เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 748 ผสานกฎ VS ผสานกฎ

ตอนที่ 748 ผสานกฎ VS ผสานกฎ

ตอนที่ 748 ผสานกฎ VS ผสานกฎ


ตอนที่ 748 ผสานกฎ VS ผสานกฎ

เมื่อเซี่ยเทียนถอดแว่นตา ทุกคนก็ได้เห็นว่าดวงตาของชายชราคนนี้ได้กลายเป็นสีแดงเลือด

เซี่ยเทียนที่สวมแว่นตาอยู่นั้นดูเป็นชายชราผู้ใจดี อย่างไรก็ตามเมื่อเขาถอดแว่นตาออกอารมณ์ความรู้สึกที่เขาแสดงออกมากลับเปลี่ยนไปอย่างบ้าคลั่ง แล้วมันก็ให้ความรู้สึกคล้ายกับว่ามีชั้นหมอกสีดำพุ่งออกมาล้อมรอบร่างของชายชราผู้นี้เอาไว้

จู่ ๆ สถานการณ์ในสนามรบก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อสัตว์ประหลาดกำลังยืนเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด

ความบ้าคลั่งที่เซียงอู๋เฉิงแสดงออกมาจัดอยู่ในระดับที่น่ากลัวมาก แต่เซี่ยเทียนที่ถอดแว่นตากลับให้ความรู้สึกที่บ้าคลั่งมากยิ่งกว่าเซียงอู๋เฉิงเสียอีก

“นายรู้ไหมว่าทำไมเซี่ยเทียนถึงมักจะสวมแว่นตาและนั่งสมาธิอยู่บ่อย ๆ?” เซี่ยบูหยุนกล่าวถาม

“ทำไมเหรอครับ?” เซี่ยเฟยถามด้วยความสงสัย

“นั่นเป็นเพราะว่าในตอนที่เขายังเด็ก เซี่ยเทียนมีนิสัยที่ดุร้ายมาก เคยมีศัตรูถูกสังหารภายใต้มือคู่นั้นเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ผู้นำตระกูลคนก่อนจึงลงโทษให้เขาไปฝึกสมาธิ โดยหวังว่าเขาจะสามารถควบคุมอารมณ์ความบ้าคลั่งภายในใจของเขาได้” เซี่ยบูหยุนกล่าว

เซี่ยเฟยชะงักค้างไปเล็กน้อยเมื่อเขาได้รู้ว่าเซี่ยเทียนคือผู้ที่มีนิสัยโหดร้ายมากที่สุดในตระกูล ทั้ง ๆ ที่รูปลักษณ์ภายนอกของชายคนนี้ดูเป็นชายชราใจดีที่สงบนิ่งมาก มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าในตอนที่เขายังเด็กเขาเป็นนักรบที่โหดร้ายมากแค่ไหน

“ตระกูลมูนวอร์ดคงจะคิดว่าพวกเขาเจอคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาคิดคำนวณผิดไปเยอะเลย” เซี่ยบูหยุนกล่าว

เมื่อเซี่ยเทียนถอดแว่นตาออกจิตสังหารของเขาก็ปกคลุมทั่วทั้งร่างเซียงอู๋เฉิงในทันที

ท้ายที่สุดเขาก็คือผู้ที่กระหายเลือดมากที่สุดในตระกูล และเมื่อเขาถูกศัตรูกดดันมันก็จำเป็นจะต้องทำให้เขาถอดแว่นตาของตัวเองออกมา

เซียงอู๋เฉิงก้าวเท้าถอยหลังตามสัญชาตญาณอย่างต่อเนื่อง เพราะมันสัมผัสได้ว่าจู่ ๆ ชายตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นศัตรูที่น่ากลัว

ฮ่า ๆ ๆ ๆ!

เซี่ยเทียนส่งเสียงหัวเราะพร้อมกับเงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้า ราวกับว่าอารมณ์ทุกอย่างถูกปลดปล่อยออกมาหลังจากถูกเก็บกดเอาไว้เป็นเวลานาน

“ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว ขอบใจแกมาก ในที่สุดฉันก็ไม่จำเป็นจะต้องซ่อนตัวตนของตัวเองเอาไว้อีกต่อไป” เซี่ยเทียนจ้องมองไปยังเซียงอู๋เฉิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ฟุบ!

ร่างของเซี่ยเทียนหายไปจากตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะใช้ดาบในมือจู่โจมออกไปตรง ๆ

เป้ง!

นับตั้งแต่เซี่ยเทียนถอดแว่นตา การต่อสู้ที่แท้จริงมันก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เมื่ออาวุธของทั้งสองฝ่ายปะทะกันร่างของเซี่ยเทียนก็หายไปอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะปรากฏตัวขึ้นด้านบนเหนือศีรษะของเซียงอู๋เฉิง และเขาก็ยังคงจู่โจมด้วยวิธีการอันเรียบง่ายแต่กลับให้ผลลัพธ์ที่รุนแรง

ตูม! ตูม! ตูม!

หลังจากเซี่ยเทียนถอดแว่นตาของเขาออก มันก็ไม่เพียงแต่อารมณ์ของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น เพราะความเร็วของเขามันก็เพิ่มขึ้นไปจากเดิมด้วย

ชายชราจู่โจมเข้าใส่เซียงอู๋เฉิงอย่างต่อเนื่องหลายพันครั้งต่อวินาที และการโจมตีของเขาก็ทำให้เหล่าบรรดาผู้ชมเริ่มรู้สึกตื่นตระหนก

ตอนแรกเซียงอู๋เฉิงสามารถติดตามความเร็วของอีกฝ่ายและป้องกันได้อย่างทันท่วงที แต่ในตอนนี้ทุกครั้งที่เซี่ยเทียนโจมตี มันจะเริ่มมีหลุมอุกกาบาตเกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกัน

อ๊ากกก!

เซียงอู๋เฉิงเงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้าพร้อมกับร้องคำรามออกมาอย่างกังวล แต่น่าเสียดายก่อนที่เขาจะระบายความคับข้องใจออกไปได้ พื้นที่บริเวณแก้มของเขาก็ถูกฟันจนเกิดแผลเปิดฉีกปากของเขาออกเป็นทางยาว

ร่างกายของเซี่ยเทียนสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง และมันก็ไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นจากความเหนื่อยล้า แต่มันเป็นเพราะว่าเขากำลังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นเลือดของศัตรู

ในตอนนี้ไม่เพียงแต่ใบหน้าของเซียงอู๋เฉิงเท่านั้นที่มีบาดแผล เพราะทั่วทั้งร่างกายของเขาก็มีบาดแผลที่เกิดจากรอยบาดปรากฏขึ้นอยู่จนทั่ว

การจู่โจมของเซี่ยเทียนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นไปเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่มันกลับทิ้งรอยแผลเอาไว้ทั่วทั้งร่างของศัตรูมากกว่า 10,000 รอย

น่าเสียดายที่ปฏิกิริยาตอบสนองของเซียงอู๋เฉิงรวดเร็วเกินไป ทุกครั้งก่อนที่การโจมตีของเซี่ยเทียนจะเจาะทะลุไปจนถึงกระดูก เขาก็จะถูกบล็อกการโจมตีเอาไว้ซะก่อน ไม่อย่างนั้นเซียงอู๋เฉิงก็คงจะถูกเขาสังหารไปได้ตั้งนานแล้ว

อย่างไรก็ตามอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในการโจมตีก่อนหน้านี้ก็ทำให้เซี่ยเทียนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน มันจึงทำให้ร่างกายของทั้งคู่ต่างก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดง

แม้ว่าร่างกายจะบาดเจ็บสาหัสแต่เซี่ยเทียนก็ยังยกใบดาบที่เปื้อนเลือดของศัตรูขึ้นมา จากนั้นเขาก็เริ่มเลียเลือดเข้าไปในปากพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย คล้ายกับว่าเขาไม่รู้สึกถึงอาการเจ็บปวดบนร่างกาย แต่กำลังมีความสุขจากการที่ได้ปลดปล่อยความคลั่งของตัวเองออกมา

“แข็งแกร่งมาก! ตอนนี้ความเร็วของผู้อาวุโสน่าจะถึง 1 ล้านเมตรต่อวินาทีแล้วใช่ไหมครับ?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

“ไม่ใช่! ความเร็ว 1 ล้านเมตรต่อวินาทีเป็นความเร็วสูงสุดในตอนที่เซี่ยเทียนกำลังสวมแว่นอยู่ต่างหาก ตอนนี้ความเร็วของเขาพุ่งสูงขึ้นจนเกือบจะถึง 2 ล้านเมตรต่อวินาทีแล้ว” เซี่ยบูหยุนกล่าว

‘2 ล้านเมตรต่อวินาที!! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมฉันถึงมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขา ความเร็วระดับนี้มันจะน่ากลัวมากเกินไปแล้ว’ เซี่ยเฟยคิดภายในใจอย่างตกตะลึง

ความเร็วในระดับนี้เป็นความเร็วที่ทำให้เซี่ยเทียนสามารถวิ่งรอบโลกได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น และมันก็เป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการว่ามนุษย์ผู้อ่อนแอจะสามารถทำความเร็วในระดับนี้ได้ยังไง

สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้เหล่าบรรดาผู้ชมแทบที่จะไม่มีโอกาสได้พักหายใจ

หลังจากการเผชิญหน้าในช่วงสั้น ๆ เซียงอู๋เฉิงก็เริ่มทำการโต้ตอบกลับไปอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ยังคงใช้การจู่โจมในพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อทำลายความได้เปรียบทางด้านความเร็วของเซี่ยเทียน

เมื่อพบกับลูกไม้เดิม ๆ เซี่ยเทียนก็เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งนอกเหนือจากการใช้กฎแห่งความเร็วแล้วเขายังใช้กฎมิติออกมาในการต่อสู้อีกด้วย

ร่างของเซี่ยเทียนเคลื่อนไหวออกไปนอกระยะการโจมตีของเซียงอู๋เฉิงอย่างฉับพลัน ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็ทำการสะบัดข้อมือเพื่อจู่โจมด้วยคลื่นมิติฉีกขาด

ในฐานะหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในดินแดนกฎ นอกเหนือจากตระกูลสกายวิงจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้กฎแห่งความเร็วแล้ว พวกเขายังสามารถใช้กฎมิติและกฏแห่งสสารได้อีกด้วย

การต่อสู้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเซียงอู๋เฉิงยังคงพยายามใช้การจู่โจมแบบวงกว้างเพื่อจู่โจมเข้าใส่เซี่ยเทียน ขณะที่เซี่ยเทียนใช้ความเร็วเว้นระยะห่างหลบการโจมตีออกไป และได้ใช้คลื่นมิติในการจู่โจมโต้กลับ

“ไอ้คนเจ้าเล่ห์!!” เซียงจินเฉิงทุบหน้าต่างอย่างแรงจนทำให้บานหน้าต่างของยานรบเกือบที่จะแตกออกจากกัน

เซียงอู๋เฉิงคือน้องชายแท้ ๆ ของเซียงจินเฉิง ซึ่งการที่น้องชายของเขาได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้ มันก็ทำให้เขารู้สึกทุกข์ใจมากพอแล้ว แต่การที่เซียงอู๋เฉิงต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกทุกข์ใจมากขึ้นกว่าเดิม

“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้เซียงอู๋เฉิงกำลังจะสูญเสียการควบคุมสติสัมปชัญญะไปอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว เมื่อนั้นเขาก็จะแสดงด้านที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมา” เซียงหลี่จิงกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

การเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองฝ่ายกินเวลาไปนานหลายวินาที และเซียงอู๋เฉิงก็กำลังถูกเซี่ยเทียนทรมานจนร่างกายแทบจะกลายเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อ

แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังคิดว่าเซียงอู๋เฉิงจะพ่ายแพ้อยู่นั่นเอง จู่ ๆ เขาก็เริ่มทำการรวมพลังในชนิดที่ทุกคนไม่เคยคาดคิด

“เขากำลังผสานพลัง!” ผู้ชมคนหนึ่งอุทานขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเขาได้เห็นลำแสงที่เกิดจากการรวมพลังของกฎแห่งสสารและกฎมิติเล็ดลอดออกมาจากร่างของเซียงอู๋เฉิง

“การพยายามผสานพลังแบบนี้มันจะก่อให้เกิดผลกระทบกับร่างกายสูงมาก คราวนี้เขาคงพยายามทุ่มกำลังอย่างสุดชีวิตเพื่อกำจัดศัตรูแล้วสินะ”

“ถึงแม้ว่าเซียงอู๋เฉิงจะเป็นจักรพรรดิกฎ แต่เขาก็คงไม่สามารถปิดกั้นไม่ให้พลังกฎที่ผสานกันกัดกินร่างกายของเขาได้อยู่ดี แม้ว่าเขาจะได้รับชัยชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมามันก็คงจะก่อให้เกิดความเสียหายกับร่างกายของเขาไปตลอดกาล”

ผู้ชมทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับสูงของตระกูลขนาดใหญ่ พวกเขาจึงมีข้อมูลที่ไม่ธรรมดาและทุกคนก็สามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบนสนามรบได้อย่างรวดเร็ว

ตระกูลใหญ่ทุกตระกูลต่างก็มีแผนกวิจัยการใช้พลังกฎเป็นของตัวเอง แน่นอนว่าการผสานพลังคือหนึ่งในหัวข้อหลักของการวิจัยในทุกตระกูล และผลสรุปที่พวกเขาได้ก็คือหากใครต้องการที่จะผสานกฎแห่งมิติเข้ากับกฎแห่งสสาร คนคนนั้นก็ควรจะต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก เพื่อไม่ให้พลังของกฎกัดกร่อนร่างของผู้ใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายตามมาในภายหลัง

อย่างเร็วที่สุดผู้ที่จะใช้พลังนี้ก็ควรจะต้องมีพลังในระดับจักรพรรดิกฎขั้นสูงเสียก่อน การที่จักรพรรดิกฎขั้นต้นอย่างเซียงอู๋เฉิงพยายามผสานกฎทั้งสองเข้าด้วยกัน มันจึงไม่ต่างไปจากการที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตาย

ตูม!

เซี่ยเทียนจู่โจมเข้าใส่เซียงอู๋เฉิงอีกครั้งแล้วมันก็ก่อให้เกิดการระเบิดที่รุนแรง

อย่างไรก็ตามการโจมตีในคราวนี้ไม่สามารถที่จะสร้างความเสียหายให้กับเซียงอู๋เฉิงได้ เพราะพลังมิติของเขาถูกทำลายหายไปก่อนที่มันจะได้สัมผัสกับร่างของศัตรู

การผสานกฎเป็นเทคนิคระดับสูงที่ไม่เพียงจะทำให้ผู้ใช้ได้รับพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ร่างกายของพวกเขายังจะได้รับการป้องกันระดับสูงติดตัวมาอีกด้วย ท้ายที่สุดวิธีการนี้ก็คือการผสานพลังของกฎทั้งสองชนิดเข้ากับร่างกายของตัวเอง ร่างกายของผู้ผสานกฎจึงมีอำนาจในการป้องกันติดตัวมาโดยอัตโนมัติ

เซี่ยเฟยมองไปยังสนามรบด้วยความกังวล เพราะโอโร่เคยบอกกับเขาแล้วว่าการผสานกฎเข้าด้วยกันแบบนี้จะทำให้พลังของผู้ใช้เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างก้าวกระโดด แล้วมันย่อมทำให้ทางฝั่งเซี่ยเทียนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

เมื่อเห็นว่าการจู่โจมไม่สามารถทำร้ายศัตรูได้ เซี่ยเทียนก็หยุดการเคลื่อนไหวและจ้องมองไปทางเซียงอู๋เฉิงด้วยแววตาอันเย็นชา

พริบตาต่อมามันก็เริ่มมีแสงสีขาวจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนร่างของเขา แน่นอนว่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นแบบนี้เกิดจากการผสานพลังกฎเข้าด้วยกัน

จักรพรรดิกฎทั้งสองต่างก็ใช้เทคนิคการผสานพลังกฎเข้ากับร่างกายของตัวเอง ซึ่งมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งคู่ต่างก็พยายามต่อสู้อย่างสิ้นหวัง

เซี่ยบูหยุนกำหมัดแน่นโดยไม่พูดอะไร ขณะที่ทุกคนต่างก็มองไปยังภาพสถานการณ์ตรงหน้าด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง

1 วินาที, 2 วินาที, 3 วินาที …

ทุกวินาทีต่างก็ให้ความรู้สึกราวกับเวลาผ่านไปนานนับร้อยปี

ทั้งเซี่ยเทียนและเซียงอู๋เฉิงต่างก็ยืนอยู่นิ่ง ๆ เพื่อหลอมรวมพลังกฎเข้ากับร่าง และทำให้แสงสว่างรอบ ๆ ตัวของพวกเขาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตูม!

ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายรวบรวมพลังจนเสร็จ มันก็ก่อให้เกิดการระเบิดพลังอันน่าหวาดกลัว และทำให้แสงสว่างอันเจิดจ้าถูกระเบิดออกมาทำให้ทุกคนต้องหลับตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เมื่อเซี่ยเฟยลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่เขาเห็นตรงหน้าก็ไม่ใช่ดาวเคราะห์อีกต่อไป แต่เป็นท้องฟ้าอันมืดมิดที่มีเศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่ในอวกาศ

ดาวเคราะห์ทั้งดวงถูกทำลายลงไปแล้ว!!

“ฉันขอภาวนาให้น้ำยาทะลุจุดเดือดของนายใช้ได้ผลก็แล้วกันนะ” จู่ ๆ โอโร่ก็กล่าวขึ้นมาในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังจมอยู่กับอาการตกตะลึง

***************

อย่าบอกนะว่าจบแล้ว ผลการตัดสินคู่นี้คือยังไง?

จบบทที่ ตอนที่ 748 ผสานกฎ VS ผสานกฎ

คัดลอกลิงก์แล้ว