เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 725 หากรักชีวิตจงอยู่ให้ห่างจากสกายวิง

ตอนที่ 725 หากรักชีวิตจงอยู่ให้ห่างจากสกายวิง

ตอนที่ 725 หากรักชีวิตจงอยู่ให้ห่างจากสกายวิง


ตอนที่ 725 หากรักชีวิตจงอยู่ให้ห่างจากสกายวิง

“ในเมื่อตระกูลมูนวอร์ดกล้ามาแตะต้องคนของตระกูลสกายวิง ฉันก็ขอเป็นตัวแทนของตระกูลประกาศสงครามระหว่างตระกูล ถ้าหากในดินแดนนี้มีตระกูลมูนวอร์ดก็จะไม่มีตระกูลสกายวิงอีกต่อไป สงครามนี้จะจบลงก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทำลายโดยสมบูรณ์” เซี่ยจงไห่ส่งเสียงตะโกนร้องคำรามด้วยใบหน้าอันดุร้าย และคำประกาศของเขาก็เป็นเหมือนกับเหล็กแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปภายในจิตใจของทุกคน

ฉัวะ!

เซี่ยจงไห่สะบัดดาบของเขาตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายออกจากมืออย่างกะทันหัน และทำให้เลือดสีแดงฉานพุ่งทะลักออกมาในทันที

“ในวันนี้ฉันขอใช้นิ้วก้อยของตัวเองเป็นหลักประกัน ว่าพวกเราจะไม่ยอมหยุดสงครามจนกว่าอีกฝ่ายจะถูกทำลาย!!” เซี่ยจงไห่ร้องคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีแดง

เซี่ยเฟยตกใจ!

มู่เฉียนหลิงตกใจ!

หลางจิวหลินตกใจ!

ทุกคนตกใจ!!

น้ำเสียงอันเย็นชาของชายชราคนนี้มีความเยือกเย็นจนแทรกซึมไปจนถึงไขกระดูก และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นตระกูลมูนวอร์ด ซึ่งเป็น 1 ใน 9 ตระกูลชั้นยอด แต่ตระกูลสกายวิงก็กล้าที่จะประกาศสงครามเพียงเพื่อปกป้องสมาชิกตัวน้อย ๆ ภายในตระกูลเพียงแค่คนเดียว

นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องบ้า ๆ ธรรมดาแล้ว แต่มันเป็นเรื่องบ้า ๆ ที่สุดแสนจะบ้ามากเลยต่างหาก!!

สกายวิงถูกขนาดนามว่าดาบคลั่งแห่งเผ่าเทพ และในคราวนี้ดาบคลั่งก็ได้ถูกชักออกมาจากฝักอีกครั้ง โดยเป้าหมายของมันก็คือตระกูลมูนวอร์ด

อึก!

เซี่ยเฟยกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ และทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าชายชราที่ชื่อเซี่ยจงไห่คนนี้ดูเท่ในสายตาของเขามาก

คนทั่วไปมักจะคิดเสมอว่าเซี่ยเฟยคือคนบ้า แต่วันนี้เขาได้ตระหนักแล้วว่าเขาไม่ใช่คนบ้าเพียงคนเดียวในจักรวาล แต่มันยังมีคนบ้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าตระกูลสกายวิง

นี่คือตระกูลที่เย่อหยิ่งมากที่สุดในดินแดนกฎ ตระกูลที่ทำอะไรอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง แต่ถึงกระนั้นการเคลื่อนไหวของสกายวิงก็ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน จนทำให้เหล่าบรรดาผู้ชมถึงกับรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก

เตี้ยวฉีผู้ซึ่งเป็นตัวแทนจากตระกูลสโนว์ดริฟท์รีบหยิบเข็มทิศมิติของตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะรีบติดต่อกลับไปยังตระกูลด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“สงคราม! สงครามมันเริ่มต้นขึ้นแล้ว!!” เตี้ยวฉีตะโกนออกไปเสียงดัง โดยไม่สนใจเลยว่าอีกฝั่งของหน้าจอจะเป็นใคร

“มีอะไร? ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จา” หญิงสาววัยกลางคนที่ทั่วทั้งใบหน้าถูกปกคลุมไปด้วยผ้าสีเขียวกล่าวถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจ

“ตราอสูรคลั่งถูกทำลาย! เซี่ยเฟยคือคนของตระกูลสกายวิง! ตระกูลสกายวิงประกาศสงครามกับตระกูลมูนวอร์ดแล้ว!! ทุกอย่างมันจบแล้ว คนพวกนี้มันบ้ากันไปจนหมดแล้ว!!” เตี้ยวฉีร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก

“ตราอสูรคลั่ง!?” จู่ ๆ สตรีภายในจอภาพก็สะดุ้งขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะเหล่าบรรดาสมาชิกในตระกูลขนาดใหญ่ต่างก็รู้ดีว่าตราสัญลักษณ์นี้มันมีความหมายว่าอะไร

นี่คือตราคำสั่งอันยิ่งใหญ่ของตระกูลสกายวิง และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตรานี้ถูกทำลายทั่วทั้งดินแดนกฎก็จะตกอยู่ภายใต้ความโกลาหล

“รีบกลับมาเดี๋ยวนี้! ฉันอยากรู้ทุกอย่างโดยละเอียดว่าทำไมตระกูลสกายวิงถึงทำลายตราอสูรคลั่ง!!” ผู้หญิงในหน้าจอตะโกนกลับมาอย่างตื่นตระหนกด้วยเช่นกัน

โดยเสียงบทสนทนาระหว่างสตรีทั้งสองคนนี้ก็ได้ดึงสติของเหล่าบรรดาราชากฎทั้งหมดกลับมาอีกครั้ง พวกเขาจึงรีบหยิบเข็มทิศมิติของตัวเองออกมา เพื่อรายงานสถานการณ์กลับไปยังตระกูลต้นสังกัดของตัวเอง

ในเวลาเดียวกันเซียงไป๋ก็หยิบตราของตระกูลมูนวอร์ดออกมาบีบด้วยความตื่นตระหนก ซึ่งตรานี้ก็เป็นเหมือนกับตราอสูรคลั่งของสกายวิง ซึ่งเป็นตราคำสั่งเอาไว้เรียกรวมสมาชิกในตระกูลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม

อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีใครสนใจการเคลื่อนไหวของเซียงไป๋เลย เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าตระกูลมูนวอร์ดถูกบังคับให้ต้องยอมรับการต่อสู้ สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ คือทางตระกูลสกายวิงที่เป็นฝ่ายประกาศสงครามต่างหาก

เหตุการณ์นี้ทำให้เซียงไป๋รู้สึกเสียหน้ามาก เพราะการที่เขาหยิบตราออกมาทำลายอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ นั่นก็เพราะว่าเขาพยายามจะกอบกู้ชื่อเสียงของตัวเองกลับมาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีใครให้ความสนใจการกระทำของเขาเลย

“พวกเรากลับกันเถอะ ตอนนี้พวกเราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว” เซียงอู๋เฉิงกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันโกรธเกรี้ยว ขณะมองไปยังแขนขวาของตัวเองที่ถูกตัดขาด

คำพูดของชายชราเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความสิ้นหวัง ก่อนที่จักรพรรดิกฎทั้งสองคนจะเดินทางกลับไปด้วยความอัปยศ เพราะคนหนึ่งก็ถูกตัดแขนขวาให้ขาดออกจากร่าง ขณะที่อีกคนก็ถูกข่วนใบหน้าจนมีรอยแผลเป็นทางยาว

ทั้งเซี่ยเฟยและเซี่ยจงไห่ต่างก็ไม่ได้มีความคิดที่จะหยุดชายชราทั้งสองคนนั้นเอาไว้เลย เพราะท้ายที่สุดอีกฝั่งก็เป็นจักรพรรดิกฎทั้งสองคน ถ้าหากว่ามันเกิดการต่อสู้ขึ้นจริง ๆ ทางฝั่งของพวกเขาก็มีแต่จะเป็นฝั่งที่เสียเปรียบ

แววตาของเซี่ยเฟยค่อย ๆ ว่างเปล่าลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งในตอนนี้เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะตั้งสติเอาไว้ได้อีกต่อไป สาเหตุที่เขายังคงยืนหยัดมาได้จนถึงวินาทีนี้ นั้นก็เพราะว่าเขาไม่คิดที่จะยอมแพ้ แต่เมื่อวิกฤตได้คลี่คลายลงไปเป็นการชั่วคราวแล้ว เขาจึงเป็นลมล้มหมดสติลงไปด้วยความเหนื่อยล้า

ในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังหมดสติ พายุที่มีเขาเป็นต้นเหตุก็กำลังโหมกระหน่ำไปทั่วทุกที่ แล้วมันก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้นมาอย่างมากมาย

ณ หมู่บ้านที่เงียบสงบในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งที่มีบ้านเรือนหลายร้อยหลัง

จู่ ๆ หญิงชราคนหนึ่งก็รีบถีบประตูพุ่งตัวออกมาจากบ้านอย่างรุนแรง และถึงแม้ว่าผมของเธอจะหงอกขาว บนใบหน้าจะมีรอยย่นอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ดวงตาของเธอกลับเป็นสีแดงก่ำและอารมณ์ของเธอก็เกือบจะเรียกได้ว่าบ้าคลั่งได้แล้ว

“ย่าจะไปไหน?”

“ช่วงนี้ป้าสุขภาพไม่ค่อยดีไม่ใช่เหรอ จะรีบเดินออกมานอกบ้านไปทำไม?”

เหล่าบรรดาลูกหลานที่พบหญิงชราต่างก็พยายามห้ามปรามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

“ตราอสูรคลั่งถูกทำลายแล้ว! ไม่ว่ายังไงฉันก็จะต้องกลับไป” หญิงชรามองขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แน่วแน่

“แม่! ตอนนี้แม่แก่มากแล้วนะ ไม่ใช่สาว ๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว” ชายชราคนหนึ่งพยายามร้องขอและถึงแม้ว่าเขาจะดูแก่ชรามากเช่นกัน แต่เขาก็ยังเป็นลูกชายของหญิงชราคนนี้อยู่ดี

ผัวะ ๆ ๆ

หญิงชรายกไม้เท้าขึ้นมาตีหัวลูกชายของเธอ 3 ครั้ง ก่อนที่เธอจะร้องคำรามขึ้นมาด้วยความโกรธ

“ถึงแม้ว่าฉันจะตายแต่ฉันก็ต้องกลับไป ไม่ว่ายังไงฉันก็คือคนของตระกูลสกายวิง เมื่อไหร่ก็ตามที่ตราอสูรคลั่งถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง, ผู้ชาย, เด็กเล็กหรือคนแก่จะต้องกลับไปรวมตัวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น และนี่คือกฎของตระกูลที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หลีกทางออกไปให้พ้น! อย่าเข้ามาขวางทางฉัน!!”

“แม่! แต่แม่แต่งงานแล้วนะ!! ตอนนี้แม่ไม่ใช่คนจากตระกูลสกายวิงอีกแล้ว” หญิงชราผู้ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ของหญิงแก่คนนี้พยายามห้ามปรามด้วยเช่นกัน

ผัวะ ๆ ๆ

หญิงแก่ยังคงใช้ไม้เท้าฟาดเข้าใส่ลูกสะใภ้ของเธอเช่นเดิม และถึงแม้ว่าเธอจะอายุมากแล้วแต่เธอก็ยังคงมีความดื้อรั้นและไร้เหตุผล ซึ่งเป็นนิสัยประจำตัวของสมาชิกตระกูลสกายวิงอยู่เหมือนเดิม

นอกจากนี้ถึงแม้ว่าเธอจะแต่งงานออกมานอกตระกูล แต่นิสัยเหล่านี้ก็ยังคงฝังอยู่ในพันธุกรรมของเธอชั่วนิรันดร์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ในความเป็นจริงตระกูลสกายวิงเป็นตระกูลที่มีกฎเกณฑ์น้อยมาก เพราะนอกเหนือจากคำสั่งรวมตัวกันที่นาน ๆ จะมีสักครั้งหนึ่งแล้ว ตระกูลแห่งนี้ก็แทบจะไม่มีกฏเกณฑ์ใด ๆ คอยบังคับสมาชิกในตระกูลของพวกเขาเลย

“ไอ้พวกไร้ประโยชน์! นี่พวกเอ็งไม่รู้หรือยังไงว่าตราอสูรคลั่งมันคืออะไร?” หญิงชราบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด

“ดูเหมือนว่าพวกเอ็งจะไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ สินะ... พวกเอ็งรู้ไหมว่าทำไมทั่วทั้งดินแดนกฎถึงรู้สึกหวาดกลัวตระกูลสกายวิงขนาดนี้?”

“สาเหตุที่ทุกคนหวาดกลัวตระกูลสกายวิง มันก็ไม่ใช่เพราะว่าพวกเราแข็งแกร่งกว่าตระกูลอื่นอะไรแบบนั้นเลย แต่พวกเราคือตระกูลที่สามัคคีและโหดเหี้ยมมากกว่าตระกูลอื่นต่างหาก ดังนั้นไม่ว่าใครที่กล้าแตะต้องสมาชิกในตระกูลของเรา พวกเราก็จะกวาดล้างศัตรูไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครก็ตาม”

“ตอนนี้ตราอสูรคลั่งถูกทำลายแล้ว ตราบใดก็ตามที่ฉันยังมีลมหายใจ ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องกลับไปรวมตัวกันกับทุกคน” หญิงชรากล่าว ขณะที่ดวงตาของเธอยังคงจับจ้องมองไปทางกลุ่มดาวม้าขาวด้วยแววตาอันแน่วแน่

ณ ป่าดึกดำบรรพ์

ชายฉกรรจ์ผู้มีความสูงมากกว่า 2 เมตรและมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 300 กิโลกรัม กำลังจับจ้องมองไปยังผืนป่าตรงหน้าและส่งเสียงตะโกนขึ้นมาด้วยความดุร้าย

“ออกมาเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นฉันจะพลิกแผ่นดินทั้งดาวเพื่อไล่ฆ่าแก!!”

เสียงร้องคำรามอันหยิ่งผยองนี้เกิดจากการที่ชายร่างใหญ่กำลังพยายามท้าทายอสูรเทวะให้ออกมาเผชิญหน้ากับเขา อย่างไรก็ตามด้วยกลิ่นอายที่เขาได้ปลดปล่อยออกมา มันก็ทำให้แม้แต่แมลงภายในป่าก็ไม่กล้าส่งเสียง เพราะพวกมันกำลังตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

“ยังไม่โผล่หัวมาอีกงั้นเหรอ?!” ชายฉกรรจ์พึมพำด้วยแววตาอันเย็นชา และเขาก็กำลังตั้งท่าจะพุ่งตัวเข้าไปในป่าเพื่อจัดการกับอสูรเทวะที่หลบซ่อนตัวอยู่

แต่ในทันใดนั้นเองการเคลื่อนไหวของเขาก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ก่อนที่เขาจะรีบหยิบตรารูปมังกรออกมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง และมันก็ทำให้เขาได้พบว่าทั่วทั้งตรากำลังลุกไหม้เปลวไฟ

“ตราอสูรคลั่งถูกเปิดใช้งานแล้ว!!”

แต่เดิมตรารูปมังกรนี้เป็นเพียงแค่ตราอันหมองคล้ำ แต่ตอนนี้ทั่วทั้งลำตัวของมังกรกลายเป็นสีแดงเผยให้เห็นลวดลายของมังกรที่สง่างาม

“แกโชคดีไปที่ฉันต้องรีบกลับไปหาตระกูล จำเอาไว้ฉันชื่อเซี่ยหม่างจากตระกูลสกายวิง สักวันฉันจะต้องกลับมาหาแกแน่” ทันทีที่พูดจบร่างของเขาก็หายตัวไปราวกับสายฟ้า ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่นานมันก็มีเสียงร้องคำรามดังออกมาจากภายในป่าด้วยความเจ็บปวด

แรดธารขาวผู้ซึ่งเป็นอสูรเทวะระดับ 3 กำลังถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะการจากไปของอีกฝ่ายทำให้มันได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง

ปัจจุบันทั่วทั้งร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลที่บาดลึกอย่างมากมาย ซึ่งถ้าหากว่าตราอสูรคลั่งไม่ได้ถูกทำลาย วันนี้ก็คงจะเป็นวันสิ้นชะตาชีวิตของมันแล้ว

อย่างไรก็ตามอสูรเทวะตัวนี้ก็หยุดชะงักเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่มันจะรีบหนีไปโดยไม่สนใจความเจ็บปวดบนร่างกาย เพราะมันพยายามจะทำยังไงก็ได้ให้อยู่ห่างจากสมาชิกของตระกูลสกายวิงให้ได้มากที่สุด

***************

วีรกรรมฉาวโฉ่ ดูจากนิสัยแล้วครอบครัวพี่เฟยจริงๆแหละ

จบบทที่ ตอนที่ 725 หากรักชีวิตจงอยู่ให้ห่างจากสกายวิง

คัดลอกลิงก์แล้ว