เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 470 การตัดสินใจที่ยากลำบาก

ตอนที่ 470 การตัดสินใจที่ยากลำบาก

ตอนที่ 470 การตัดสินใจที่ยากลำบาก


ตอนที่ 470 การตัดสินใจที่ยากลำบาก

ยานบัญชาการขนาดใหญ่บินวนอยู่ในท้องฟ้าอันมืดมิด ขณะเดียวกันเซี่ยเฟยก็กำลังลุกออกมาจากใต้แผงควบคุมพร้อมกับเก็บคีมอเนกประสงค์ลงไปในกระเป๋ากางเกง

“เอาล่ะฉันติดตั้งระบบล่องหนของเอสทาเมลเข้ากับระบบควบคุมการนำทางแล้ว หลังจากนี้พวกเราจะสามารถเรียกใช้ระบบล่องหนได้ในระหว่างการเดินทาง และหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นได้อีกมากมาย”

“เจ้านายดื่มน้ำชาก่อน น่าเสียดายที่กระป๋องเป็นหุ่นยนต์รับใช้ไม่สามารถช่วยเจ้านายซ่อมแซมเครื่องจักรได้ ส่วนพวกที่ซ่อมแซมเครื่องจักรได้ก็น่าเสียดายที่กลายเป็นพวกทรยศไปแล้ว” กระป๋องกล่าวพร้อมกับรีบเสิร์ฟน้ำชาให้เซี่ยเฟยดื่มดับกระหาย

แต่เมื่อพูดถึงพวกทรยศสีหน้าของกระป๋องก็เปลี่ยนไปเป็นเศร้าหมอง เซี่ยเฟยจึงตบหัวหุ่นยนต์ตัวน้อยเบา ๆ พร้อมกับกล่าวปลอบใจขึ้นมาว่า

“ไม่ต้องคิดมาก นายแตกต่างจากหุ่นยนต์พวกนั้นไม่ใช่เหรอ? แล้วในสายตาของฉันนายก็เป็นคนรับใช้ที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่ฉันเคยเจอมาเลย หุ่นยนต์ทุกชนิดย่อมมีคุณค่าเป็นของตัวเอง ดังนั้นขอแค่นายทำงานของตัวเองให้ดีแค่นั้นมันก็เพียงพอสำหรับฉันแล้ว”

“กระป๋องจะไปเตรียมบะหมี่ผัดกับแตงกวาหั่นที่เจ้านายชอบให้นะ” กระป๋องกล่าวอย่างตื่นเต้นหลังจากที่มันได้รับคำชม

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับและเมื่อได้รับคำยืนยันกระป๋องก็รีบวิ่งไปเตรียมอาหารภายในครัวอย่างวุ่นวาย

“เจ้าหนูนี่น่ารักขึ้นทุกวันจริง ๆ” อันธกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“แต่กระป๋องทำให้ฉันอยู่อย่างสบายมากเกินไป นี่ฉันรู้สึกเหมือนกับน้ำหนักขึ้นมาแล้วสัก 2-3 โล” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างหยอกล้อ

จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยและหัวเราะด้วยกัน ขณะที่ยานจูเนี่ยนเข้าสู่ระบบล่องหนขับเคลื่อนร่างกายอันใหญ่โตไปท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่

“เอาล่ะเรากำลังจะเข้าสู่ดินแดนนาวีแล้ว การวาร์ปผ่านระบบล่องหนน่าจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นได้เยอะเลย แต่น่าเสียดายที่ระหว่างทางพวกเราไม่ได้พบกับโจรสลัด ฉันเลยไม่มีโอกาสได้ทดสอบพลังของยานลำใหม่” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดาย

“ฉันรู้นะว่าที่ก่อนหน้านี้นายยังไม่ได้ใช้ระบบล่องหน นั่นก็เพราะว่านายอยากจะทดสอบพลังของจูเนี่ยน จะว่าไปตอนนั้นก็ตลกดีที่พวกโจรสลัดได้บุกเข้ามาแล้วเห็นว่าจูเนี่ยนเป็นยานบัญชาการ ก่อนที่พวกมันจะวิ่งหนีหางจุกตูดไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้พวกเราเลยแม้แต่นิดเดียว” อันธกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง

เซี่ยเฟยยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้และถึงแม้ว่าโจรสลัดแห่งเขตดาววิลเดอร์เนสจะมีชื่อเสียงในด้านความโหดร้าย แต่เมื่อกลุ่มโจรสลัดพวกนี้ได้มาเจอกับยานบัญชาการขนาดใหญ่ มันก็ทำให้กลุ่มโจรสลัดพวกนั้นรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมันก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงว่ายานลำนี้เคยเป็นยานรบของกองทัพมาก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งหมายเลขประจำยานยังคงระบุว่ามันคือยานบัญชาการของกองทัพพันธมิตร

“พวกเรามาตั้งชื่อให้ยานลำนี้หน่อยดีไหม?” อันธกล่าว

“แต่เดิมยานลำนี้เคยเป็นยานรบของกองทัพ แต่มันก็ได้สูญหายไปในทะเลดวงดาวเป็นเวลาหลายพันปีก่อนที่เราจะได้มาค้นพบมันอีกครั้ง ถ้าอย่างนั้นฉันขอตั้งชื่อมันว่า ‘ฟินิกซ์’ ก็แล้วกัน เพราะฉันคิดว่ามันเปรียบเสมือนกับยานลำนี้ได้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่” เซี่ยเฟยกล่าว

“ฟินิกซ์งั้นเหรอ? เป็นชื่อที่ดีจริง ๆ ยานลำนี้มีพลังการรบที่น่าทึ่งมาก ฉันคิดว่ามันน่าจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ในระหว่างการเดินทางให้กับนายมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า”

“น่าเสียดายที่ระบบล่องหนยังไม่สามารถลบความผันผวนของการวาร์ปในระหว่างล่องหนได้ ก่อนหน้านี้ศัตรูก็สามารถตรวจจับคลื่นความผันผวนในระหว่างการวาร์ปของเบโอเนทได้ ฉันคิดว่าความผันผวนในระหว่างการวาร์ปของฟินิกซ์ก็คงจะถูกตรวจพบได้ชัดเจนมากยิ่งกว่า” อันธกล่าวอย่างกังวล

“ปัญหานี้จัดการได้ง่ายมากเลย เพราะหลังจากที่ฉันได้ตรวจสอบระบบล่องหนอีกครั้ง ฉันก็ได้พบกับวาล์วคายพลังงานของตัวเครื่องแล้ว สิ่งที่ฉันทำก็แค่การเพิ่มวงจรให้พลังงานบางส่วนถูกถ่ายโอนกลับคืนไปที่เตาปฏิกรณ์โดยอ้างอิงจากแบบแปลนของยานไททัน แค่นี้มันก็ไม่มีคลื่นพลังงานถูกปล่อยออกไปในอวกาศในระหว่างที่มันทำการวาร์ปผ่านระบบล่องหนแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“นายคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมฉันถึงไม่รู้” อันธอุทานด้วยความตกใจ

“ขอแค่เข้าใจหลักการเรื่องอื่น ๆ มันก็กลายเป็นเรื่องที่ง่ายนิดเดียว ในตอนที่ฉันออกแบบระบบเรดาร์แบล็คแบทขึ้นมาใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันก็ได้ทดลองออกแบบระบบส่งผ่านพลังงานกลับไปที่เตาปฏิกรณ์ออกมาด้วย แต่ฟินิกซ์มีขนาดที่ใหญ่มากและพื้นที่บางส่วนก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบที่มีส่วนผสมที่ซับซ้อน”

“แต่เดิมยานบัญชาการมีหน้าที่หลักในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมยานรบลำอื่น ๆ ในกองยานอยู่แล้ว ภายในยานจึงเต็มไปด้วยเครื่องมือและวัตถุดิบต่าง ๆ อย่างมากมาย ฉันเลยใช้วัตถุดิบพวกนั้นในการสร้างระบบส่งผ่านพลังงานกลับไปยังเตาปฏิกรณ์ แต่น่าเสียดายที่ยานลำใหญ่ขนาดนี้กลับมีเพียงแค่หนึ่งคน, หนึ่งผี, หนึ่งอสูร, หนึ่งหุ่นยนต์และหนึ่งต้นหญ้าอยู่เท่านั้น”

“พิมพ์เขียวของยานไททันที่ถูกเก็บเอาไว้ภายในกล่องมีรายละเอียดที่สูงมาก และมันก็สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับฉันได้เยอะเลย และหนึ่งในแรงบันดาลใจใหม่นั้นมันก็ช่วยทำให้ฉันปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเรดาร์แบล็คแบทขึ้นมาจากเดิมได้อีกมากพอสมควร” เซี่ยเฟยกล่าว

ย้อนกลับไปในตอนที่เซี่ยเฟยได้รับพิมพ์เขียวของระบบเรดาร์ของไททันมาเพียงแค่ชุดเดียว เขาก็แทบที่จะไม่สามารถทำความเข้าใจหลักการของระบบซุปเปอร์เรดาร์นั้นได้เลย แต่เมื่อเขาได้รับพิมพ์เขียวของไททันครบทั้งชุด มันก็ทำให้เขาสามารถทำความเข้าใจโครงสร้างในส่วนต่าง ๆ ของยานได้อย่างชัดเจน

ซึ่งแท้ที่จริงแล้วระบบต่าง ๆ ภายในยานจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และหลักการนี้ก็ทำให้เขาสามารถประยุกต์ใช้นำมาสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้อย่างมากมาย

ตี๊ด!

ทันทีที่นึกถึงระบบเรดาร์แบล็คแบท การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเรดาร์ก็ดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นภาพของชาร์ลีกับพอตเตอร์ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

“เซี่ยเฟยต้นแบบที่นายส่งกลับมาให้ใหม่ครั้งนี้ดีมาก มันทั้งช่วยลดความยุ่งยากในการผลิตและเพิ่มความทนทานให้กับระบบเรดาร์ขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่า ฉันคิดว่าครั้งนี้ระบบเรดาร์แบล็คแบทมีความสมบูรณ์มากพอที่จะกลายเป็นสินค้าของบริษัทควอนตัมแล้ว” พอตเตอร์กล่าว

“ต้นทุนการผลิตก็น้อยกว่าเดิมถึง 1 ใน 5 ด้วยครับ ส่วนมูลค่าของมันก็สมควรจะเพิ่มจากเดิมไม่น้อยไปกว่า 4 เท่า ระบบเรดาร์นี้จะต้องเป็นสินค้าขายดีชิ้นต่อไปของบริษัทเราแน่นอน” ชาร์ลีพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

“ที่พวกคุณติดต่อมาไม่ใช่เพราะเรื่องแค่นี้ใช่ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ครับ ที่พวกเราติดต่อมาก็เพื่อจะบอกว่ากองกำลังแนวหน้าถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปที่ภูมิภาคดาวเหวทมิฬ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปยังโลกได้เดินทางไปจนถึงจุดหมายแล้ว” ชาร์ลีกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“โลกเป็นยังไงบ้าง?” เซี่ยเฟยถามด้วยความสนใจ เพราะท้ายที่สุดดาวโลกก็ยังคงเป็นดาวบ้านเกิดของเขา ดังนั้นมันก็คงจะเป็นเรื่องโกหกถ้าหากว่าเขาจะบอกว่าเขาไม่สนใจดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ดวงนี้

“สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ ถึงแม้ว่าโลกจะเป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ แต่พวกเซิร์กก็ไม่ได้มองข้ามดาวดวงนี้ไป เมืองใหญ่เกือบทั้งหมดภายในโลกจึงได้รับความเสียหายอย่างหนัก และโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ภายในโลกก็ถูกทำลายไปจนหมด” ชาร์ลีกล่าว

“แล้วสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติล่ะ เป็นยังไงบ้าง?” เซี่ยเฟยถามอย่างประหม่า

หากเมืองถูกทำลายมันก็สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าหากธรรมชาติถูกทำลายมันก็อาจจะเปลี่ยนให้ดาวดวงนี้ไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยของมนุษย์อีกต่อไป แล้วมันก็จะกลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้

“ธรรมชาติไม่ได้รับความเสียหายในระดับที่กู้คืนไม่ได้ครับ โชคดีที่พวกเซิร์กทำลายแค่เพียงเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ก่อนที่พวกมันจะจากไปไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับโลกของพวกเรามากนัก” ชาร์ลีกล่าว

“ดีแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“การสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล ตอนนี้ประธานาธิบดีอู่หลงเลยกำลังยุ่งอยู่กับการจัดหาเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูโลกขึ้นมาใหม่ครับ” ชาร์ลีกล่าว

“ถึงยังไงพวกเราก็ยังคงเป็นชาวโลก นายบอกพี่หลงได้เลยว่าบริษัทควอนตัมจะสนับสนุนเงินทุนทั้งหมดเท่าที่เขาต้องการ” เซี่ยเฟยกล่าว

“ได้ครับ ผมจะรีบแจ้งให้เขาทราบโดยเร็วที่สุด” ชาร์ลีกล่าว

“ฉันรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของบริษัทควอนตัมก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะสภาวะสงครามทำให้รายได้ของเราลดลงจากเดิมอย่างหนัก แต่เรื่องนี้นายไม่จำเป็นจะต้องกังวลบริษัทควอนตัมไม่มีทางล้มลงอย่างแน่นอน อย่างน้อยพวกเราก็สามารถใช้โอกาสนี้สนับสนุนการสร้างโลกขึ้นมาใหม่ และโลกที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่จะต้องเป็นโลกที่เป็นไปตามมาตรฐานขั้นสูงสุดของพันธมิตร” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง

“สร้างโลกขึ้นมาใหม่ตามมาตรฐานขั้นสูงสุดของพันธมิตรงั้นเหรอครับ? แบบนั้นมันจะมีค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาลเลยนะครับ” ชาร์ลีกล่าวขึ้นมาอย่างประหม่า

เซี่ยเฟยใช้นิ้วแตะที่แหวนมิติเบา ๆ ก่อนที่เขาจะหยิบหัวใจจักรวาลสีม่วงออกมาจากแหวนมิติหลายร้อยก้อน

“เชื่อฉันสิว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”

หลังจากพูดคุยเรื่องการบริหารของบริษัทจนจบแล้ว ชาร์ลีก็เดินจากไปเพื่อเปิดทางให้เซี่ยเฟยได้พูดคุยกับพอตเตอร์ตามลำพัง

“ในช่วงสงครามฉันกับวินด์ไชม์ได้มีโอกาสดูแลซึ่งกันและกัน เธอเลยฝากฉันมาขอบคุณที่นายพาเธอออกมาจากทุ่งดาวแห่งความตาย ไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะไม่รู้ว่าการได้อยู่กับฉันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเธอ” พอตเตอร์กล่าวขึ้นมาอย่างประหม่า

“ขอแค่ลุงมีความสุขผมก็ดีใจด้วยแล้วครับ ความจริงพวกคุณไม่จำเป็นจะต้องขอบคุณผมหรอก ย้อนกลับไปในตอนนั้นมันอาจจะเป็นความผิดของผมด้วยซ้ำที่ผมบังคับให้เธอกลับมาพร้อมกับผมด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

หลังจากพูดคุยกันต่อไปอีกสักพัก เซี่ยเฟยก็ตัดการเชื่อมต่อไป

“ดูเหมือนว่านายจะจัดการปัญหาหัวใจของพอตเตอร์ได้ดีเลยนะ แต่ฉันคิดว่านายคงจะไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับปัญหาของตัวเองยังไงใช่ไหมล่ะ?” อันธกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดเขาก็ยังไม่ได้บอกแอวริลเรื่องที่เขาจะเดินทางไปยังดินแดนของผู้ใช้กฎเลย

ท้ายที่สุดดินแดนของผู้ใช้กฎก็คือสถานที่ที่รวมตัวนักรบที่แข็งแกร่งเอาไว้อย่างมากมาย และจากประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาเซี่ยเฟยก็สามารถบอกได้เลยว่ายิ่งผู้มีอำนาจได้มารวมตัวกันมากเท่าไหร่ ข้อพิพาทระหว่างพวกเขาก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมที่เขาจะนำแอวริลไปอยู่ด้วยอย่างแน่นอน และมันก็อาจจะหมายความว่าเขาจะต้องจากแอวริลไปโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาพบเธออีกเมื่อไหร่ หรือจะมีช่องทางการติดต่อในระหว่างที่เขาได้อยู่ในดินแดนนั้นหรือไม่ เรียกได้ว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดินแดนของผู้ใช้กฎเลย

ก่อนหน้านี้แอวริลได้แสดงความจริงใจบ่งบอกออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าเธอต้องการที่จะอยู่กับเขา มันจึงทำให้เขาไม่รู้ว่าเขาจะพูดเรื่องนี้กับเธอยังไงดี

เมื่อได้คิดถึงความลำบากใจที่จะต้องบอกคนรักถึงการจากลาในครั้งนี้ เซี่ยเฟยก็ทำได้เพียงแต่ส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจแล้วเดินกลับไปภายในห้องเพียงลำพัง

***************

จบบทที่ ตอนที่ 470 การตัดสินใจที่ยากลำบาก

คัดลอกลิงก์แล้ว