เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 383 ฝีมือของขนอุย?

ตอนที่ 383 ฝีมือของขนอุย?

ตอนที่ 383 ฝีมือของขนอุย?


ตอนที่ 383 ฝีมือของขนอุย?

ณ ภูมิภาคดาวไซเรน

ภูมิภาคดาวแห่งนี้มีความเงียบสงบเหมือนกับชื่อของมัน และเนื่องจากว่ามันเป็นภูมิภาคดาวที่อยู่ใกล้กับนครหลวงมาก มันจึงทำให้ภูมิภาคดาวนี้กลายเป็นภูมิภาคดาวที่มั่งคั่งที่สุดรองจากนครหลวง

แต่น่าเสียดายที่เรื่องนั้นมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่สงครามได้เริ่มต้นขึ้นภูมิภาคดาวไซเรนก็ไม่ใช่ภูมิภาคดาวที่เงียบสงบอีกต่อไป

อันที่จริงการทำลายล้างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ก็ไม่สามารถที่จะเรียกว่าการสู้รบได้ด้วยซ้ำ เพราะกองยานของมนุษย์เพียงแค่ 70 กองไม่ได้ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อกองยานขนาดใหญ่ของพวกเซิร์กเลย ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นฝ่ายของมนุษย์ที่ทำได้เพียงแต่ต้องคอยตั้งรับตั้งแต่การต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้นจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเวลาผ่านไปยานรบมนุษย์เป็นจำนวนมากก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ แต่สีหน้าของจอมพลทาดินี่ก็ไม่ได้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

ท้ายที่สุดกองยานที่อ่อนแอนี้ก็สามารถถ่วงเวลาพวกเขาได้เป็นเวลาถึง 72 ชั่วโมง และมันก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางไปยังกลุ่มดาวนครหลวงได้ตามแผนการที่วางเอาไว้

แน่นอนว่าทาดินี่ได้สั่งการโจมตีเพื่อพยายามทำลายล้างยานรบของฝ่ายตรงข้าม แต่ยานของมนุษย์กลับกระจัดกระจายกันหนีไป และจะเริ่มกลับมารวมกลุ่มการจู่โจมอีกครั้งเมื่อพวกเขาพยายามเคลื่อนกำลังเข้าไปยังนครหลวง

“พวกมันไม่ละอายใจกันหรือยังไงที่รบด้วยวิธีกองโจรแบบนี้ นี่มันเป็นความอัปยศของทหารชัด ๆ” พลเอกจอห์นสันผู้ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตะโกนออกมาเสียงดัง เพราะการพยายามกำจัดกองยานมนุษย์ที่จู่โจมด้วยวิธีแบบกองโจรทำให้พวกเขาหงุดหงิดและเสียเวลาอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้อยู่ไม่น้อย

“คุกเข่าลง” ทาดินี่พูดอย่างจริงจังและเนื่องมาจากว่าเขาเป็นตัวไรฝุ่นตัวเล็ก เขาจึงจำเป็นจะต้องเงยหน้าเพื่อพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตลอด

พลเอกจอห์นสันพยักหน้าพร้อมกับคุกเข่าลง แต่เนื่องมาจากว่าเผ่าพันธุ์ของเขาเป็นตั๊กแตน ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะคุกเข่าแต่ตัวเขาก็ยังสูงกว่าทาดินี่อยู่อีกมาก

“ไอ้สารเลว!” ทาดินี่ส่งเสียงร้องคำรามพร้อมกับกระโดดขึ้นไปตบหัวของจอห์นสัน

“ลุกขึ้นได้” ทาดินี่สั่งการอีกครั้ง

จอห์นสันลุกขึ้นด้วยความงุนงงโดยที่บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

“เปิดกล่องข้อความขึ้นมาแล้วอ่านรายงานล่าสุดซะ” ทาดินี่กล่าวพร้อมกับส่งรายงานไปให้กับจอห์นสัน

“ตอนนี้มนุษย์ได้อพยพออกไปจากนครหลวงและเผาเมืองของพวกมันจนมอดไหม้ไปหมดแล้ว ทำให้แผนการที่เราจะครอบครองสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของมนุษย์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นั่นก็เพราะว่าไอ้กองยานกระจอกพวกนี้ถ่วงเวลาพวกเราเอาไว้” ทาดินี่ส่งเสียงร้องคำรามอย่างเย็นชา

จอห์นสันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตากับรายงานที่เขาได้รับ และมันก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยไปกว่าทาดินี่เลย

“พวกมันกล้าเผานครหลวงที่ใช้เวลาสร้างมานับหมื่นปีเนี่ยนะ?! พวกมนุษย์มีความกล้าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”

“พี่อูดี้บอกฉันมาตั้งนานแล้วว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมนุษย์ที่ชื่อว่าไทสันเป็นคนที่ประมาทไม่ได้ ดูเหมือนว่าพวกเราจะประเมินเขาต่ำเกินไปสินะ” ทาดินี่กล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“พวกเราควรจะทำยังไงต่อดีครับ? ถ้าท่านอูดี้รู้เรื่องนี้พวกเราคงจะถูกสั่งประหาร” จอห์นสันกล่าวอย่างหวาดกลัว

“ท่านพี่อูดี้คือผู้นำที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซิร์ก และเราก็ไม่มีทางซ่อนความจริงเอาไว้จากเขาได้ พวกเราคงทำได้แต่ต้องรายงานความจริงกลับไปเท่านั้น”

ณ เต็นท์ทองคำ

หลังจากที่ได้อ่านโทรเลขจากทาดินี่ อูดี้ก็คว่ำโต๊ะพร้อมกับฉีกจดหมายภายในมือเป็นชิ้น ๆ ก่อนที่จะโยนทุกอย่างเข้าไปในกองไฟ

ในความเป็นจริงเผ่าพันธุ์เซิร์กมีผลิตภัณฑ์ที่ไฮเทคกว่านี้ แต่อูดี้ชอบที่จะอาศัยอยู่ในเต็นท์ตามประเพณีและชอบที่จะใช้ชีวิตเหมือนบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์

อูดี้เป็นเซิร์กที่มีรูปร่างคล้ายทารกหัวโตและมีรูปร่างอันบอบบาง แตกต่างจากเซิร์กประเภทอื่น ๆ ที่มีร่างกายอันแข็งแกร่งซึ่งเป็นลักษณะดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์ แต่ในตอนนี้ทารกหัวโตกลับได้กุมอำนาจสูงสุดของเผ่าพันธุ์ มันจึงทำให้พวกเซิร์กที่มีร่างกายอันแข็งแกร่งรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่เล็กน้อย

“พระองค์ทรงโกรธใครหรือเพคะ?” น้ำเสียงอันไพเราะดังขึ้นมาจากในระยะไกล แต่น้ำเสียงนี้ก็ให้ความรู้สึกคล้ายกับนางจิ้งจอกที่ดูเจ้าเล่ห์

ราชินีบิทินี่กล่าวถามพร้อมกับเดินเข้ามาหาอูดี้อย่างช้า ๆ โดยราชินีเซิร์กคนนี้เป็นผีเสื้ออันงดงามและทุกการเคลื่อนไหวของเธอก็มีเสน่ห์ดึงดูดให้เพศตรงข้ามต้องรู้สึกหลงใหล

เมื่ออูดี้เงยหน้าขึ้นมามองราชินี มันก็ทำให้เขากลับมารู้สึกอารมณ์ดีได้อย่างฉับพลัน

“ไม่มีอะไรหรอก แค่รายงานการต่อสู้จากสนามรบทำให้ฉันรู้สึกอารมณ์เสียอยู่เล็กน้อย” อูดี้กล่าวอย่างสบาย ๆ

“ตอนนี้ค่ำแล้ว หม่อมฉันว่าพระองค์ทรงไปพักผ่อนกับหม่อมฉันดีกว่า” บิทินี่กล่าวพร้อมกับกอดอูดี้ไว้ในอ้อมแขนของเธอ

เสน่ห์ของบิทินี่ยากที่ชายหนุ่มทุกคนจะต้านทานได้ แม้แต่ราชาของเผ่าเซิร์กอย่างอูดี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

“อยากได้เหรอ?” อูดี้กล่าวพร้อมกับบีบบั้นท้ายอันอวบอิ่มของบิทินี่

“เรื่องแบบนี้ต้องให้พูดด้วยหรือยังไง” บิทินี่กล่าวอย่างฉุนเฉียวเล็กน้อย

เมื่อถูกภรรยายั่วยวนอูดี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องเข้าไปทำการบ้านกับภรรยาภายในห้องนอน

แต่ก่อนจะจากไปเขาได้เรียกโฆษกเข้ามาภายในเต็นท์ ก่อนที่จะประกาศออกคำสั่งออกไปว่า

“ประกาศให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ว่ากองทัพเซิร์กของเราสามารถบุกเข้ายึดนครหลวงของมนุษย์ได้แล้ว ต้องขอบคุณความชาญฉลาดของจอมพลทาดินี่ทำให้ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถหลบหนีเงื้อมมือของพวกเราไปได้ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ฉันขอประกาศเพิ่มเงินเดือนให้ทหารทุกคนในกองทัพอีก 3 เท่า”

ในฐานะผู้นำที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซิร์ก อูดี้ก็รู้ดีว่าในบางครั้งเขาจำเป็นจะต้องพูดโกหกเพื่อสร้างความฮึกเหิมให้กับเหล่าทหาร

หลังจากออกคำสั่งอูดี้ก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอน และเมื่อเขาได้นึกถึงภาพของภรรยาช่วงล่างของเขาก็ลุกชันขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“เฮ้อราชาของเรานี่เก่งทุกอย่าง แต่น่าเสียดายที่เขาหลงราชินีมากเกินไป” โฆษกกล่าวพร้อมกับถอนหายใจหลังจากที่อูดี้เดินออกไปจากเต็นท์ทองคำ

อย่างไรก็ตามคำสั่งที่อูดี้ประกาศออกไปเพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจให้กับบรรดาเหล่าทหารก็อาจจะเป็นการกระตุ้นความโกรธแค้นด้วยเช่นกัน ถ้าหากข่าวนี้ได้ไปถึงหูของใครบางคน ยกตัวอย่างเช่น หูของเซี่ยเฟย…

“แกรู้ไหมว่าเผ่าเทพมียานรบขนาดใหญ่ที่เรียกว่าไททันหรือเปล่า?” เซี่ยเฟยถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ไททัน? ไททันคืออะไร?” สมองเซิร์กถามอย่างสับสน

คำตอบนี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าสมองเซิร์กไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับไททันมาก่อนจริง ๆ และมันก็ทำให้ทฤษฎีของเซี่ยเฟยดูไม่สมจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเขายังไม่สามารถหาหลักฐานได้ว่าเจ้าของยานไททันคือเผ่าพันธุ์เทพเจ้าในตำนานหรือไม่

“เผ่าเทพมีหน้าตาเป็นยังไง?” เซี่ยเฟยถาม

“ไม่มีใครเคยเห็นพวกท่าน”

“แล้วแกติดต่อกับพวกเขาได้ยังไง?”

“นายท่านติดต่อกับพวกเราผ่านกระแสจิต และเนื่องจากนายท่านมีกระแสจิตที่รุนแรงมาก นายท่านจึงสามารถสื่อสารกับพวกเราได้ทั้งเผ่าพันธุ์แม้ว่าพวกท่านจะอยู่ห่างออกไปหลายหมื่นล้านปีแสงก็ตาม”

เซี่ยเฟยเริ่มหยุดคำถามเกี่ยวกับเผ่าเทพเนื่องมาจากคำตอบที่เขาได้รับมีประโยชน์น้อยลงเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุดสมองเซิร์กก้อนนี้ก็ถูกตัดขาดออกจากร่างกายมาเป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้ว และมันก็อาจจะเป็นเรื่องปกติที่ข้อมูลภายในสมองจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

“ช่วยบอกทางไปหาพวกเซิร์กให้กับฉันหน่อย” เซี่ยเฟยกลับเข้าคำถามหลักที่เขาตั้งใจจะถามตั้งแต่แรก

ทันใดนั้นมันก็มีภาพชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดของชายหนุ่ม ซึ่งมันเป็นแผนที่ดวงดาวที่นำทางไปยังดินแดนของเซิร์ก

เซี่ยเฟยจุดบุหรี่และคิดหาวิธีที่จะล้วงข้อมูลจากสมองเซิร์กให้ได้มากกว่านี้ ซึ่งเขาก็คิดวิธีออกได้อยู่เพียงแค่ 2 วิธี โดยวิธีการแรกคือการพยายามเจาะเข้าไปในสมองของสมองเซิร์กเพื่อดึงข้อมูลทุกอย่างออกมาโดยตรง แต่วิธีการนี้ก็มีความเสี่ยงมากเกินไป ซึ่งถ้าหากสมองเซิร์กระเบิดขึ้นมามันก็เป็นความสูญเสียที่มากเกินกว่าผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับ

วิธีการที่ 2 คือการย้ายสมองก้อนนี้ไปที่เบโอเนทพร้อมกับค่อย ๆ ทรมานมันไปในระหว่างที่เขากำลังเดินทาง เพื่อบีบคั้นให้สมองเซิร์กยอมบอกข้อมูลทั้งหมดที่มันรู้ให้กับเขา

วิธีการแรกมีความเสี่ยงที่สูงมากแต่มันก็มีโอกาสได้รับคำตอบทั้งหมดโดยตรง ส่วนวิธีการที่ 2 เป็นวิธีการที่ช้ากว่าแต่มันก็เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะรับประกันความเสี่ยง

หลังจากใช้เวลาพิจารณาอยู่สักพัก เซี่ยเฟยก็ตัดสินใจใช้วิธีที่ 2 ในการย้ายสมองเซิร์กกลับไปยังเบโอเนท เพื่อทรมานมันอย่างช้าๆ แล้วค่อย ๆ รีดเอาข้อมูลที่เขาอยากรู้ออกมาจากมันทีละนิด

แต่ทันใดนั้นเองขนอุยก็คลานออกมาจากกระเป๋าของชายหนุ่มอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะพยายามออดอ้อนเพื่อขอกินพลังงานจากหัวใจจักรวาลสีม่วง

ในช่วงที่ผ่านมาขนอุยดูดซับพลังงานเข้าไปเยอะมาก แต่มันก็ไม่มีท่าทีว่าจะเติบโตขึ้นมากกว่าเดิมเลยแม้แต่น้อย

วินาทีต่อมาขนอุยก็เริ่มเหล่สายตามองไปยังสมองเซิร์กขนาดใหญ่ที่อยู่ในของเหลวชีวภาพด้วยแววตาอันตื่นเต้น จากนั้นมันก็เริ่มมีหยดน้ำลายไหลออกมาจากปากน้อย ๆ ของมัน คล้ายกับว่ามันเพิ่งได้เห็นอาหารโปรดจานใหญ่

เซี่ยเฟยทำได้เพียงแต่คร่ำครวญอยู่ภายในใจ เพราะก่อนหน้านี้ขนอุยก็ดูดซับพลังงานจากหัวใจจักรวาลสีม่วง และในตอนนี้มันยังทำท่าอยากจะกินสมองเซิร์กตรงหน้าของมันอีก!!

“หยุดเลยไอ้ตัวตะกละ! ถ้านายกล้าแตะต้องมันฉันจะเอานายไปย่างทั้งเป็น!!” เซี่ยเฟยขู่สัตว์เลี้ยงของตัวเอง

แต่ในทันใดนั้นชายหนุ่มก็สังเกตเห็นสมองเซิร์กเริ่มมีปฏิกิริยาที่แปลกประหลาดไป หลังจากที่มันได้สังเกตเห็นการปรากฏตัวของขนอุย

“มันกำลังกลัวขนอุยอยู่งั้นเหรอ? หรือว่ามันจะรู้ว่าเจ้าหนูนี่เป็นตัวอะไร?” อันธตะโกนขึ้นมาเสียงดัง

ตัวตนของขนอุยยังคงเป็นปริศนามาโดยตลอด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเซี่ยเฟยหรืออันธต่างก็ไม่รู้ว่าสัตว์อสูรตัวนี้เป็นสัตว์อสูรประเภทไหนกันแน่

เมื่อได้รับคำเตือนจากอันธ เซี่ยเฟยก็เริ่มส่งคำถามไปหาสมองเซิร์กที่อยู่ตรงหน้า

“แกรู้จักสัตว์อสูรที่อยู่ในอ้อมแขนของฉันงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถาม

อย่างไรก็ตามคำถามของชายหนุ่มมันก็สายไปแล้ว เพราะขนอุยได้จ้องมองไปยังสมองเซิร์กอย่างดุดันและสายตาของมันก็มีความดุดันมากยิ่งกว่าเซี่ยเฟย

ตูม!

พริบตาต่อมาสมองเซิร์กก็ระเบิดตัวเองอย่างกะทันหัน พร้อมกับเกล็ดพลังงานเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งในอากาศ

เซี่ยเฟยมองไปที่ขนอุยด้วยความประหลาดใจ และมันก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่นี้คือฝีมือของเจ้าตัวเล็ก

“เซี่ยเฟยรีบดูดซับชิ้นส่วนจิตวิญญาณพวกนี้เข้าไปเร็ว ๆ เข้า! พวกมันสามารถปรับปรุงระดับพลังของนายได้” อันธตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้นหลังจากที่มันได้สังเกตเห็นเกล็ดพลังงานที่ล่องลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

***************

ฟันธงเลย!! ขนอุยคือไส้ศึกของศัตรูพี่เฟยที่ถูกส่งมาขัดขวางการใช้ชีวิต (กำมือแน่นแล้ววว)

จบบทที่ ตอนที่ 383 ฝีมือของขนอุย?

คัดลอกลิงก์แล้ว