,000 เมตรต่อวินาที”

“อย่างไรก็ตามการที่นายเริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วด้วยพลังพิเศษที่มากกว่าเซี่ยบูหยุน 1 ระดับ มันก็หมายความว่าในทุก ๆ ระดับนายจะมีความเร็วสูงกว่าเขา 2 เท่าด้วยเหมือนกัน เพราะที่กฎแห่งความเร็วขั้นแรกเซี่ยบูหยุนสามารถทำความเร็วได้เพียงแค่ 120,000 เมตรต่อวินาทีเท่านั้น ขณะที่ถ้าหากนายสามารถฝึกกฎแห่งความเร็วขั้นแรกได้สำเร็จ นายก็จะมีความเร็วเริ่มต้นอยู่ที่ 240,000 เมตรต่อวินาที” ชายชรากล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้ม

‘เขากำลังจะบอกว่าถ้าฉันสามารถฝึกกฎแห่งความเร็วได้จนถึงขีดสุด ฉันก็จะมีความเร็วทะลุ 30 ล้านเมตรต่อวินาทีงั้นหรอ?’

‘ความเร็วแสงมีความเร็วอยู่ที่ 299,792,458 เมตรต่อวินาที ถ้าหากว่าฉันสามารถทำความเร็วได้ 30 ล้านเมตรต่อวินาที มันก็หมายความว่าฉันจะสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็ว 1 ใน 10 ของความเร็วแสง!!’

เซี่ยเฟยคิดภายในใจอย่างตกตะลึง และเขาก็ไม่สามารถจินตนาการได้จริง ๆ ว่าการที่คนคนหนึ่งออกวิ่งด้วยความเร็ว 1 ใน 10 ของความเร็วแสง มันจะทำให้คนคนนั้นรู้สึกยังไง

“มันไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไรหรอก อีวิลวิงคือผู้ที่มีศักยภาพในการเข้าถึงความเร็ว 1 ใน 10 ของความเร็วแสงได้จริง ๆ” ชายชรากล่าวขึ้นมาอย่างรู้ทันขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืน

ท่าทางของชายชราคนนี้ราวกับว่าเขากำลังพูดคุยกับใครสักคนบนท้องฟ้า แต่เมื่อเซี่ยเฟยเงยหน้าขึ้นไปมองเขาก็พบเพียงแค่ท้องฟ้าอันว่างเปล่าเท่านั้น

“ทั้งพลังความเร็วและกฎแห่งความเร็วต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ยากมาก และมันก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมอีวิลวิงถึงกลายเป็นตัวตนที่ได้รับการยกย่องมากขนาดนั้น เพราะถึงแม้ว่ามันจะมีผู้ฝึกฝนกฎแห่งความเร็วอยู่พอสมควร แต่มันกลับมีผู้ที่เริ่มฝึกฝนกฎแห่งความเร็วในตอนที่ความเร็วพัฒนามาจนถึงจุดสูงสุดเพียงแค่หยิบมือเดียว”

“เอาล่ะได้เวลาจากลากันเพียงเท่านี้ ฉันหวังว่านายจะยังคงเก็บซ่อนความลับต่อไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเขาคนนั้นที่ซ่อนตัวอยู่ในแหวนมิติ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่นายควรจะเก็บเอาไว้เลย”

***************

จบบทที่ ตอนที่ 754 ศักยภาพของอีวิลวิง!?

คัดลอกลิงก์แล้ว