เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 712 พายุกำลังมา

ตอนที่ 712 พายุกำลังมา

ตอนที่ 712 พายุกำลังมา


ตอนที่ 712 พายุกำลังมา

ในวันที่ 2 ขณะที่เซี่ยเฟยกำลังพัฒนาเป็นราชากฎ มันก็ได้มีงานแสดงที่น่าสนใจเกิดขึ้นในตระกูลหยูด้วยเช่นกัน

ในวันนั้นตระกูลหยูถูกตกแต่งด้วยรูปลักษณ์ใหม่ แล้วมันก็มีแขกจากตระกูลต่าง ๆ เดินทางมาที่ตระกูลอย่างคับคั่ง

แขกที่เดินทางมาในวันนั้นไม่ได้มีเพียงแต่ตัวแทนของตระกูลที่สนิทสนมกับตระกูลหยูเท่านั้น เพราะแม้แต่ตัวแทนจากตระกูลชั้นยอดก็เดินทางมาที่ตระกูลหยูในวันนั้นด้วย

ตระกูลชั้นยอดในเขตแดนเทพถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจด้อยกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเผ่าเทพเท่านั้น ตัวตนของพวกเขาจึงไม่ต่างไปจากผู้ทรงอำนาจที่สามารถเหลือบสายตามองดูผู้คนได้จากยอดพีระมิด

แน่นอนว่าตระกูลเฝิงที่ดูแลหอคอยมังกรฟ้าก็เป็นตระกูลที่ไม่อาจมองข้ามได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่ตระกูลเฝิงไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก ฐานอำนาจของพวกเขาจึงยังด้อยกว่าเหล่าบรรดาตระกูลชั้นยอด

พิธีแต่งตั้งผู้นำตระกูลถูกจัดขึ้นที่โถงบรรพบุรุษภายในเมืองหลักของตระกูลหยู ซึ่งโถงบรรพบุรุษของตระกูลหยูที่มีเอาไว้สำหรับการไหว้บรรพบุรุษมีอยู่ทั้งสิ้น 2 แห่ง โดยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่เกาะอสรพิษพิทักษ์ ส่วนอีกแห่งตั้งอยู่ภายในเมืองหลักให้คนทั่วไปสามารถเข้ามากราบไหว้บรรพบุรุษของตระกูลได้

ในอดีตตอนที่ตระกูลหยูมีความเจริญรุ่งเรือง มันมีตระกูลขนาดเล็กหลาย ๆ ตระกูลที่ได้รับการคุ้มครองจากตระกูลนี้ พวกเขาจึงมักจะส่งคนมาไหว้บรรพบุรุษของตระกูลหยูในทุก ๆ ปี โถงบรรพบุรุษในเมืองหลักของตระกูลหยูจึงได้กลายเป็นสถานที่ที่มีเอาไว้สำหรับจัดงานสำคัญของตระกูล

บริเวณโถงบรรพบุรุษถูกตกแต่งเอาไว้ด้วยผ้าไหมสีแดง และตรงกลางลานได้มีแท่นหินอ่อนสีขาวถูกสลักเอาไว้ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ที่มีใจความเขียนไว้ว่า

“พิธีแต่งตั้งผู้นำตระกูล”

อายุขัยของผู้คนในดินแดนกฎมักจะมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี ผู้นำตระกูลคนใหม่จึงมีสิทธิ์ชี้นำเส้นทางให้กับตระกูลเป็นเวลาหลายร้อยปีด้วยเช่นกัน ดังนั้นทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งผู้นำตระกูลจึงจำเป็นจะต้องมีการแต่งตั้งอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกระแสสังคม

โถงบรรพบุรุษมีขนาดใหญ่มากและมีแขกเข้าร่วมพิธีจำนวนหลายพันคน ซึ่งแขกแต่ละคนต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญในตระกูล เพราะแขกที่ไม่ค่อยสำคัญมากนักไม่สามารถที่จะเข้ามาร่วมพิธีในเขตของโถงบรรพบุรุษได้

พิธีแต่งตั้งผู้นำตระกูลในครั้งนี้คล้ายกับงานเลี้ยงของชาวตะวันตกบนโลกมนุษย์ โดยแขกทุกคนจะยื่นพูดคุยสนทนาสังสรรค์กันและมีบริกรคอยนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้กับแขกตามมุมต่าง ๆ

วันนี้หยูชิชิสวมชุดสีม่วงและตกแต่งเครื่องประดับอย่างงดงาม ขณะที่เธอยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างตื่นเต้น

“คุณลุงหยูฮัวมีคนรู้จักอยู่มากจริง ๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแม้แต่ 9 ตระกูลชั้นยอดก็ยังส่งตัวแทนมาเข้าร่วมพิธีแต่งตั้งผู้นำตระกูลในวันนี้ด้วย ย่าของฉันบอกว่างานเลี้ยงวันนี้มันมีชีวิตชีวามากกว่าตอนที่คุณปู่ได้รับตำแหน่งเสียอีก ฉันว่าคุณลุงจะต้องนำพาตระกูลของเราให้ทะยานขึ้นไปในฟากฟ้าได้อย่างแน่นอน” หยูชิชิหันไปพูดกับชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง

“ท่านลุงคืออดีตอัจฉริยะของตระกูลเราเชียวนะ แม้แต่พี่เสี่ยวเป่ยก็ยังมีพรสวรรค์เทียบกับท่านลุงหยูฮัวไม่ได้ ความคิดของท่านลุงก็มีความเฉลียวฉลาดและตัดสินใจได้อย่างเฉียบแหลมมากเหมือนกัน จนทำให้แม้กระทั่งท่านอาหยูจินก็ยังต้องยอมยกตำแหน่งให้กับท่านลุง” ชายหนุ่มที่อยู่กับหยูชิชิกล่าวเสริมอย่างเห็นด้วย

“คนสมัยนี้นี่มันรีบร้อนจริง ๆ กระดูกของคนรุ่นก่อนยังไม่ทันย่อยสลายไปด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับแต่งตั้งผู้นำตระกูลคนใหม่ขึ้นมาแล้ว” จู่ ๆ มันก็ได้มีเสียงอันเย็นชาดังขึ้นมาจากด้านหลังของหยูชิชิ

เมื่อหญิงสาวหันกลับไปด้วยความโกรธเธอก็ได้พบกับชายหนุ่ม 2 คนวัยประมาณ 20 ปี ซึ่งคนหนึ่งเป็นคนอ้วนและอีกคนหนึ่งเป็นคนผอมที่เธอไม่รู้จัก

“พวกนายกำลังพูดถึงใคร!?” หยูชิชิเป็นคุณหนูที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เมื่อคนพวกนี้ตั้งใจที่จะต่อว่าตระกูลของเธอ มันจึงทำให้เธอเริ่มแสดงนิสัยเสียออกมาด้วยเช่นกัน

“ทุกคนที่นี่มีใครรู้บ้างว่าอดีตผู้นำเสียชีวิตลงได้ยังไง? เซี่ยเฟยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง ๆ หรือเปล่า? คุณที่เป็นสมาชิกของตระกูลหยูรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้นจริง ๆ เหรอ?”

“เซี่ยเฟยคือผู้ต้องสงสัยที่มาทำร้ายคุณปู่อย่างแน่นอน และสาเหตุที่เขาเข้าร่วมกับตระกูลหยูมันก็เป็นเพราะว่าเขามีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก แล้วพวกนายล่ะรู้อะไรบ้างถึงได้มาพูดแบบนี้!” หยูชิชิกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง

“เธอนั่นแหละรู้อะไรถึงกล้ามาพูดแบบนี้ ถ้ามีปัญหามากก็มาอัดกันเลยไหม!” ชายอ้วนจ้องมองไปทางหยูชิชิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส

“นี่นายจะมาทะเลาะกับเธอไปทำไม พวกเราไปดื่มที่อื่นกันเถอะ” ชายร่างผอมกล่าว

หยูชิชิรู้ดีว่าแขกทุกคนที่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ห้องโถงบรรพบุรุษได้ ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีสถานะที่สูงศักดิ์ แต่เธอก็ไม่คิดมาก่อนว่าชายอ้วนผู้หยิ่งผยองคนนี้จะถึงขนาดกล้าหาเรื่องเธอภายในโถงบรรพบุรุษ

เมื่อชายทั้งสองคนนั้นจากไปหยูชิชิก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่เนื่องจากเธอไม่กล้าตามไปหาเรื่องแขกทั้งสองคนต่อ เธอจึงทำได้เพียงแต่ยืนเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้นด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น

“น้องเจ็ดพวกเราอย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยดีกว่า” ชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ ส่งเสียงกระซิบ

“ทำไม? พวกเขามีอำนาจมากเลยงั้นเหรอ?” หยูชิชิถามขึ้นมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจ

“คนอ้วนคนนั้นเป็นหลานชายสายตรงของผู้นำตระกูลเชฟชิฟเตอร์คนปัจจุบัน ส่วนคนผอมคนนั้นคือนายน้อยของตระกูลเฝิง ตอนที่พวกเขาเดินทางมาเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้แม้แต่ท่านอาหยูเผิงก็ยังต้องออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยความเคารพ”

เมื่อหยูฮัวได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็นผู้นำตระกูล พี่น้องหยูเผิงกับหยูจินก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้อาวุโสของตระกูลด้วยเช่นกัน แม้แต่เรื่องสำคัญอย่างการต้อนรับแขกก็ยังถูกมอบหมายให้กับหยูเผิง ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าหยูฮัวให้ความไว้วางใจพี่น้องทั้งสองคนนี้มากแค่ไหน

“แขกจากตระกูลเชฟชิฟเตอร์กับตระกูลเฝิงงั้นเหรอ?” หยูชิชิอุทานขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

“ใช่แล้ว ในคราวนี้ตระกูลเชฟชิฟเตอร์ไม่ได้ส่งตัวแทนคนไหนมาเข้าร่วมงาน แต่หลางซุนเย่ได้มาเข้าร่วมพิธีในฐานะตัวแทนจากสมาคมผู้คุมกฎ ขณะที่เฝิงซินเหนียนก็เดินทางมาเข้าร่วมงานด้วยตัวเองไม่ได้มาร่วมงานในฐานะของตัวแทนจากกลุ่มมังกรฟ้าด้วยเหมือนกัน” ชายหนุ่มกล่าวตอบ

“พวกเขาเป็นเพื่อนของเซี่ยเฟยงั้นเหรอ?” หยูชิชิพึมพำขึ้นมาเบา ๆ

ตระกูลเชฟชิฟเตอร์เป็น 1 ใน 9 ตระกูลชั้นยอด ขณะที่ตระกูลเฝิงก็เป็นตระกูลที่มีความพิเศษมากเช่นเดียวกัน เพราะพวกเขาคือตระกูลที่กุมอำนาจภายในกลุ่มมังกรฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดภายในแดนเทพ หยูชิชิจึงไม่เข้าใจว่าหลังจากที่เซี่ยเฟยเดินทางไปยังกลุ่มดาวม้าขาวเพียงแค่ไม่กี่วันแล้วเขาได้กลายเป็นเพื่อนของสองคนนี้ได้ยังไง

“หลางซุนเย่! นายจะใจร้อนมากเกินไปแล้ว อย่าลืมนะว่าพวกเราเดินทางมาที่นี่ในฐานะของแขก ถ้านายก่อเรื่องขึ้นมาไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อตระกูลของนายบ้างหรือยังไง?” เฝิงซินเหนียนหยิบแก้วแชมเปญยื่นให้หลางซุนเย่พร้อมกับพยายามพูดเตือนสติ

“คนพวกนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอดีตผู้นำของตัวเองตายได้ยังไง แต่พวกเขาก็ยังผลักความรับผิดชอบทุกอย่างไปให้กับเซี่ยเฟย เรื่องนี้มันจะต้องมีเลศนัยอะไรบางอย่างแน่ ๆ ฉันอยากจะรู้จริง ๆ ว่าวันนี้พวกมันจะแสร้งทำตัวต่อหน้าคนอื่นออกมายังไง” หลางซุนเย่กล่าวอย่างเย็นชา

เฝิงซินเหนียนทำได้เพียงแต่ยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร แล้วมันก็โชคดีที่หลางซุนเย่มีพี่ชาย 2 คนเขาจึงไม่ต้องแบกรับภาระที่จะต้องขึ้นเป็นผู้นำตระกูลในรุ่นต่อ ๆ ไป ดังนั้นถึงแม้ว่าหลางซุนเย่จะสูญเสียความเยือกเย็นไปบ้างแต่มันก็ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อตระกูลมากนัก

ในทางกลับกันเฝิงซินเหนียนจะต้องขึ้นไปสืบทอดตำแหน่งผู้นำของตระกูล แรงกดดันที่เขาแบกรับจึงเหนือกว่าหลางซุนเย่มาก และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีความคิดที่เยือกเย็นมากกว่าคนในรุ่นเดียวกัน

“บางทีฉันก็อิจฉานายจริง ๆ ที่อยากจะพูดอะไรก็พูดอยากจะทำอะไรก็ทำ ฉันนี่จะทำอะไรทีก็ต้องคิดถึงตระกูลก่อนเสมอ หวังว่าคราวนี้ทุกอย่างจะเป็นเหมือนกับสิ่งที่เซี่ยเฟยได้บอกเอาไว้ในจดหมายนะ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงจะต้องถูกพ่อดุแน่ ๆ” เฝิงซินเหนียนกล่าว

“พี่เฝิงคิดว่าจดหมายนั่นเป็นจดหมายของเซี่ยเฟยจริง ๆ หรือเปล่า?” หลางซุนเย่กล่าวถามด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม

“มีโอกาสเป็นไปได้ ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นคนที่ไม่มีภูมิหลังในดินแดนกฎ คนที่เขาพอจะขอความช่วยเหลือได้มากที่สุดก็มีแค่นายกับฉันเท่านั้น เราควรรอดูก่อนว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้ไหม ถ้าหากว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องจริงเหมือนกับที่จดหมายได้บอกเอาไว้ เราก็แค่ต้องร่วมมือกันสร้างปัญหาให้มันใหญ่ขึ้น”

“ถึงแม้ว่ากำลังของเรายังไม่มากพอที่จะสร้างความปั่นป่วนให้วุ่นวายขึ้นมา แต่อย่างน้อยเรื่องนี้มันก็จะไม่ถูกปกปิดเอาไว้อีกต่อไป นอกจากนี้ฉันยังประเมินเซี่ยเฟยเอาไว้สูงมาก การที่เรามีโอกาสสร้างหนี้บุญคุณให้กับเขามันก็จะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต” เฝิงซินเหนียนกล่าว

“ผมไม่ได้อยากทำให้ใครมาเป็นหนี้บุญคุณผมหรอก ผมก็แค่ทนไม่ไหวถ้าหากว่าเห็นใครเจอเรื่องที่ไม่ยุติธรรม” หลางซุนเย่กล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

เฝิงซินเหนียนทำได้เพียงแต่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องความซื่อตรงเรื่องนี้เขาก็สู้หลางซุนเย่ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะท้ายที่สุดตระกูลเฝิงก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับเอาไว้หนักมาก แล้วถ้าหากว่าเขาเป็นคนที่ซื่อตรงมากเกินไป มันก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถเอาตัวรอดภายในดินแดนอันโหดร้ายแห่งนี้ได้

“พิธีมอบตำแหน่งกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทำไมมู่ฟู่ผิงถึงยังไม่มาอีกล่ะ?” หลางซุนเย่กล่าวขึ้นมาเบา ๆ หลังจากที่เขาเหลือบตามองดูเวลา

“มู่ฟู่ผิงจะมาทำอะไร?” เฝิงซินเหนียนกล่าวถามด้วยความแปลกใจ

“ผมเป็นคนขอให้เธอมาเอง ในตอนที่ผมได้จดหมายผมก็คิดว่าเซี่ยเฟยกำลังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราจริง ๆ ผมก็เลยติดต่อไปหามู่ฟู่ผิง เพราะอย่างน้อยเธอก็น่าจะช่วยเหลือพวกเราในเรื่องนี้ได้” หลางซุนเย่ตอบ

คราวนี้เสียงของหลางซุนเย่ค่อนข้างดังน้ำเสียงของเขาเลยดึงดูดความสนใจของคนอื่นได้ในทันที เฝิงซินเหนียนจึงรีบดึงตัวชายหนุ่มออกไป ก่อนที่เขาจะกระซิบพูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า

“หลางซุนเย่! ทำไมนายไม่บอกเรื่องนี้กับฉันก่อน นายไม่รู้หรือยังไงว่าเซี่ยเฟยกับมู่ฟู่ผิง…”

“ผมรู้! พวกเขากำลังชอบพอกันอยู่ใช่ไหมล่ะ? ผมก็เลยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แล้วใครจะไปรู้หลังจากนี้พวกเขาก็อาจจะแต่งงานกันเลยก็ได้ เมื่อถึงเวลาที่เซี่ยเฟยแต่งงานกับทายาทของตระกูลวิทเทอร์จริง ๆ ในเวลานั้นผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะมีใครกล้ามาดูถูกเขาอีกไหม” หลางซุนเย่กล่าวขัดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

คำตอบนี้ถึงกับทำให้เฝิงซินเหนียนพูดไม่ออก และเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลางซุนเย่ไปได้ยินข่าวเรื่องนี้มาจากไหน แต่เรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจคือเซี่ยเฟยไม่ได้มีความคิดที่จะแต่งงานกับมู่ฟู่ผิงแน่ ๆ

ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น มันก็มีเสียงดังโวยวายดังขึ้นมาจากระยะไกล เมื่อเฝิงซินเหนียนหันไปยังต้นเสียงเขาก็ได้พบกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 10 กว่าคนเดินโซเซเข้ามาภายในงาน หลางซุนเย่จึงรีบยกมือตะโกนเรียกทุกคนในทันที

“พี่น้อง! ฉันอยู่ทางนี้!!”

“นี่นาย... นายเรียกพวกเขามาทำไม?” เฝิงซินเหนียนอุทานพร้อมกับส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง

***************

555555555 อย่าบอกนะว่าไอ้หมาน้อยเรียกระดมพลเด็กแสบประจำดินแดนกฎมา

จบบทที่ ตอนที่ 712 พายุกำลังมา

คัดลอกลิงก์แล้ว