เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 524 สวนเสือคำราม

ตอนที่ 524 สวนเสือคำราม

ตอนที่ 524 สวนเสือคำราม


ตอนที่ 524 สวนเสือคำราม

“ไม่สน” เซี่ยเฟยตอบกลับง่าย ๆ สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่กำลังรอฟังคำตอบของเขาอยู่เป็นอย่างมาก

พลังงานต้นกำเนิดคือสิ่งสำคัญของทุกชีวิตในดินแดนของผู้ใช้กฎ ปรมาจารย์ด้านการกลั่นพลังงานจึงกลายเป็นตัวตนที่สำคัญในดินแดนของผู้ใช้กฎไปโดยปริยาย และถ้าหากว่าทุกคนเลือกเส้นทางของตัวเองได้ คนส่วนใหญ่ย่อมจะต้องตอบว่าพวกเขาอยากจะเป็นปรมาจารย์ด้านการกลั่นพลังงานอย่างแน่นอน

แต่ถึงกระนั้นเซี่ยเฟยก็ยังตอบปฏิเสธอย่างฉับพลัน และมันก็คงจะมีเพียงแค่คนบ้าเท่านั้นที่กล้าตัดสินใจทำอะไรแบบนี้

“เซี่ยเฟย! นี่นายรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรอยู่?!” หยู่ลู่ซวนกล่าวถามด้วยความประหลาดใจท่ามกลางท่าทีอันตกตะลึงของทุกคน โดยเฉพาะหยูเจียงที่กำลังอ้าปากกว้าง เพราะมันไม่มีใครเชื่อว่าชายหนุ่มจะกล้าปฏิเสธคำชวนจากดูบาร์ ผู้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการกลั่นพลังงานจริง ๆ

เมื่อได้รับคำปฏิเสธจากเซี่ยเฟยใบหน้าของดูบาร์ก็เริ่มซีดเซียวเนื่องมาจากความอับอาย จากนั้นใบหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ และกลายเป็นสีเขียวจากความอัดอั้นที่ไม่สามารถระเบิดอารมณ์ของตัวเองออกไปได้

ในที่สุดดูบาร์ก็ตัดสินใจจะเดินจากไปโดยไม่คิดที่จะร่ำลาแม้กระทั่งผู้นำตระกูลอย่างหยูเจียง

“เซี่ยเฟย นายอยากไปตกปลากับฉันไหม?” หยูเจียงกล่าวถามพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง หลังจากที่เขาพยายามรวบรวมสติกลับคืนมา

“ตกปลา? ได้ครับ ปลาหางฟินิกซ์อร่อยมาก ผมยังอยากจะกินปลานั่นอีกสักครั้งพอดี” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“หลังจากนี้ 3 วันนายจะได้เข้าไปในแอ่งน้ำเพื่อเลือกวิชาการต่อสู้ที่นายต้องการ เดี๋ยวเมื่อถึงเวลานั้นจะมีคนเข้าไปติดต่อนายอีกที” หยู่ลู่ซวนกล่าวก่อนที่เขาจะเดินจากไป

เมื่อเรื่องทุกอย่างถูกจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเฟยก็ตามหยูเจียงไปยังแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองแห่งนี้มากกว่า 100 กิโลเมตร

ถึงแม้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำอยู่จะเป็นการก้าวเดินตามชายชรา แต่เซี่ยเฟยก็ได้พบว่าทุก ๆ ย่างก้าวที่เขาเดินออกไปนั้นสามารถที่จะเคลื่อนที่ได้หลายร้อยเมตร ซึ่งหลังจากที่เขาได้ก้าวเท้าไปเพียงแค่ไม่กี่สิบก้าว ในที่สุดเขาก็เดินทางมาจนถึงท่าน้ำซึ่งเป็นจุดหมาย

เหตุการณ์นี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกสับสนมาก เพราะเขารู้สึกราวกับว่าพื้นใต้เท้ากำลังเคลื่อนที่ผ่านร่างของเขาไปเอง ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าหยูเจียงได้ใช้วิธีการอะไรในการย่นระยะทางให้สั้นลงอย่างกะทันหันแบบนี้

“เป็นยังไง การเคลื่อนไหวของฉันพอจะเทียบกับพลังความเร็วของนายได้ไหม?” หยูเจียงถามขณะนั่งลงประจำตำแหน่งและหยิบคันเบ็ดคู่ใจของเขาขึ้นมา

“เรื่องนี้มันคงจะนำมาเทียบกันไม่ได้หรอกครับ ความเร็วของผมเป็นพลังพิเศษที่จำเป็นจะต้องพึ่งพาร่างกาย แต่การเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสจำเป็นจะต้องใช้การควบคุมในระดับที่ละเอียดอ่อนมาก ถ้าหากว่าผมเดาไม่ผิดการเคลื่อนไหวนี้น่าจะเป็นหนึ่งในวิธีใช้งานของกฎแห่งมิติ ที่ทำให้เราสามารถเคลื่อนที่ตัดผ่านมิติในระยะสั้น ๆ อย่างต่อเนื่องได้” เซี่ยเฟยกล่าว

“ใช่แล้ว นี่คือพลังของกฎแห่งมิติ และถ้าหากว่านายใช้พลังความเร็วของนายร่วมกับเทคนิคที่ฉันใช้เมื่อกี้นี้ มันก็คงจะไม่จำเป็นจะต้องบอกนะว่าความเร็วที่นายทำได้จะบรรลุไปจนถึงระดับไหน” หยูเจียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“มันจะทะลุความเร็วแสงได้หรือเปล่าครับ?” เซี่ยเฟยถามอย่างตื่นเต้น เพราะถ้าหากว่าเขาสามารถใช้เทคนิคเมื่อสักครู่นี้ได้จริง ๆ การไล่ตามความเร็วแสงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่องอีกต่อไป

“เชื่อฉันสิว่าความเร็วแสงมันไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความเร็วหรอก” หยูเจียงกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย

เซี่ยเฟยทำได้เพียงแต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า เพราะมันยังมีอีกหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างในดินแดนของผู้ใช้กฎที่อยู่เหนือเกินกว่าสามัญสำนึกของเขา ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เขาเคยนึกว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องนั้น ๆ มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้

“ที่นายปฏิเสธดูบาร์เพราะว่าเขาย้ายคอปเปอร์ไปที่เกาะอสรพิษพิทักษ์ใช่ไหม?” หยูเจียงถาม

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรออกมาเพิ่มเติม

“แต่การฉีกหน้าปรมาจารย์ด้านการกลั่นพลังงานในดินแดนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะถ้าหากว่าเราปราศจากคริสตัลต้นกำเนิด มันก็เป็นเรื่องยากที่จะช่วยให้เรามีความก้าวหน้าในการใช้กฎของจักรวาลได้” หยูเจียงกล่าว

“ถึงแม้ผมจะไม่ได้เลือกเส้นทางที่ฉลาด แต่อย่างน้อยผมก็ไม่อยากจะฝืนใจตัวเอง สิ่งที่ผมจะทำมีเพียงแค่สิ่งที่ผมต้องการจะทำ ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะมีผลประโยชน์มากมายมาวางกองอยู่ตรงหน้า แต่ถ้าหากว่าผมไม่อยากทำผมก็ไม่คิดจะฝืนตัวเองให้ทำเรื่องนั้น ๆ อยู่ดี” เซี่ยเฟยกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

“นายนี่เป็นคนที่เด็ดเดี่ยวเหมาะสำหรับจะเป็นนักสู้ชั้นยอดในอนาคตจริง ๆ อย่างน้อยการที่นายปฏิเสธดูบาร์ไป มันก็ทำให้นายได้มีโอกาสกินปลาหางฟินิกซ์ที่อยู่ในแม่น้ำ” หยูเจียงกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“ถ้าอย่างนั้นผมก็คิดถูกแล้วสินะครับที่ปฏิเสธคำชวนของปรมาจารย์ดูบาร์ไป” เซี่ยเฟยกล่าว

“คน 100 คนที่ฝึกฝนกฎแห่งมิติก็จะมีความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป 100 แบบ ดังนั้นในดินแดนนี้ความเข้าใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และสิ่งที่มีความสำคัญกว่านั้นก็คือความเพียรพยายาม”

“ย้อนกลับไปในอดีตบรรพบุรุษของตระกูลหยูได้ตีความกฎแห่งมิติแตกต่างออกไปจากคนโดยส่วนใหญ่ จนทำให้ทุกคนต่างก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะ เพราะคิดว่าการตีความของบรรพบุรุษเป็นเรื่องที่ผิดพลาด แต่เขาก็ยังคงพยายามยืนหยัดอย่างดื้อรั้นที่จะรักษาแนวทางของตัวเองเอาไว้”

“ในที่สุดวันหนึ่งสิ่งที่เขายืนยันก็ประสบความสำเร็จ และพวกที่เคยหัวเราะเยาะต่างก็ต้องรู้สึกตกตะลึง เพราะบรรพบุรุษสามารถใช้การตีความที่แตกต่างออกไปนั้นสร้างกฎแห่งมิติในรูปแบบที่ทรงพลัง แล้วทำให้ตระกูลหยูกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งดินแดน”

“บางทีความดื้อรั้นของนายก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย นายพอจะสังเกตเห็นไหมว่าการตีความกฎแห่งมิติของตระกูลเรามีความแตกต่างจากกฎแห่งมิติในรูปแบบธรรมดายังไง?” ชายชราถาม

“มันน่าจะเป็นการฉีกกระชากมิติออกจากกันใช่ไหมครับ?” เซี่ยเฟยกล่าวตอบหลังจากใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถูกต้อง ตระกูลหยูมีความโดดเด่นในการใช้กฎแห่งมิติในการฉีกกระชากมิติออกจากกันจริง ๆ แม้แต่การสังเกตของนายก็จัดอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันสินะ” หยูเจียงกล่าวพร้อมกับมองไปทางเซี่ยเฟยด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“ผมแค่สังเกตเห็นว่านักสู้ทุกคนในตระกูลต่างก็ใช้การฉีกมิติเป็นตัวเลือกแรกในการโจมตี ผมเลยคิดว่าพวกเขาน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากความโดดเด่นของตระกูล” เซี่ยเฟยกล่าวเสริม

“ใช่ สาเหตุที่พวกเขาทำแบบนั้นนั่นก็เพราะว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่พวกเราทำได้ดีมากที่สุดแล้ว แต่นายกลับไม่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของตระกูล เพราะในตอนที่นายใช้กฎแห่งมิติออกมา ฉันสัมผัสได้ถึงพลังที่มีรูปแบบที่แตกต่างออกไป”

“เห็นได้ชัดเลยว่าการโจมตีนั้นไม่ใช่การฉีกกระชากมิติเหมือนกับสิ่งที่พวกเราถนัด แต่... แต่... เอาล่ะ ฉันไม่รู้จะหาคำ ๆ ไหนมาอธิบายการจู่โจมของนายได้เหมือนกัน มันจะเรียกว่ายังไงดี? จะเรียกว่าพลังมันบิดเบี้ยวก็คงจะได้มั้ง” หยูเจียงกล่าวพร้อมกับหัวเราะตัวเองที่ไม่สามารถหาคำมาอธิบายพลังของเซี่ยเฟยได้

คำอธิบายนี้ทำให้เซี่ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะพลังที่เขาได้เพิ่มเข้าไปในระหว่างการโจมตีคือกฎแห่งความโกลาหล และตอนนี้มันก็ดูเหมือนกับว่าหยูเจียงจะค้นพบสิ่งแปลกปลอมในการจู่โจมของเขาแล้ว

จู่ ๆ เซี่ยเฟยก็นึกถึงคำพูดของนกสีขาวดำว่ากฎแห่งความโกลาหลคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเขาและไม่มีใครสามารถสัมผัสถึงมันได้ ซึ่งเรื่องนี้มันก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย

แต่เมื่อชายหนุ่มได้นึกถึงเทพเจ้าที่นกทั้งสองตัวเคยพูดถึง เซี่ยเฟยก็ยังนึกไม่ออกว่าเทพเจ้าพวกนั้นคืออะไรกันแน่ บางทีพวกเขาอาจจะเป็นหนึ่งในตระกูลในดินแดนของผู้ใช้กฎเหมือนกับตระกูลหยูที่เขากำลังอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้หรือเปล่า

“การที่นายสามารถแสดงพลังของกฎแห่งมิติในรูปแบบที่แตกต่างจากพวกเราได้ มันก็ถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่น่ายกย่องเหมือนกัน และถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นเส้นทางที่นำนายไปสู่ทิศทางที่ดีหรือแย่ลงกว่าเดิม แต่ฉันก็หวังว่านายจะอดทนและเดินไปในเส้นทางที่ยังไม่มีใครเคยก้าวเดินผ่านไป”

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับ เพราะการเลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่างจากคนอื่นก็เป็นสิ่งที่เขายึดมั่นมาโดยตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าหยูเจียงจะไม่ได้พูดอะไรในวันนี้ แต่เขาก็ยังคงจะเลือกเดินในเส้นทางที่ยากลำบากนี้อยู่ดี

“นายรู้จักสวนเสือคำรามไหม?” หยูเจียงถาม

เซี่ยเฟยส่ายหัวเป็นคำตอบ เพราะเขาไม่เคยได้ยินชื่อสวนอะไรในลักษณะนี้มาก่อนเลย

“สวนเสือคำรามเป็นสถานที่สำหรับเลี้ยงดูสัตว์อสูรในตระกูลของเรา แต่น่าเสียดายที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสวนเสือคำรามยังไม่มีใครที่เหมาะสมจะเข้าไปดูแลสถานที่แห่งนั้นเลยแม้แต่คนเดียว ภายในสวนจึงมีเพียงแค่สัตว์อสูรระดับต่ำเพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น”

“แล้วถึงแม้ว่าเราจะพยายามเปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วกี่คนต่อกี่คน แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ถ้าหากว่าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปฉันก็คิดว่าสวนเสือคำรามคงจะถูกทิ้งร้างในที่สุด แต่ฉันคิดว่าในตอนนี้ฉันน่าจะได้พบกับผู้จัดการที่เหมาะสมแล้ว ว่ายังไงนายสนใจจะไปดูแลสวนนั่นไหม?” หยูเจียงถาม

คำถามนี้ทำให้เซี่ยเฟยชะงักไปเล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดเขาก็พึ่งเข้ามาอยู่ในดินแดนของผู้ใช้กฎเพียงแค่ไม่นาน และสถานะในปัจจุบันของเขาก็ค่อนข้างต่ำต้อย แต่หยูเจียงกลับเสนอให้เขาไปเป็นผู้จัดการสถานที่เลี้ยงดูสัตว์อสูรของตระกูล ซึ่งมันเป็นข้อเสนอที่สร้างความประหลาดใจให้กับเขาได้อย่างแท้จริง

แต่เมื่อชายหนุ่มนึกถึงแววตาที่หยูเจียงกับหยูฮัวเคยมองไปที่ขนอุย เขาก็เริ่มตระหนักว่าคำเชิญชวนนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการที่เขาได้มีขนอุยเป็นอสูรคู่หู

“ท่านผู้นำ ในตระกูลหยูมีประชากรอยู่มากกว่า 1 ล้านคน แล้วทำไมคุณถึงต้องเลือกผมด้วยล่ะครับ?” เซี่ยเฟยถาม

“นั่นก็เพราะว่านายมีความสามารถในการควบคุมอสูรระดับสูง ที่แม้แต่มารขาวก็ยังยอมทำพันธสัญญากับนาย ดังนั้นการให้นายไปเป็นผู้จัดการสวนเสือคำรามจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตระกูลของเราแล้ว” หยูเจียงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

“ในเมื่อคุณรู้ว่าขนอุยคือมารขาว ถ้าอย่างนั้นคุณก็รู้ด้วยใช่ไหมว่ามันอยู่ในระดับไหน?” เซี่ยเฟยถาม

“ใช่ มันเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับที่สูงมาก”

“สูงมากนี่คือสูงมากแค่ไหนครับ?”

“สูงมากแบบสูงมาก ๆ”

เซี่ยเฟยแบะริมฝีปากอย่างไม่ค่อยพอใจ เพราะคำตอบของชายชราไม่ได้ช่วยให้เขาได้รับข้อมูลอื่นเพิ่มเติมเลย

“ในสวนเสือคำรามมีห้องสมุดอยู่ด้วย ถ้าหากว่านายรับตำแหน่งนายก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลโดยละเอียดของสัตว์อสูรชนิดต่าง ๆ ได้ ซึ่งในเอกสารพวกนั้นมันก็น่าจะให้คำอธิบายกับนายได้ดีมากกว่าการมาเค้นถามหาคำตอบจากฉัน”

“นอกจากนี้ผู้จัดการสวนเสือคำรามยังได้รับเงินเดือนถึงเดือนละ 30 คริสตัลม่วง และฉันก็รู้ถึงสถานการณ์ของสวนแห่งนั้นดี ดังนั้นถึงแม้ว่านายจะดูแลสวนนั่นได้ไม่ดี แต่มันก็คงจะไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก”

“เอาล่ะฉันได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะพูดออกไปหมดแล้ว ที่เหลือนายก็แค่จะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้วให้คำตอบฉันกลับมา”

เซี่ยเฟยกำลังถูกล่อลวงด้วยเงินเดือน 30 คริสตัลม่วงอยู่จริง ๆ เพราะในตอนนี้เขากำลังรู้สึกยากจนในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาเลย

แม้ว่าก่อนเดินทางมาดินแดนของผู้ใช้กฎเขาจะขนหัวใจจักรวาลสีม่วงเดินทางมาด้วยถึง 6 ตัน แต่ตอนนี้หัวใจจักรวาลพวกนั้นถูกใช้ไปจนเกือบจะหมดแล้ว เงื่อนไขนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สามารถช่วยต่อชีวิตให้กับเขาได้

แม้ว่าคนนอกจะมองว่าชายหนุ่มสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับติดจรวด แต่ใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้นต้องถูกแลกมาด้วยเงินจำนวนมากมายมหาศาลขนาดไหน

ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ต้องการพลังงานต้นกำเนิดก็ไม่ได้มีเพียงแต่เซี่ยเฟยเพียงคนเดียว เพราะขนอุยก็ต้องการพลังงานต้นกำเนิดมาเป็นอาหารของมันด้วย

ตั้งแต่ที่ขนอุยมีโอกาสได้ลิ้มรสพลังงานจากคริสตัลต้นกำเนิด มันก็กลายเป็นสัตว์อสูรเรื่องมากที่ไม่กลับไปกินพลังงานจากหัวใจจักรวาลอีกเลย ดังนั้นเพียงแค่ค่าอาหารของมันเพียงอย่างเดียวก็จำเป็นจะต้องใช้คริสตัลต้นกำเนิด 20-30 ก้อนในแต่ละเดือนแล้ว ด้วยเหตุนี้เงินเดือนในจำนวนนี้จึงพอจะเอามายื้อชีวิตของเขาได้บ้าง

“ได้ครับผมตกลงรับงานนี้ ว่าแต่คุณจะให้ผมเริ่มงานเมื่อไหร่?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“พรุ่งนี้เลย” หยูเจียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

สวนเสือคำรามตั้งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกลจากที่พักเดิมของเซี่ยเฟยพอสมควร โดยมันได้ตั้งอยู่ในหุบเขาที่ห่างออกไปจากเมืองฝึกหัดประมาณ 2,000-3,000 กิโลเมตร

แม้ว่าทัศนียภาพโดยรอบของสวนเสือคำรามจะค่อนข้างดี แต่สภาพโดยรวมของสวนแห่งนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างทรุดโทรม

ในช่วงเวลาเช้า

พนักงานของสวนเสือคำราม 6 คนกำลังพยายามทำความสะอาดสวนอย่างดีเพื่อรอคอยหัวหน้าคนใหม่

“ฉันได้ยินมาว่าคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพวกเราคือเด็กใหม่ที่ชื่อว่าเซี่ยเฟย”

“ฉันก็ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน ตอนแรกดูเหมือนทุกคนจะบอกว่าเขาเป็นเพียงแค่คนที่ไร้ประโยชน์ แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ เขาจะสามารถฟื้นฟูพื้นที่สมองส่วนที่ 7 กลับมาอย่างสมบูรณ์ได้ในฉับพลัน และเขาก็ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนในการพัฒนาเป็นนักรบกฎขั้นที่ 2”

“เขาฝึกได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ไม่เห็นจะต้องแปลกใจอะไรเลย อย่าลืมนะว่าพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของเขาถูกเปิดออกทั้ง 100% ดังนั้นหลังจากที่เขาฟื้นฟูสภาพสมองของตัวเองกลับมาแล้ว มันจะช่วยให้เขาสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว”

พนักงานในสวนเสือคำรามต่างก็กำลังพูดถึงเรื่องหัวหน้าคนใหม่ และมันก็ทำให้หยูซานสุ่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

แต่เดิมเขาเป็นคนบริหารสวนแห่งนี้และเขายังเป็นทายาทสายตรงตระกูลหยูเพียงคนเดียวในสวนแห่งนี้ด้วย

งานที่ยากที่สุดในสวนเสือคำรามคือการจัดการให้สัตว์อสูรภายในสวนเชื่อฟังมนุษย์ แต่สัตว์อสูรกว่า 10 ตัวที่ถูกขังอยู่ในสวนต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์อสูรที่มีอารมณ์รุนแรง คนที่พยายามฝึกพวกมันจึงเสียชีวิตไปแล้วหลายคน แล้วมันก็ยังมีคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก

เหตุผลที่หยูซานสุ่ยยังคงปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบันนั้นก็เพราะว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงการพยายามฝึกสัตว์อสูรให้เชื่อง เพราะเขาไม่เดินเข้าไปใกล้กรงขังสัตว์อสูรพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ

ทันใดนั้นมุมปากของหยูซานสุ่ยก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างชั่วร้าย เพราะเขาได้คิดถึงวิธีการที่จะทำให้เซี่ยเฟยได้รับความอับอายตั้งแต่วันแรกที่ชายหนุ่มได้เข้ามารับตำแหน่ง

***************

จบบทที่ ตอนที่ 524 สวนเสือคำราม

คัดลอกลิงก์แล้ว