- หน้าแรก
- ข้ามีช่องใส่อุปกรณ์
- บทที่ 13 โศกนาฏกรรม
บทที่ 13 โศกนาฏกรรม
บทที่ 13 โศกนาฏกรรม
ไม่แปลกใจเลยที่แม่เล้าจะมีปฏิกิริยาใหญ่โตถึงเพียงนี้
เพราะฉีจือเสวียนนั้นเจริญเติบโตขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แน่นอนว่า
คนอื่นๆ ในห้องครัวไม่ได้มีความรู้สึกว่าเรื่องดังกล่าวกะทันหันเช่นนั้น
ฉีจือเสวียนเดินไปเดินมาอยู่ใต้สายตาของพวกเขาในทุกวัน ร่างกายอวบอัฏขึ้นวันละนิดนับเป็นเรื่องปกติ
สำหรับคนทำครัวแล้ว ใครเล่าหัวไม่โตคอไม่หนา?
หลังจากรับค่าแรง ฉีจือเสวียนกุมเงินสองพันห้าร้อยหนีเชาไว้ในมือ พลางชำเลืองมองไปยังชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนของฉางคุน
“เล่นมาจองต้องเสียให้พวกเขาห้าร้อย ที่จะได้มาไว้ในมือจริงๆ มีเพียงสองพันเท่านั้น”
ฉีจือเสวียนคำนวณรายได้ในใจ พลางคิดว่า: “เงินสองพันหนีเชาสามารถซื้อโอสถบำรุงได้ไม่น้อย ก็นับว่าเพียงพอใช้ไปก่อนชั่วคราว แต่เงินสำหรับการกราบอาจารย์ฝึกยุทธ์นั้น......”
ขณะที่กำลังวิเคราะห์อยู่นั้น
ภายนอกก็มีเสียงร้องไห้โหยหวนดังแว่วมาอีกครั้ง
“เฮ้อ ครอบครัวของหลิวเอ้อร์มาสร้างเรื่องอีกแล้ว”
ทุกคนต่างชะเง้อหน้าออกไปมองด้วยสีหน้าที่เหมือนอยากจะดูเรื่องสนุก
หลิวเอ้อร์ถูกตระกูลจ้าวทำเป็นปุ๋ยดอกไม้ ครอบครัวของเขาย่อมโกรธแค้นแต่ก็ไม่กล้าปริปากด่าตระกูลจ้าว
ทว่า ไม่รู้ว่าใครกันที่แอบนำเรื่องบางอย่างไปบอกครอบครัวของหลิวเอ้อร์
ครอบครัวของหลิวเอ้อร์ถึงได้รู้ว่า เหตุที่หลิวเอ้อร์ถูกสังหาร กลับกลายเป็นเพราะหยิ่นต้าเยว่และเฒ่าเหอที่ทำร้ายเขา และแม่เล้าเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ชั่วขณะหนึ่ง
บิดามารดา ภรรยา และลูกชายวัยสามขวบของหลิวเอ้อร์ รวมถึงน้องชายสองคนและน้องสาวอีกหนึ่งคน ทั้งครอบครัวต่างพากันโกรธแค้น
ความคับแค้นระเบิดออกมาอย่างสิ้นเชิง!
พวกเขาไม่กล้าไปยุ่งกับตระกูลจ้าว แต่จะยังจัดการแม่เล้า พ่อครัว และคนงานเตรียมอาหารไม่ได้เชียวรึ?
ดังนั้น พวกเขาจึงมาปิดล้อมประตูทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งเสียงโวยวายอย่างเต็มกำลัง
หยิ่นต้าเยว่และเฒ่าเหอถูกรบกวนจนหน้าดำคร่ำเครียด ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในหอเม่ยเซียง ไม่กล้ากลับบ้านมาสองวันแล้ว
“มารดาเจ้าเถอะ เห็นหอเม่ยเซียงเป็นสถานที่แบบไหนกัน?”
แม่เล้าใบหน้ามืดมน
นางได้อธิบายให้ครอบครัวของหลิวเอ้อร์ฟังแล้ว ทั้งยังมอบค่าทำศพให้ไปก้อนหนึ่ง
ใครจะไปคิดว่า ครอบครัวนี้ยังคงตื้อไม่เลิกรา
“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
แม่เล้าส่งสายตาเพียงแวบเดียว ฉางคุนและพวกทั้งสี่คนก็เข้าใจความหมายทันที พวกเขาพุ่งออกไป ขับไล่ครอบครัวของหลิวเอ้อร์อย่างป่าเถื่อน
ครอบครัวของหลิวเอ้อร์ใช้ไหวพริบสู้กับฉางคุน ตอนแรกก็ยอมถอยไป แต่ผ่านไปครู่หนึ่งก็เดินกลับมาใหม่ แล้วด่าทอต่อไปด้วยถ้อยคำที่หยาบคายยิ่งนัก
“นายหญิง จะต้องใช้มาตรการรุนแรงหรือไม่ขอรับ?” ฉางคุนดวงตาดุร้าย ทำท่าทางกำหมัด
แม่เล้ามีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำนิ่ง ตวาดว่า: “พวกไม่รักตัวกลัวตาย! สั่งสอนพวกเขาให้หนัก ให้พวกเขารู้ซะบ้างว่าคำว่ากลัวเขียนอย่างไร”
ฉางคุนยิ้มอย่างน่าสยดสยอง ทะยานร่างออกไปราวกับลมพายุ คว้าตัวบิดาชราของหลิวเอ้อร์ แล้วยกบิดาชราขึ้นสูง ก่อนจะทุ่มบิดาชราลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับกระสอบขาด
“อั่ก!”
บิดาชราของหลิวเอ้อร์กระอักเลือดออกมาทันที กระดูกในร่างกายไม่รู้ว่าหักไปกี่ท่อน
ช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
เป็นภาพที่น่าตกใจอย่างยิ่ง!
“ท่านพ่อ!” น้องสาวของหลิวเอ้อร์ใบหน้าซีดเผือด น้ำตาไหลนองประดุจเขื่อนแตก
“ไสหัวไป!” ฉางคุนถ่มเสลดคำใหญ่ลงบนใบหน้าของบิดาชราของหลิวเอ้อร์
ครอบครัวของหลิวเอ้อร์หวาดกลัวจนสิ้นสติ รีบแบกบิดาชราหนีจากไป
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้!
ฉีจือเสวียนและคนอื่นๆ ต่างมีความรู้สึกที่ซับซ้อน
หยิ่นต้าเยว่ที่มีสีหน้าอับโชคพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอก แล้วถ่มน้ำลายลงบนพื้นเช่นกัน
ส่วนเฒ่าเหอมีสีหน้ามืดมน หัวเราะเย็นชาออกมาสองสามครั้ง
ไม่นานหลังจากนั้น
ฉางคุนเรียกทุกคนให้ไปเล่นมาจองทีละคน
ฉีจือเสวียนก็ถูกเรียกไปเช่นกัน เขาหยิบเงินห้าร้อยหนีเชาออกมามอบให้ฉางคุนโดยตรง พลางยิ้มประจบว่า: “ท่านปู่ฉาง ผู้น้อยหัวช้า ยังเล่นมาจองไม่เป็น เงินจำนวนนี้คือสินน้ำใจเล็กน้อยจากผู้น้อย ท่านรับไปซื้อสุราดื่มเถิดขอรับ”
ฉางคุนส่งเสียงนี่ออกมา แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยกล่าวว่า: “เล่นมาจองนั้นง่ายมาก ข้าจะสอนเจ้าเอง นั่งลง”
ไม่พูดเปล่า เขากดบ่าของฉีจือเสวียนไว้
ฉีจือเสวียนรู้สึกถึงพละกำลังมหาศาลที่กดทับลงบนบ่า ราวกับแบกข้าวสารไว้สองกระสอบ
“เช่นนั้นก็เล่นสักรอบขอรับ” ฉีจือเสวียนจนใจไร้ทางเลือก จึงต้องนั่งลง
“มามามา พนันกันเล็กน้อยเพื่อความบันเทิง” ฉางคุนจ้องมองฉีจือเสวียน ราวกับหมาป่าหิวกระหายที่จ้องมองลูกแกะ
เสียงล้างไพ่ดังระงม!
ผู้เล่นสี่คนบนโต๊ะ ทั้งจั่ว ทั้งกิน ทั้งพง ทั้งกั่ง ดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว
“ต้าซื่อสี่ ชนะแล้ว!”
ทันใดนั้น ท่านปู่ฉางก็ตะโกนเสียงดัง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มือทั้งสองข้างผลักไพ่ตรงหน้าลง
มุมปากของฉีจือเสวียนกระตุกทันที
เมื่อคำนวณตามหน้าไพ่ ตานี้เขาแพ้อย่างย่อยยับจนโลหิตแทบนองเป็นสายน้ำ
“ฝีมือการเล่นมาจองของท่านปู่ฉางช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”
ฉีจือเสวียนแสดงสีหน้าเลื่อมใส หยิบเงินแปดร้อยห้าสิบหนีเชาวางลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นขอลากลับ
“จะไม่เล่นต่อแล้วรึ?”
ท่านปู่ฉางเบ้ปากพลางเย้าแหย่ว่า: “รอบหน้าไม่แน่ว่าโชคของเจ้าจะดีขึ้น อาจจะถอนทุนคืนได้ก็ได้”
ฉีจือเสวียนกล่าวอย่างนอบน้อมว่า: “ต่อให้โชคของผู้น้อยจะดีเพียงใด ก็คงต้านทานโชควาสนาอันรุ่งโรจน์ของท่านปู่ฉางไม่ไหวขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านปู่ฉางก็โบกมือไล่: “ไปเถอะ ไปเรียกจางชิ่งมาหาข้า”
......
......
“ค่าแรงหนึ่งเดือน พริบตาเดียวเหลือเพียงหนึ่งพันหกพ้อยห้าสิบ......”
ฉีจือเสวียนเดินออกจากหอเม่ยเซียง มุ่งหน้าไปยังร้านโอสถซูจี้
“คุณชาย ท่านต้องการซื้อโอสถชนิดใดรึ?”
ผู้ปรุงโอสถให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ทว่าผู้ปรุงโอสถจำไม่ได้เลยว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ คือฉีจือเสวียนคนที่เคยมาซื้อโอสถเมื่อครึ่งเดือนก่อน
“น้ำแกงบำรุงโลหิตตังกุย!” ฉีจือเสวียนกล่าวอย่างจริงจัง
น้ำแกงบำรุงโลหิตตังกุยย่อมดีกว่าน้ำแกงสี่อู้
ผู้ปรุงโอสถกล่าวต่อว่า: “น้ำแกงบำรุงโลหิตตังกุยห่อละหกสิบหนีเชา ท่านต้องการซื้อกี่ห่อรึ?”
ฉีจือเสวียนหยิบเงินทั้งหมดบนตัวออกมาคำนวณดู พบว่าพอซื้อได้เพียงยี่สิบเจ็ดห่อครึ่งเท่านั้น
“เช่นนั้น ข้าแถมให้ท่านอีกครึ่งห่อ รวมเป็นยี่สิบแปดห่อก็แล้วกัน” ผู้ปรุงโอสถยิ้มกล่าว
ฉีจือเสวียนย่อมไม่ปฏิเสธ
ไม่นานนัก ผู้ปรุงโอสถก็จัดสมุนไพรเสร็จ ห่อให้อย่างดีแล้วส่งมอบให้ถึงมือฉีจือเสวียน
ฉีจือเสวียนกำลังจะเดินจากไป ทันใดนั้นก็มีคนผลักประตูวิ่งเข้ามา ร้องตะโกนเสียงหลง: “ท่านหมอซูอยู่หรือไม่ รีบช่วยคนเร็วเข้า!”
เห็นเพียง!
คนสี่คนแบกแคร่หามใบหนึ่งมา บนนั้นมีชายฉกรรจ์วัยกลางคนนอนอยู่ บนทรวงอกมีมีดบินเล่มหนึ่งปักอยู่ ฝังลึกเข้าไปในเนื้อจนมิดโคน เลือดไหลทะลักออกมาจนเสื้อผ้าชุ่มโชกเป็นสีแดง
“ท่านหมอซูออกไปตรวจโรคข้างนอก ในร้านตอนนี้มีเพียงข้าเท่านั้น” ผู้ปรุงโอสถมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบช่วยพี่ใหญ่ของข้าเร็วเข้า” ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องบอกอย่างร้อนรน
ผู้ปรุงโอสถเหลือบมองชายวัยกลางคนบนแคร่หาม สีหน้าเปลี่ยนไปแล้วกล่าวว่า
“พี่ใหญ่ของท่านอาการวิกฤตนัก ทว่าเคล็ดวิชารักษาของข้ามีจำกัด ทำได้เพียงรักษาเบื้องต้นให้เขาเท่านั้น ไม่สามารถรับรองได้ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่”
คนทั้งสี่ที่แบกแคร่หามมองหน้ากัน พลางทอดถอนใจว่า: “ไม่มีทางเลือกแล้ว รักษาไปตามมีตามเกิดเถิด”
ดังนั้น
ผู้ปรุงโอสถจึงสั่งให้คนทั้งสี่พาร่างผู้ป่วยไปวางบนโต๊ะ เขาค่อยๆ ดึงมีดบินออกอย่างระมัดระวัง แล้วรีบโรยผงโอสถห้ามเลือดทันที
ใครจะไปคิด หลังจากผู้ป่วยสั่นกระตุกอย่างรุนแรงครู่หนึ่ง ก็สิ้นใจตายในที่สุด
ใบหน้าของผู้ปรุงโอสถซีดเผือด กล่าวอย่างจริงจังว่า: “ข้าพยายามสุดความสามารถแล้ว แต่พี่ใหญ่ของพวกท่านบาดเจ็บสาหัสเกินไป เสียเลือดมากเกินไป......”
คนทั้งสี่ไม่ได้โทษผู้ปรุงโอสถ พวกเขาแบกศพของพี่ใหญ่ออกไป
ผู้ปรุงโอสถทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เหงื่อท่วมตัว หอบหายใจอย่างหนัก ราวกับพึ่งวิ่งมาหลายลี้
เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ฉีจือเสวียนแอบเก็บมีดบินเล่มนั้นขึ้นมา แล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“สวมใส่!”
【ไอเทมที่สวมใส่แล้ว: มีดบินสังหาร】
【ระดับ: อุปกรณ์ที่ใช้โดยยอดฝีมืออาวุธลับคนหนึ่ง เคยสังหารคนมาแล้วสิบเจ็ดคน】
【ความสมบูรณ์: 100%】
【ผลของการสวมใส่: ได้รับเคล็ดวิชามีดบินของยอดฝีมืออาวุธลับ】
【หมายเหตุ: หากระยะเวลาการสวมใส่เกินยี่สิบวัน จะได้รับผลของการสวมใส่ทั้งหมดของสิ่งของชิ้นนั้นอย่างถาวร】
ในลมหายใจนี!
ส่วนลึกในดวงตาของฉีจือเสวียนทอประกายเย็นเยียบอย่างน่าขนลุก
ฟ้ามืดแล้ว
หอเม่ยเซียงยังคงวุ่นวาย
ฉางคุนเดินเข้าไปในส้วม ปลดทุกข์ปัสสาวะอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่กำลังดึงกางเกงขึ้นแล้วเดินออกมา
ฟุ่บ!
ทันใดนั้น ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น!
ร่างของฉางคุนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาเอามือกุมลำคอตามสัญชาตญาณ
ฉูด!
โลหิตร้อนระอุทะลักออกมาตามง่ามนิ้วของเขาอย่างไม่อาจขัดขวางได้
ดวงตาทั้งสองข้างของฉางคุนเบิกกว้าง เขาถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วล้มลงนั่งข้างหลุมส้วม ในลำคอส่งเสียง “อึกๆ” ร่างกายเกร็งกระตุก ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
ทว่า ของเหลวข้นสีแดงก็เปียกชุ่มเสื้อผ้าของเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาค่อยๆ ไร้แสงประกาย
จนกระทั่งเขาแน่นิ่งไปอย่างไร้การเคลื่อนไหว เงาดำร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง รีบดึงมีดบินออกมา ค้นเอาถุงเงินของฉางคุนไป แล้วใช้ขวานจามลงบนศีรษะของร่างนั้นจนขาดกระเด็น ก่อนจะโยนลงไปในหลุมส้วม