เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 561 มาร

ตอนที่ 561 มาร

ตอนที่ 561 มาร


ตอนที่ 561 มาร

“ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่?” อันธอุทานขึ้นมาด้วยความสับสน

พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยแสงหลากหลายสีสัน ใต้เท้าของเขาคือแผ่นน้ำแข็งที่แบนเรียบและห่างออกไปก็เป็นโลงน้ำแข็งที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆ คล้ายกับว่าสถานที่แห่งนี้คือสุสานของใครบางคน

“บางทีที่นี่อาจจะเป็นสุสานของใครสักคนหรือเปล่า? บนโลกก็มีคนเคยสร้างสุสานขนาดใหญ่คล้าย ๆ แบบนี้อยู่บ้างนะ” เซี่ยเฟยกล่าวก่อนที่เขาจะทำใจเดินไปยังโลงศพน้ำแข็งที่โดดเด่น

บนแท่นที่ตั้งโลงศพจำเป็นจะต้องเดินขึ้นบันไดไปกว่า 1,000 ขั้น และเขาก็ได้พบว่าทั้งสองด้านของโลงน้ำแข็งมีน้ำแข็งสลักเป็นรูปของสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวคอยปกป้องโลงศพโลงนี้อยู่

ตัวโลงศพโลงนี้มีขนาดใหญ่มาก โดยมีความยาวถึง 20 เมตรและมีความกว้างและความสูงอยู่ถึง 5 เมตร

ด้านในโลงศพเห็นแต่เพียงชุดเกราะสีดำที่ปกปิดร่างทั้งร่างเอาไว้ แต่เมื่อพิจารณาจากขนาดของชุดเกราะที่ใหญ่ขนาดนี้แล้ว ร่างของผู้ที่อยู่ด้านในก็คงจะมีรูปร่างไม่ต่างจากยักษ์

เซี่ยเฟยพยายามผลักโลงศพด้วยมือทั้งสองข้าง แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงมากแค่ไหนแต่โลงศพก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

“แปลก! แปลกมาก”

เซี่ยเฟยตัดสินใจนั่งลงพักที่บันได ขณะที่ขนอุยได้พยายามเลียคอเพื่อเอาอกเอาใจชายหนุ่ม

“ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่นะ?” เซี่ยเฟยส่งเสียงพึมพำกับตัวเอง

อันธทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ในขณะที่เขาจะแสดงความคิดเห็นจู่ ๆ ชุดเกราะสีดำภายในโลงศพก็เริ่มส่งเสียง

“ที่นี่คือทุ่งน้ำแข็งนิรันดร์”

“ผีหลอก!!” เซี่ยเฟยรีบกระโจนขึ้นจากพื้นด้วยความตกใจ ก่อนที่เขาจะได้พบกับชุดเกราะสีดำในโลงน้ำแข็งที่กำลังหันศีรษะมามองทางเขา

“เอ่อ... คุณเป็นใครเหรอครับ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“นายนั่นแหละเป็นใคร? ถึงทะลุกฎแห่งแสงเข้ามาที่นี่ได้”

เสียงจากชุดเกราะให้ความรู้สึกถึงความหนักแน่นและความมีคุณวุฒิ จนทำให้ชายหนุ่มคิดว่าคนที่อยู่ภายในเกราะจะต้องเป็นคนที่มีความสง่างามมากแน่ ๆ

“ผมชื่อเซี่ยเฟย” เซี่ยเฟยกล่าวตอบพร้อมกับตั้งท่าเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินตลอดเวลา

“ไม่ต้องระวังตัวขนาดนั้นก็ได้ กฎแห่งแสงที่ขังฉันเอาไว้ไม่เป็นภัยคุกคามสำหรับนายหรอก ฉันจำไม่ได้แล้วสิว่าฉันถูกขังเอาไว้ที่นี่นานแค่ไหน อย่างน้อยมีคนมาคุยด้วยแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน หลังจากนี้เรียกฉันว่าผู้อาวุโสดำก็ได้” ชุดเกราะจากโลงศพกล่าว

“ผู้อาวุโสดำ?”

ชื่อของคนคนนี้ฟังดูเรียบง่ายมาก แต่ไม่ว่าเซี่ยเฟยจะมองยังไงคนที่อยู่ในชุดเกราะย่อมไม่ใช่คนที่อ่อนแออย่างแน่นอน เพราะด้วยขนาดร่างกายอันใหญ่โตของเขาเพียงอย่างเดียว มันก็แสดงออกถึงพละกำลังอย่างมหาศาล ดังนั้นถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ในโลงศพ แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะลดความระมัดระวังได้จริง ๆ

“ว่าแต่นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่านายผ่านกฎแห่งแสงเข้ามาได้ยังไง?”

“คุณกำลังบอกว่าแสงสีพวกนี้คือกฎแห่งแสงงั้นเหรอครับ? ทำไมผมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

“นายเป็นมนุษย์ที่อยู่ฝั่งของเผ่าเทพ มันจึงเป็นเรื่องปกติที่นายจะไม่เคยได้ยินกฎที่ใช้ในเผ่ามาร แสงพวกนั้นไม่ได้เพียงแต่เป็นกฎแห่งแสงธรรมดาเท่านั้น แต่มันยังเป็นกฎแห่งแสงที่มีอำนาจสูงสุดในบรรดากฎแห่งแสงทั้งหมดอีกด้วย” ผู้อาวุโสดำกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“คุณเป็นคนของเผ่ามารงั้นเหรอ?!” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“แล้วฉันจำเป็นจะต้องเป็นมนุษย์ด้วยหรือยังไง ทำไมฉันจะเป็นมารไม่ได้” ผู้อาวุโสดำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจ

เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง เพราะสิ่งที่ผู้อาวุโสดำพูดมามันก็ไม่ใช่เรื่องผิด

“ทำไม? นายคงจะไม่ได้คิดว่าเผ่าเทพเป็นตัวแทนของความยุติธรรม แล้วเผ่ามารเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายอยู่ใช่ไหม?”

อาจจะเป็นเพราะผู้อาวุโสดำไม่ได้คุยกับใครมานานเกินไป เขาจึงอธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้เซี่ยเฟยฟังอย่างยืดยาว โดยพยายามเน้นย้ำว่ามันไม่ได้มีความดีความชั่วที่แท้จริงอยู่ในจักรวาล จนทำให้ชายหนุ่มเริ่มขี้เกียจที่จะฟังเรื่องราวพวกนั้นแล้ว

“ทำไมมารตัวนี้พูดมากจัง” อันธกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เผ่าเทพกับเผ่ามารไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน และแม้แต่ตัวนายที่เป็นมนุษย์ก็ยังสามารถเข้าไปเป็นสมาชิกของเผ่าเทพได้ ถ้าหากว่านายมีพลังที่แข็งแกร่งมากเพียงพอ”

“อันที่จริงเผ่าเทพก็คือกลุ่มของนักสู้ชั้นนำจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ในจักรวาลได้มารวมตัวกันแล้วก่อตั้งเป็นเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ดังนั้นคำว่าเผ่าเทพจึงไม่ได้กำหนดอย่างชี้เฉพาะว่าคนภายในเผ่าจะต้องเป็นเผ่าพันธุ์อะไร เพราะตราบใดก็ตามที่นักสู้คนไหนมีความแข็งแกร่งมากเพียงพอ พวกเขาก็สามารถเข้าร่วมกับเผ่าเทพได้เมื่อพวกเขาถูกเชิญชวน”

“แน่นอนว่าเมื่อมนุษย์เลือกที่จะยืนอยู่ข้างเผ่าเทพ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะมายืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับเผ่ามารด้วย เพราะเผ่าเทพกับเผ่ามารเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และพวกเราก็พยายามต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าของของประตูจักรวาล”

คำอธิบายของผู้อาวุโสดำเริ่มทำให้เซี่ยเฟยมีความเข้าใจทั้งสองเผ่าพันธุ์ที่อยู่บนจุดสูงสุดของจักรวาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ตระหนักว่าเผ่าพันธุ์ทั้งสองไม่ใช่เผ่าพันธุ์จริง ๆ แต่เป็นกลุ่มนักรบกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่มที่เป็นศัตรูกัน

“จุดรวมตัวของนักรบระดับสูงสุดของจักรวาลงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยเริ่มสงสัยว่าเผ่าพันธุ์พวกนั้นได้รวมสัตว์ประหลาดแบบไหนเอาไว้กันแน่

“เผ่าเทพได้ถือครองกฎแห่งเวลา, กฎแห่งมิติและกฎแห่งสสารเป็นกฎหลัก ส่วนเผ่ามารก็ได้ถือครองกฎแห่งแสง, กฎแห่งความมืดและกฎแห่งชีวิตเป็นกฎหลักเช่นเดียวกัน กฎทั้งหกข้อนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นกฎระดับสูงสุดของจักรวาล ซึ่งนอกเหนือจากกฎหลักทั้งหกแล้วมันก็ยังมีกฎต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน”

“สิ่งที่ฉันฝึกฝนคือกฎแห่งความมืดซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของกฎแห่งแสงสว่าง ดังนั้นเมื่อฉันถูกตัดพลังด้วยกฎแห่งแสงสว่างมันจึงทำให้ฉันไม่มีแรง แต่โชคดีที่ฉันมีชีวิตเป็นอมตะ ดังนั้นถึงแม้จะถูกกักขังมาเนิ่นนานแต่ฉันก็ยังไม่เสียชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้”

“ที่คุณมีชีวิตเป็นอมตะ มันเป็นเพราะว่าคุณฝึกฝนกฎแห่งชีวิตงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถาม

“ใช่ กฎแห่งชีวิตทำให้ฉันไม่มีวันตาย ต่อให้ร่างกายของฉันแหลกสลายแต่วิญญาณของฉันก็จะถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ แม้ว่าฉันจะต้องเริ่มฝึกฝนกฎทุกอย่างใหม่ก็ตาม” ผู้อาวุโสดำกล่าว

‘ในจักรวาลมันมีกฎมหัศจรรย์ที่ทำให้เกิดใหม่ได้ด้วยงั้นเหรอ?’ เซี่ยเฟยคิดภายในใจอย่างตกตะลึง

สิ่งที่ผู้อาวุโสดำเล่ามาทำให้หัวใจเซี่ยเฟยสั่นสะท้านอย่างแท้จริง แต่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเขาก็เริ่มทำงานขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะเขาเกือบลืมเรื่องจริงเรื่องหนึ่งไปเลยว่าผู้อาวุโสดำถูกกักขังเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้

“ข้างนอกนั่นใช่เพื่อนนายไหม?” ผู้อาวุโสดำถาม

“คุณสัมผัสถึงเขาได้ด้วยงั้นเหรอ?”

“ฉันสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างบนทุ่งน้ำแข็งนิรันดร์ แต่ถึงแม้ว่าฉันจะสัมผัสถึงสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่ฉันก็ทำอะไรกับมันไม่ได้” ผู้อาวุโสดำตอบ

“คนข้างนอกคือศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าผมมาก และผมก็ถูกไล่ล่าจนหลงเข้ามาที่นี่” เซี่ยเฟยกล่าวตอบ

“แบบนี้นี่เอง น่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งของนายยังมีไม่พอ ถึงแม้ว่านายจะได้รับความช่วยเหลือจากมารขาวแล้ว แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะจัดการกับเขาอยู่ดี” ผู้อาวุโสดำกล่าว

“ไม่เป็นไร ผมยังมีเวลา” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เดินลงบันไดและเริ่มนั่งขัดสมาธิโดยไม่สนใจผู้อาวุโสดำอีกต่อไป

“มารตนนั้นครั้งหนึ่งเคยทรงพลังมาก เขาจะต้องมีวิธีจัดการกับคนข้างนอกนั่นแน่ ๆ ทำไมนายถึงไม่ขอให้เขาสอนวิชาอะไรบางอย่างให้กับนายล่ะ?” อันธกล่าวอย่างกระวนกระวาย

“เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก อีกอย่างเขากำลังรอให้ฉันขอร้องเขาอยู่” เซี่ยเฟยกล่าวตอบ

“นายกำลังหมายความว่ายังไง?” อันธถามอย่างไม่เข้าใจ

“ผู้อาวุโสดำรู้ดีว่าฉันมีพลังของกฎแห่งความโกลาหลที่สามารถทำลายกฎแห่งแสงและเข้ามาที่นี่ได้ ถ้าหากว่านายถูกกักขังมานานหลายพันปี นายจะต้องการหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ไหมล่ะ?”

“ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงจะขอให้นายทำลายผนึกนี้ออก” อันธกล่าว

“ใช่ ผู้อาวุโสดำก็คงจะคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน เขาเลยพยายามเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมากแค่ไหน จากนั้นเขาก็ชี้ให้ฉันเห็นถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่เลวร้ายและรอให้ฉันร้องขอความช่วยเหลือจากเขา”

“เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันเป็นฝ่ายเริ่มเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากเขาก่อน ฉันก็จะตกหลุมพรางในทันที จากนั้นเขาก็จะเริ่มเรียกร้องหาสิ่งตอบแทน แล้วนายคิดว่าฉันจะยอมให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเขาไหมล่ะ” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกตินี่ อีกอย่างเขาก็บอกเองว่าเขาสูญเสียพลังทั้งหมดไปแล้ว ดังนั้นต่อให้นายปล่อยเขาออกมาเขาก็ไม่สามารถที่จะคุกคามนายได้อยู่ดี” อันธกล่าว

“แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ได้พูดโกหก” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ถ้าเขาโกหก นายก็จะตกอยู่ในอันตรายสินะ” อันธกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบคางเพื่อใช้ความคิด

เพียงแค่ได้รู้ว่าผู้อาวุโสดำมาจากเผ่ามาร มันก็สามารถการันตีได้เลยว่าเซี่ยเฟยไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน ดังนั้นการลงมือทำอะไรผลีผลามมันก็อาจจะนำมาซึ่งอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม

“แล้วพวกเราจะทำยังไงกันต่อไป? อย่าบอกนะว่าพวกเราจะต้องถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดไปเหมือนกับเขา” อันธกล่าว

เซี่ยเฟยไม่ตอบแต่หยิบเรดาร์แบล็คแบทออกมาเพื่อพยายามติดต่อไปหาแอวริล แต่โชคไม่ดีที่ระบบเรดาร์นี้ไม่มีสัญญาณตอบสนองเลยแม้แต่น้อย ซึ่งโดยปกติมันก็มักที่จะมีอาการแบบนี้บ่อย ๆ นับตั้งแต่ได้เขาได้เดินทางมายังดินแดนของผู้ใช้กฎ

“ค่อย ๆ คิดไปทีละหน่อยก็แล้วกัน เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันยังไม่อยากจะปล่อยเขาออกมา”

“ถ้าอย่างนั้นนายก็คงจะต้องติดอยู่ที่นี่ไปอีกนาน” อันธกล่าว

“ก็มารอดูกันว่าใครจะอดทนได้นานกว่ากัน ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังมีคริสตัลต้นกำเนิดอยู่อีกเยอะ คริสตัลพวกนี้น่าจะมากพอให้ฉันอยู่ที่นี่ไปได้นานอีกเป็นปีเลยล่ะ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับหยิบคริสตัลขาวออกมาป้อนให้กับขนอุย

ทุกอย่างที่เซี่ยเฟยคาดเดาเอาไว้ไม่ได้ต่างไปจากความคิดของผู้อาวุโสดำมากนัก เพราะเขากำลังรอที่จะให้เซี่ยเฟยร้องขอความช่วยเหลือจากเขาจริง ๆ แต่สิ่งที่เขาไม่ได้คิดเอาไว้คือเซี่ยเฟยสงบมาก และถึงแม้ว่าด้านนอกจะมีศัตรูดักรอเขาอยู่ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็นั่งลงเริ่มทำการฝึกฝนอย่างหน้าตาเฉย

เซี่ยเฟยเริ่มทำการฝึกฝนอย่างอดทน ซึ่งในความเป็นจริงการฝึกฝนที่นี่ก็ค่อนข้างที่จะสงบกว่าการที่เขาได้ฝึกฝนอยู่ในตระกูลหยูด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยมันก็ไม่มีใครมารบกวนเขาในระหว่างที่เขากำลังทำการฝึกฝน

ความสามารถในการอดทนรอถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ล้ำค่าสำหรับนักรบทุกคน และความสามารถในการอดทนต่อสิ่งล่อลวงก็เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เซี่ยเฟยมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้

ยิ่งตกอยู่ในสภาวะวิกฤตความอดทนของเซี่ยเฟยยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นกว่าเดิม และถึงแม้ว่ามู่ฉิวโป๋ที่อยู่ด้านนอกจะไม่อยากรอชายหนุ่มแล้ว แต่เข็มทิศมิติของเขาก็ไม่สามารถที่จะใช้งานได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาต้องการที่จะเดินทางออกไปแต่เขาก็ไม่สามารถที่จะทำแบบนั้นได้จริง ๆ

“ในที่สุดฉันก็กลายเป็นนักรบกฎขั้นที่ 7 แล้ว ใกล้ความจริงที่จะจัดการกับศัตรูข้างนอกไปได้อีกก้าว ฉันยังมีคริสตัลต้นกำเนิดอยู่อีกเยอะต่อให้ฝึกอยู่ที่นี่ไปอีก 10 ปีมันก็ไม่น่ามีปัญหา” เซี่ยเฟยกล่าวกับขนอุยขณะลูบหัวของมันเบา ๆ

อย่างไรก็ตามคำพูดลอย ๆ ของเซี่ยเฟยในครั้งนี้ก็ทำให้ผู้อาวุโสดำชะงักไปอย่างกะทันหัน และเขาก็สามารถตระหนักได้ในทันทีว่าเซี่ยเฟยกำลังพยายามจะสื่อสารกับเขาอย่างชัดเจน

มีคริสตัลต้นกำเนิดอยู่อีกเยอะ?

ฝึกที่นี่ไปอีก 10 ปี?

ผู้อาวุโสดำถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

“รอก่อนเถอะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะมีใครสามารถต้านทานกฎแห่งชีวิตได้จริง ๆ” ผู้อาวุโสดำคิดอย่างโกรธเคืองภายในใจ

***************

แข่งความอดทนกัน! พี่เฟย, ผู้อาวุโสดำและมู่ฉิวโป๋ ใครจะชนะเกมนี้กันน๊ออออ

จบบทที่ ตอนที่ 561 มาร

คัดลอกลิงก์แล้ว