เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 449 ชุลมุนสามฝ่าย

ตอนที่ 449 ชุลมุนสามฝ่าย

ตอนที่ 449 ชุลมุนสามฝ่าย


ตอนที่ 449 ชุลมุนสามฝ่าย

เผ่าพันธุ์เซิร์กเคยเดินทางเข้ามาภายในไซเรนฮิลล์แล้วหลายครั้ง ดังนั้นมันจึงมีบันทึกเกี่ยวกับบททดสอบภายในสถานที่แห่งนี้ถูกเก็บเอาไว้ในเต็นท์ทองคำ และถึงแม้ว่าพื้นที่ภายในจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็นครั้งคราว แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่ต่างไปจากบันทึกของบรรพบุรุษพวกเขามากนัก

น่าเสียดายที่ในครั้งนี้มันได้มีเซี่ยเฟยเดินทางมาพร้อมกับพวกเขาด้วย และการปรากฏตัวของชายหนุ่มก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

อูดี้ล้างคราบเลือดในแม่น้ำและทาผงสีขาวที่เตรียมเอาไว้ทั่วทั้งร่าง โดยผงสีขาวเหล่านี้เป็นผงที่มีกลิ่นฉุนซึ่งช่วยปกปิดกลิ่นเลือดที่ฝังติดอยู่ตามร่างกายของนักรบได้ และมันก็เป็นผงสีขาวที่ถูกเตรียมเอาไว้ใช้หลบเลี่ยงต้นไม้ปีศาจในพื้นที่ชั้นที่ 2 โดยเฉพาะ

ทอมมี่, วินดี้, บาทอรี่, นานี่และหลี่โม่ต่างก็คอยปกป้องอูดี้อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้มันยังมีเงาลึกลับอีกสองร่างคอยแฝงตัวอยู่ไม่ไกล ซึ่งทั้งสองก็คอยเว้นระยะให้อยู่ใกล้ ๆ กับอูดี้อยู่เสมอ

อูดี้เป็นคนที่ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ดังนั้นนอกจากเขาจะจัดองครักษ์เอาไว้ในที่แจ้งแล้วเขายังจัดองครักษ์เอาไว้ในที่ลับอีกด้วย และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะถูกโจมตีจากสัตว์อสูรเป็นจำนวนมาก แต่องครักษ์ลับ ๆ ทั้งสองคนก็ยังคงปกปิดตัวตนไม่ยอมเปิดเผยตัวออกมาง่าย ๆ

ด้วยเหตุนี้เองถึงแม้ว่ากองทัพสัตว์อสูรจะทำให้นักรบภายในกองกำลังเสียชีวิตลงไปเกือบ 50,000 คน แต่อูดี้ก็ยังไม่สูญเสียความมั่นใจของเขามากนัก เพราะทุกครั้งที่เต็นท์ทองคำนำกองกำลังเข้ามาในไซเรนฮิลล์ มันก็มีบันทึกว่ากองกำลังจะเสียนักสู้ไปเป็นจำนวนมากเสมอ และการสูญเสียนักสู้ไปในคราวนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เขาพอจะยอมรับได้

อย่างน้อยยอดนักสู้รอบ ๆ ตัวของเขาก็ยังคงปลอดภัยดี และยอดนักสู้เหล่านี้ก็มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะนำเขาผ่านพื้นที่ชั้นที่ 5 ของไซเรนฮิลล์ไปได้ ส่วนนักสู้คนอื่นในกองกำลังก็เป็นเพียงแค่ตัวหมากที่เขาพร้อมจะสละทิ้งได้ทุกเวลา

หลังจากที่ตัวเองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อูดี้ก็โบกมือสั้น ๆ เพื่อให้กองกำลังเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ชั้นที่ 2

แน่นอนว่าเหล่าบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถที่จะเดินทางไปพร้อมกับกองกำลังได้ เพราะกลิ่นเลือดของพวกเขาจะทำให้ต้นไม้ปีศาจในพื้นที่ชั้นที่ 2 เกิดอาการคลั่ง วินดี้จึงแอบสังหารพวกเขาอย่างลับ ๆ แล้วปล่อยให้พวกเขาตายโดยไม่เจ็บปวด

นอกจากนี้ชานี่ยังนำกองกำลังบางส่วนจากไปอย่างกะทันหัน มันจึงทำให้กองกำลังของอูดี้เหลืออยู่จริง ๆ เพียงแค่ประมาณ 40,000 คนเท่านั้น

เหตุการณ์นี้ทำให้อูดี้เริ่มได้กลิ่นของแผนการร้าย เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติมากที่เขาจะถูกพวกสัตว์อสูรจู่โจมทันทีที่เข้ามาภายในไซเรนฮิลล์ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรกองกำลังของเขาก็ต้องมุ่งหน้าต่อไป เพราะทางออกเดียวในมิติลึกลับแห่งนี้คือการออกไปทางพื้นที่ชั้นที่ 5 ในเวลา 14 วัน

หลังจากที่นักสู้แนวหน้า 20,000 คนขึ้นไปบนแท่นเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ชั้นที่ 2 วินดี้ก็หันมาพูดกับอูดี้ว่า

“ท่านราชาถึงคราวพวกเราแล้ว”

อูดี้พยักหน้าก่อนที่เขาจะเดินขึ้นไปบนแท่นพร้อมกับองครักษ์ทั้งห้าเพื่อเดินทางไปยังพื้นที่ชั้นที่ 2

อย่างไรก็ตามภาพแรกที่พวกเขาได้เห็นในพื้นที่ชั้นที่ 2 มันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง เพราะต้นไม้ปีศาจทั่วทั้งหนองน้ำกำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง

บริเวณรอบ ๆ แท่นเคลื่อนย้ายมีเถาวัลย์กวัดแกว่งไปมาอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน แล้วมันก็มีเสียงร้องโหยหวนของทหารเซิร์กที่ถูกเถาวัลย์แทงทะลุร่างและลากร่างพวกนั้นเข้าไปกัดกินที่ลำต้น

ก่อนหน้านี้การจู่โจมของพวกสัตว์อสูรก็ทำให้กองกำลังของพวกเขาหายไปมากกว่าครึ่ง และเนื่องมาจากว่าในไซเรนฮิลล์ไม่สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารได้ นักสู้กองหน้าจึงไม่สามารถแจ้งข่าวไปบอกอูดี้ก่อนได้ว่าพื้นที่ชั้นที่ 2 เต็มไปด้วยอันตราย มันจึงเป็นเหตุผลที่อูดี้ได้มาปรากฏตัวท่ามกลางสนามรบแห่งนี้

ตอนแรกเซี่ยเฟยได้ทำการฆ่าสัตว์อสูรเป็นจำนวนมากเพื่อปลุกต้นไม้ปีศาจให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล แต่หลังจากที่ต้นไม้พวกนั้นได้สังหารนักสู้เซิร์กและกินร่างของพวกเขาเข้าไป มันยิ่งทำให้เลือดไหลชโลมไปทั่วทั้งแอ่งน้ำมากขึ้นกว่าเดิม

“ปกป้องราชาเร็ว ๆ เข้า!” วินดี้ตะโกนสั่งพร้อมกับรีบเข้ามาปกป้องอูดี้ทางด้านหน้า ทอมมี่คอยยืนปกป้องอูดี้ทางด้านหลัง ขณะที่บาทอรี่และนานี่คอยปกป้องอยู่ด้านข้าง

อ๊าก!!

ทันใดนั้นเองหลี่โม่ก็ส่งเสียงร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง คล้ายว่าเขากำลังตื่นเต้นที่ได้พบกับศัตรูเป็นจำนวนมาก

ก่อนออกเดินทางเลยูตี้ได้มอบขวานแยกภูเขาให้กับหลี่โม่เป็นอาวุธ ซึ่งขวานชนิดนี้เป็นขวานสองคมที่มีน้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม แต่มันก็แทบที่จะไม่มีประโยชน์ในระหว่างการต่อสู้กับสัตว์อสูรที่คล่องแคล่วว่องไวเลย แต่ถ้าหากศัตรูเป็นต้นไม้มันก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะอาวุธชนิดนี้จะสามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่ เมื่อศัตรูไม่สามารถหลบการโจมตีอันรุนแรงของมันได้

ตูม!

ขวานแยกภูเขาถูกเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรงตัดต้นไม้ปีศาจทั่วทั้งแนวให้ขาดออกจากกัน และนอกจากนี้เขายังจุดไฟเผาซากต้นไม้ที่อยู่รอบ ๆ ไม่ให้พวกมันฟื้นฟูตัวกลับมาได้

หลี่โม่กระโดดลงไปในหนองน้ำพร้อมกับสะบัดขวานในมือออกไปอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเส้นทางไปข้างหน้า และต้นไม้พวกนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายหลี่โม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“ดูเหมือนศิษย์ของนักพรตเลยูตี้คนนี้จะพอใช้การได้นะ” วินดี้กล่าว แต่ก่อนที่คำพูดของเขาจะจบลงมันก็มีเถาวัลย์เส้นหนึ่งลอบจู่โจมไปทางด้านหลังของหลี่โม่

การเคลื่อนไหวของเถาวัลย์เส้นนี้รวดเร็วมากและขนาดของมันก็มีเส้นรอบวงใหญ่กว่าขาของผู้ใหญ่ ซึ่งถ้าหากคนธรรมดาได้ถูกการโจมตีในครั้งนี้ไปนักรบคนนั้นก็คงจะตายหรือไม่ก็พิการ

ผัวะ!

เถาวัลย์ปะทะเข้ากับหลังของหลี่โม่แต่กลับเป็นตัวของมันเองที่แตกกระจายกลายเป็นเศษไม้ไปในอากาศ ขณะที่ทางหลี่โม่คล้ายกับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดจากการจู่โจมเมื่อสักครู่นี้เลย และเขาก็ยังคงเร่งฝีเท้าเดินทางไปด้านหน้าต่อไป

เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง เพราะมันเห็นได้ชัดว่าหลี่โม่ไม่ได้รับบาดเจ็บจากการจู่โจมเมื่อสักครู่เลยแม้แต่น้อย มันจึงทำให้ทุกคนแอบที่จะรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าร่างกายของชายคนนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเหล็กหรือยังไง

“ร่างเหล็กไหล! ท่านราชาลูกศิษย์ของท่านเลยูตี้คนนี้จะต้องมีพลังพิเศษร่างเหล็กไหลแน่ ๆ เพราะต้นไม้ปีศาจพวกนั้นไม่สามารถที่จะทำร้ายร่างกายเขาได้ ดูเหมือนการผ่านพื้นที่ชั้นนี้ไปจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเราอีกต่อไปแล้วนะ” วินดี้กล่าวขณะที่มือของเขายังคงต่อสู้กับเถาวัลย์อย่างต่อเนื่อง

เมื่อได้เห็นว่าหลี่โม่สามารถรับมือกับต้นไม้ปีศาจได้อย่างไม่มีปัญหา กองกำลังเซิร์กก็รีบจัดกระบวนทัพเดินตามหลังชายคนนี้ไป โดยหวังให้หลี่โม่เป็นคนเปิดทางจนพวกเขาเดินทางไปสู่พื้นที่ชั้นที่ 3

ขวับ!

เถาวัลย์พันเข้ากับนักรบเซิร์กทางด้านหลังพร้อมกับเหวี่ยงนักรบคนนั้นโยนเข้าไปภายในปาก ส่วนต้นไม้ปีศาจต้นอื่น ๆ ก็รีบบังคับเถาวัลย์ของพวกมันเพื่อคว้าเศษเนื้อที่กระจัดกระจายร่วงหล่นไปบนหนองน้ำ

เหตุการณ์นี้ทำให้อูดี้อดที่จะขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ เพราะพื้นที่ทางด้านหลังยังคงเป็นพื้นที่อันตรายและมันก็มีทหารเสียชีวิตลงไปทุกวินาที

นักสู้ทั้ง 100,000 คนที่เขาได้สรรหามาในครั้งนี้คือนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาสามารถจะหามาได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และถ้าหากว่ามันไม่ได้รวมกับกองกำลังนักสู้ชั้นยอดที่เดินทางไปร่วมสงคราม นักสู้เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นนักสู้ระดับสูงกว่า 40% ของนักสู้ระดับสูงทั้งหมดในดินแดนเซิร์ก

แต่ปัจจุบันพวกเขายังไม่ทันจะได้ผ่านพื้นที่ชั้นที่ 2 ไปได้ด้วยซ้ำ แต่กองกำลังของพวกเขากลับได้รับความสูญเสียไปแล้วประมาณ 70% มันจึงทำให้ราชาแห่งเผ่าพันธุ์เซิร์กเริ่มรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในหัวใจ

แต่ในทันใดนั้นชานี่ก็ได้นำกองกำลังบุกจู่โจมเข้ามาจากทางด้านหลังซึ่งมันก็ทำให้อูดี้รู้สึกตกตะลึง

“ตาข่ายมืด!” ชานี่ส่งเสียงร้องคำรามพร้อมกับโยนตาข่ายที่ถูกถักทอขึ้นมาจากความมืดเข้าไปใส่นักรบหลายสิบคนในพริบตา

นักรบที่ถูกตาข่ายความมืดจับเข้าไปไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้คล้ายกับร่างของพวกเขาถูกพันธนาการ และด้วยการจู่โจมของพวกชานี่จากทางด้านหลัง มันจึงทำให้กองกำลังของอูดี้สูญเสียในอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิม

“ชานี่ นี่แกคิดก่อกบฏงั้นเหรอ?!” ทอมมี่ส่งเสียงร้องคำรามออกมาดังลั่น

“ถ้าฉันคิดจะก่อกบฏแล้วใครจะทำไม?” ชานี่กล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะออกมาเสียงดัง

คำตอบนี้ทำให้ใบหน้าของทุกคนซีดเซียวลงอย่างฉับพลัน เพราะนอกเหนือจากศิษย์ของเลยูตี้แล้วมันก็ไม่มีใครในกองกำลังนี้เป็นคู่ต่อสู้ของชานี่ได้

เมื่อสถานการณ์เริ่มมาถึงจุดวิกฤตนักรบชุดดำ 2 คนก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยคนหนึ่งมีร่างกายสูงใหญ่ ส่วนอีกคนเป็นนักสู้ตัวเล็กที่ใส่หน้ากาก ทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาได้

“พี่ชานี่ ในเมื่อคุณตั้งใจที่จะก่อกบฏก็อย่าโทษว่าพวกเราสองพี่น้องทำตัวเสียมารยาท”

หลังจากพูดจบพวกเขาทั้งสองคนก็ถอดหน้ากากของตัวเองออก

“กุชชี่! กุชชานี่!”

“ที่แท้ 2 พี่น้องตระกูลกุชก็อยู่ในทีมของพวกเรามาโดยตลอด”

“กุชชี่กับกุชชานี่เป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์อันดับ 4 กับอันดับ 5 ถ้าหากว่าพวกเขาร่วมมือกันแม้แต่ชานี่ที่เป็นอันดับ 3 ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาได้”

“พวกเรารอดแล้ว!”

กำลังใจของนักสู้ในกองกำลังของอูดี้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมันได้มีพี่น้องตระกูลกุชคอยสู้อยู่เคียงข้าง มันย่อมเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวลาเดียวกันการปรากฏตัวของพี่น้องตระกูลกุชก็ทำให้ชานี่รู้สึกตื่นตระหนก เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าอูดี้จะได้เชิญนักสู้ 2 พี่น้องที่อยู่อย่างสันโดษเข้ามาร่วมเป็นองครักษ์ปกป้องเขาในการเดินทางครั้งนี้ได้ และเมื่อมันได้รวมกับหลี่โม่ผู้ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเลยูตี้, ทอมมี่ผู้ซึ่งเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์ระดับ 7, วินดี้ผู้ซึ่งเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์อันดับ 8, นานี่ผู้ถึงเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์อันดับ 9 และบาทอรี่ผู้ซื้อเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์อันดับ 11 มันย่อมทำให้สถานการณ์ทางฝ่ายของเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย

“ฉันไม่คิดเลยว่าพวกนายสองคนจะมาอยู่ที่นี่” ชานี่กล่าวอย่างไม่เต็มใจ

“หลังจากที่พวกเราสองพี่น้องได้พ่ายแพ้ให้กับคุณและตกมาอยู่ในอันดับที่ 4 กับ 5 ของกระดานจัดอันดับ พวกเราก็เก็บตัวฝึกฝนเป็นเวลานานกว่า 20 ปีและต้องการที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับคุณอีกครั้ง แต่เราไม่คิดเลยว่าการเผชิญหน้าในครั้งนี้มันจะเป็นการเผชิญหน้าที่ตำแหน่งของพวกเราไม่เหมือนเดิม” กุชชี่กล่าว

“เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว!” ชานี่ตะโกนเสียงดังพร้อมกับเริ่มรวบรวมความมืดภายในมือทั้งสองข้างของเขาอย่างรวดเร็ว

ตูม!

วินาทีต่อมาการต่อสู้ก็กลายเป็นเรื่องที่ชุลมุนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการต่อสู้ได้เปลี่ยนเป็นการต่อสู้จากทั้งสามฝ่ายคือฝ่ายต้นไม้ปีศาจ, ฝ่ายสมาพันธ์นักปราชญ์และฝ่ายของเต็นท์ทองคำ

“นานี่รีบแยกตัวออกไปดูพื้นที่ชั้นที่ 3 เดี๋ยวนี้! ว่ามันมีกับดักอะไรรอพวกเราอยู่อีกหรือเปล่า?” อูดี้ออกคำสั่งให้กับนานี่ที่อยู่ใกล้ ๆ

ปัจจุบันเซี่ยเฟยได้เดินทางมาจนถึงพื้นที่ชั้นที่ 3 แล้ว โดยสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกำแพงหินสูงหลายร้อยเมตรที่มีความคดเคี้ยวราวกับเขาวงกตที่ไม่มีที่สิ้นสุด

“มันมีข้อมูลอะไรแสดงบนแผนที่หรือเปล่า?” อันธถาม

“ไม่มี ข้อมูลบนแผนที่ว่างเปล่ามาก ดูเหมือนพื้นที่ชั้นที่ 3 น่าจะเป็นเขาวงกต” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

อันธขมวดคิ้วพร้อมกับพยายามพิจารณากำแพงหินอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าหากพวกเขาต้องเดินทางผ่านเขาวงกตที่มีความยาวหลายร้อยกิโลเมตรนี้ไป มันก็อาจจะต้องใช้เวลานานมากพอสมควร

ตูม!

เซี่ยเฟยนำดาบอีวีสเซอเรทออกมาจากแหวนมิติพร้อมกับฟาดฟันใส่กำแพงหินอย่างรุนแรง

เมื่อใบดาบปะทะเข้ากับกำแพงมันก็เหมือนมีพลังงานชั้นบาง ๆ ปิดกั้นการโจมตีในครั้งนี้เอาไว้ ทำให้ดาบอีวีสเซอเรทไม่สามารถที่จะทำลายกำแพงหินลงไปได้

“ไม่มีประโยชน์หรอก บนกำแพงมีชั้นพลังงานห่อหุ้มอยู่ แม้แต่พื้นที่ด้านบนของกำแพงก็ถูกคลุมเอาไว้ด้วยชั้นพลังงานด้วยเหมือนกัน ดูเหมือนว่านายจำเป็นจะต้องเดินทางผ่านพื้นที่เขาวงกตนี้ไปด้วยวิธีการปกติเท่านั้น ไม่สามารถที่จะใช้ทางลัดแบบที่นายคิดเอาไว้ได้” อันธกล่าว

เขาวงกตมีทางเข้าอยู่มากกว่าหนึ่งทาง ซึ่งในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังเดินสำรวจเขาก็ได้พบกับโครงกระดูกตั้งแต่สมัยโบราณนอนพิงกำแพงอยู่ไม่ไกล

ที่โครงกระดูกนั้นมีร่องรอยการถูกทำลายที่หน้าผาก ซึ่งมันเห็นได้ชัดเลยว่าบาดแผลที่ทำให้เขาเสียชีวิตคือการที่เขาถูกวัตถุแข็งอะไรบางอย่างแทงทะลุพื้นที่บริเวณนี้

“ในเขาวงกตน่าจะเต็มไปด้วยกับดักและคนคนนี้ก็น่าจะเสียชีวิตด้วยกับดักในเขาวงกต” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่โครงกระดูก

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” อันธกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“ไปกันเถอะ มาลองดูกันดีกว่าว่าในเขาวงกตนี้มันจะมีกับดักอะไรพอจะใช้งานได้บ้าง” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเคลื่อนที่เข้าไปในเขาวงกตเพื่อทดสอบ

คลิก!

หลังจากที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปในเขาวงกตเพียงแค่ไม่กี่ก้าว เขาก็เดินเหยียบกลไกที่ถูกตั้งเอาไว้บนพื้นและมันก็มีหนามแหลมเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนามแหลมแต่ละอันต่างก็ล้วนแล้วแต่มีความยาวมากกว่า 10 เมตรและพวกมันก็พุ่งขึ้นมาอย่างว่องไว

เล่ห์กายา!

เซี่ยเฟยเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วพุ่งผ่านช่องว่างแคบ ๆ ระหว่างหนามแหลมแต่ละเล่มที่พุ่งขึ้นมาจากพื้น

“อันตรายมาก! ไม่น่าเชื่อเลยว่ากับดักพวกนั้นจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าที่ฉันได้จินตนาการเอาไว้” เซี่ยเฟยหันไปมองกับดักด้านหลังพร้อมกับขมวดคิ้ว

***************

จบบทที่ ตอนที่ 449 ชุลมุนสามฝ่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว