เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 227 ค้นประวัติ

ตอนที่ 227 ค้นประวัติ

ตอนที่ 227 ค้นประวัติ


ตอนที่ 227 ค้นประวัติ

ปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทุกคนยังไม่สามารถแก้ปริศนาได้ เพราะเซี่ยเฟยไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักแต่เขากลับเชี่ยวชาญทั้งวิชาพรางจิตและวิชาเล่ห์สังหาร ซึ่งเป็นวิชาสำหรับศิษย์ระดับสูงของสำนักเท่านั้น และถ้าหากว่าชายหนุ่มไม่ได้ฝึกฝนวิชาทั้งสองมานานหลายปี มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญมากขนาดนี้

สำนักเงาสังหารคอยควบคุมวิชาทั้งสองอย่างเข้มงวด ซึ่งนักฆ่าที่ได้รับเลือกให้เรียนวิชาทั้งสองนี้จะต้องคอยรับใช้สำนักไปตลอดชีวิต และมีเพียงแค่ความตายที่จะทำให้พวกเขากลายเป็นผู้มีอิสระ

เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้มันก็ไม่มีทางที่เซี่ยเฟยจะได้รับการสั่งสอนจากลูกศิษย์ในสำนักอย่างแน่นอน และมันก็จะต้องมีบุคคลภายนอกที่สอนวิชาทั้งสองให้กับชายหนุ่ม

หากเรื่องราวเป็นไปแบบนั้นจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะรุนแรงสำหรับสำนัก เพราะวิชาระดับสูงประจำสำนักกำลังแพร่กระจายในโลกภายนอกอย่างเงียบ ๆ ซึ่งปัญหาวิชารั่วไหลนี้ก็น่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักเลย

ไม่มีใครสงสัยอันธเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกคนรู้ดีว่าอันธเสียชีวิตลงไปแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ไม่มีใครเอะใจคิดว่าอันธจะกลายเป็นวิญญาณตามติดที่ถ่ายทอดวิชาให้กับชายหนุ่ม

ชายชราทั้งสี่ต่างก็ขมวดคิ้วและแม้แต่เงากระเรียนที่มีชีวิตมาอย่างยาวนานก็กำลังใช้นิ้วนวดขมับด้วยความสับสน

“พาเซี่ยเฟยออกไปพักผ่อนก่อน พวกเราขอหารือกันสักพัก” เงากระเรียนกล่าว

เมื่อได้รับคำสั่งเหล่านักฆ่าเดนตายที่เฝ้าประตูก็พาเซี่ยเฟยไปพักยังบ้านที่อยู่ห่างไกล เหลือเพียงแต่เงากระเรียนและผู้อาวุโสทั้งสามที่อยู่ภายในห้อง

“อาจารย์ปู่ทวด พวกเราควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดีครับ?” เงาประกายเงินกล่าวถาม

“ฉันพอจะคิดอะไรบางอย่างได้แล้ว แต่ขอฉันกลับไปตรวจสอบเรื่องนี้ก่อน ช่วงนี้อย่าพึ่งไปทำอะไรให้เซี่ยเฟยรู้สึกลำบากใจ” เงากระเรียนกล่าว

หลังจากนั้นชายชราร่างเล็กก็ลุกยืนขึ้นเดินออกไปจากห้อง ซึ่งผู้อาวุโสประจำสำนักทั้งสามก็ลุกขึ้นยืนทำความเคารพก่อนที่จะแยกย้ายกลับไปยังที่พักของตัวเอง

เงากระเรียนเดินขึ้นไปตามบันไดหินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และเมื่อเทียบกับบรรยากาศอันอบอุ่นบริเวณเชิงเขาแล้วสถานที่แห่งนี้ก็เหมือนกับจะต้องเผชิญหน้ากับฤดูหนาวที่รุนแรงตลอดเวลา

ความเป็นจริงการอาศัยอยู่บนยอดเขาเป็นเรื่องที่ทรมานมาก เพราะผู้อยู่อาศัยด้านบนนี้จะต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ส่วนเหตุผลที่ผู้ก่อตั้งสำนักเงาสังหารสั่งการให้ศิษย์ระดับต่ำอาศัยอยู่ชั้นล่างก็เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาค่อย ๆ ไต่ลำดับขึ้นมาบนชั้นบนอากาศก็จะยิ่งหนาวเย็นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมันเป็นการบอกลูกศิษย์ทุกคนเป็นนัย ๆ ว่าการมีระดับที่สูงมากขึ้นก็จำเป็นจะต้องแบกความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกัน

แม้ว่าเงากระเรียนจะแก่แล้วแต่เขาก็สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้คนหนุ่มสาว มันจึงทำให้ถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะไม่สามารถจะสร้างปัญหาอะไรให้กับเขาเลย

พื้นที่ชั้น 11 และ 12 ไม่มีผู้พักอาศัยทำให้พื้นที่ทั้งสองชั้นนี้ถูกใช้เป็นที่เก็บหนังสือโบราณและของมีค่าของสำนัก แต่เงากระเรียนก็ไม่ได้หยุดยังพื้นที่ทั้งสองแห่งนี้แต่ยังคงมุ่งหน้าตรงไปยังพื้นที่ชั้น 13

หากพื้นที่ชั้น 11 และ 12 เป็นพื้นที่ต้องห้ามที่เก็บของล้ำค่าเอาไว้อย่างมากมาย พื้นที่ชั้น 13 ที่เงากระเรียนอาศัยอยู่ก็เป็นพื้นที่ต้องห้ามมากยิ่งกว่า เพราะพื้นที่ชั้นนี้เป็นพื้นที่หวงห้ามที่แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งสามก็ไม่สามารถจะเข้ามาได้ ที่สำคัญคือพื้นที่แห่งนี้คือที่เก็บความลับที่สำคัญที่สุดของสำนักเงาสังหารเอาไว้

เงากระเรียนยืนอยู่บนลานชั้น 13 พร้อมกับถอนหายใจ โดยสายตาของเขายังคงจับจ้องมองไปยังผืนป่าอันเขียวชอุ่มและแม่น้ำใสที่อยู่ด้านล่าง

หิมะบนท้องฟ้าตกลงมาไม่หนักมากนัก แต่มันก็ตกลงมาไม่หยุดตลอดทั้งปีทำให้พื้นที่บนชั้น 13 แห่งนี้มีอุณหภูมิต่ำสุดถึง -50 องศาเซลเซียส

ที่จริงพื้นที่ชั้น 13 ยังห่างจากยอดเขาประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ชั้นสุดท้ายมีทางหินคดเคี้ยวขึ้นไป แต่เนื่องจากไม่มีใครมาคอยทำความสะอาดเส้นทางนี้จึงจมอยู่ใต้หิมะและทำให้คนไม่คุ้นเคยไม่มีทางจะสังเกตเห็นเส้นทางไปยังพื้นที่ชั้นที่ 14 ได้เลย

เงากระเรียนเดินผ่านเส้นทางที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะพร้อมกับมองดูวิวทิวทัศน์ในระยะไกล

หลังจากเดินขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ในที่สุดชายชราก็ได้เดินมาถึงประตูชั้นสุดท้ายของสำนัก ซึ่งหลังจากที่เขาได้เดินผ่านประตูเข้ามาภาพที่ปรากฏก็คือลานหินที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทำให้ไม่มีหิมะเกาะอยู่บนลานหินแห่งนี้เลย

บนลานหินมีชายชราหัวล้านกำลังกวาดหิมะภายในลานด้วยไม้กวาดทางมะพร้าว แต่การเคลื่อนไหวของเขาค่อนข้างที่จะแปลกมากคล้ายกับว่าเขาสามารถทิ้งน้ำหนักลงขาได้เพียงแค่ข้างเดียว

ด้วยร่างกายที่พิการมันก็ยากจะจินตนาการว่าชายชราหัวล้านคนนี้จะสามารถทำความสะอาดลานกว้างได้ด้วยตัวคนเดียวจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังดูแลพื้นที่ชั้นนี้เป็นอย่างดีทำให้แม้แต่ประตูกับหน้าต่างก็ยังไม่มีเศษหิมะเกาะเลยแม้แต่นิดเดียว

เทคโนโลยีในจักรวาลพัฒนาจากเดิมไปไกลทำให้มีวิธีกำจัดหิมะอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องเป่าลมร้อนหรือเครื่องเป่าหิมะอัตโนมัติที่ใช้งานง่ายกว่าไม้กวาดทางมะพร้าวมาก แต่ชายชราคนนี้ก็ยังคงเลือกใช้เครื่องมือที่ยุ่งยากคอยปัดกวาดทุกอย่างอย่างอดทน

เงากระเรียนค่อย ๆ เดินไปหาชายชราหัวล้านด้วยความเคารพ ก่อนที่เขาจะโค้งคำนับเบา ๆ และกล่าวขึ้นมาว่า

“เรียนศิษย์พี่ ‘เงาสูญ’ ผมมีเรื่องต้องตรวจสอบในตำหนักเก็บคัมภีร์ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่พอจะมีเวลาว่างหรือไม่ครับ?”

ศิษย์พี่?

เงากระเรียนมีอายุมากกว่าพวกเงาประกายเงินถึงสามรุ่น ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักเงาสังหารทำให้ศิษย์ในสำนักทุกคนคิดเสมอว่าเขาคือบุคคลที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในสถานที่แห่งนี้ และมันคงจะไม่มีใครเคยจินตนาการว่าบนลานเล็ก ๆ บริเวณยอดเขาจะมีศิษย์พี่ของเงากระเรียนอาศัยอยู่ที่นี่จริง ๆ!

หากเงาสูญเป็นศิษย์พี่ของเงากระเรียนจริง ๆ แล้วทำไมเขาถึงไม่รับตำแหน่งเจ้าสำนัก แต่กลับมาคอยทำความสะอาดลานลึกลับบนยอดเขาแห่งนี้เพียงคนเดียว?

ชายชราที่ชื่อเงาสูญค่อย ๆ หันศีรษะมองไปทางเงากระเรียน แต่ภายในแววตาของเขาเต็มไปด้วยต้อสีขาวซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าชายชราคนนี้เป็นคนตาบอด

ชายชราขาพิการและตาบอดทำความสะอาดลานบนชั้น 14 ตัวคนเดียวได้ยังไง?

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถเก็บกวาดเศษหิมะทุกจุดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!!

แม้ว่าจะอยู่ในอากาศที่หนาวเย็นแต่เงาสูญกลับใส่เพียงแค่เสื้อผ้าบาง ๆ แม้แต่ศีรษะของเขาก็ไม่ได้มีหมวกสวมเอาไว้ทำให้มีเกล็ดหิมะตกลงมาใส่ศีรษะของเขาอยู่เป็นประจำ

“ท่านจะตรวจสอบเรื่องอะไร?” เงาสูญกล่าวถาม

“ผมต้องการตรวจสอบข้อมูลศิษย์ที่เรียนวิชาพรางจิตและเล่ห์สังหารแต่หนีออกไปจากสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาตครับ” เงากระเรียนกล่าว

“เชิญตามข้ามา” เงาสูญกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

หลังจากกล่าวจบชายชราหัวล้านก็วางไม้กวาดก่อนที่จะเดินนำเงากระเรียนไปยังอาคารที่ดูไม่สะดุดตาทางด้านซ้ายของลานบ้าน

ประตูของอาคารนี้ไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้ เงาสูญจึงผลักประตูเข้าไปด้านในก่อนที่จะกล่าวขึ้นมาว่า

“ผู้ที่เข้าเงื่อนไขของท่านมีทั้งหมดสามคน ข้อมูลของพวกเขาถูกบันทึกอยู่ที่ตำแหน่ง 1-506, 4-237 และ 5-112 ตามลำดับ”

เงาสูญพูดตัวเลขทั้งสามขึ้นมาราวกับบอกหมายเลขประจำตัวของตัวเองทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงตั้งแต่สมัยโบราณมีศิษย์เข้ามาในสำนักเป็นจำนวนมาก แต่ชายชรากลับทำราวกับว่าเขาสามารถจดจำข้อมูลของศิษย์ทุกคนได้ทั้งหมด

เพียงแค่การอ่านข้อมูลทั้งหมดในตำหนักเก็บคัมภีร์ก็อาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีแล้ว มันไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงการท่องจำตำแหน่งของหนังสือที่อยู่ภายในตำหนักแห่งนี้เลย

“ขอบคุณครับศิษย์พี่” เงากระเรียนกล่าวก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไปภายในตำหนัก ส่วนทางด้านของเงาสูญก็ปิดประตูเบา ๆ ก่อนที่จะเดินกะเผลกไปทำความสะอาดลานกว้างแห่งนี้ต่ออย่างช้า ๆ

ภายในห้องตกอยู่ในความมืดมิดเงากระเรียนจึงจำเป็นจะต้องเปิดไฟเพื่อหาข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมาก

เนื่องจากภายในอาคารไม่มีเครื่องทำความร้อน มันจึงทำให้อุณหภูมิภายในตำหนักเย็นกว่าลานด้านนอก

นี่คือกฎที่ผู้ก่อตั้งสำนักได้บัญญัติเอาไว้ว่าผู้ที่มีตำแหน่งสูงของสำนัก ไม่เพียงแต่จะไม่มีสิทธิ์ใช้เครื่องทำความร้อนเพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่พวกเขายังไม่สามารถติดตั้งหลอดไฟเอาไว้ภายในอาคารได้อีกด้วย

โชคดีที่เงากระเรียนมีอายุหลายร้อยปีและความสามารถของเขาก็ยากที่จะหยั่งถึง มันจึงทำให้ความหนาวเย็นอันรุนแรงของสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถสร้างปัญหาใด ๆ ให้กับเขาเลย ซึ่งถ้าหากว่าคนธรรมดาได้เข้ามาในตำหนักแห่งนี้จริง ๆ พวกเขาก็อาจจะแข็งตายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที

เอกสารบันทึกที่อยู่บนชั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเนื่องจากระยะเวลาที่ยาวนาน แต่พวกมันก็ไม่เสียหายแสดงให้เห็นว่าเงาสูญดูแลบันทึกทุกอย่างดีแค่ไหน

เงากระเรียนเดินไปตามตำแหน่งที่เงาสูญได้บอกไว้ ก่อนที่เขาจะหยิบหนังสือขึ้นมาจำนวน 3 เล่ม

ภายในห้องมีโต๊ะเล็ก ๆ ที่มีโคมไฟวางอยู่บนโต๊ะเพื่อให้ผู้เข้ามาภายในตำหนักสามารถอ่านเอกสารบนโต๊ะแห่งนี้ได้ โดยข้อกำหนดของตำหนักแห่งนี้คือไม่มีใครมีสิทธิ์นำของทุกอย่างออกไปจากตำหนัก แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นเจ้าสำนักคนปัจจุบันก็ตาม

เงากระเรียนดึงเก้าอี้วางหนังสือทั้งสามเล่มเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะเปิดหนังสืออ่านข้อมูลด้านในอย่างช้าๆ

หนังสือแต่ละเล่มไม่ได้บันทึกข้อมูลของลูกศิษย์เอาไว้เพียงแค่คนเดียว ดังนั้นเขาจึงจำเป็นจะต้องใช้เวลามากพอสมควรในการหาตัวลูกศิษย์ที่ตรงตามเงื่อนไข

สำนักเงาสังหารมีกฎที่เข้มงวดและมีหน้าที่ที่ค่อนข้างน่าเบื่อ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกศิษย์บางคนจะเลือกทำการหลบหนีเนื่องมาจากไม่สามารถทนรับกฎของสำนักได้

แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะหลบหนีได้สำเร็จมันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้รับอิสระอย่างแท้จริง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่นักฆ่าเดนตายหาตัวพวกเขาได้สำเร็จ พวกเขาก็จะถูกสังหารในโทษฐานทรยศสำนัก

นับตั้งแต่ที่สำนักได้ก่อตั้งมามันก็มีลูกศิษย์บางคนสามารถหลบหนีจากสำนักได้สำเร็จจริง ๆ พวกเขาจึงแอบใช้ชีวิตอย่างลับ ๆ อยู่ในมุมหนึ่งของจักรวาล ซึ่งเงากระเรียนก็คิดว่าเซี่ยเฟยอาจจะเป็นลูกหลานของศิษย์พวกนั้น

ขอบเขตการค้นหาของเขาคือผู้หลบหนีจะต้องเป็นผู้ที่ฝึกวิชาพรางจิตและวิชาเล่ห์สังหาร เพราะถ้าหากว่าเซี่ยเฟยเป็นลูกหลานของศิษย์ธรรมดา มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้เรียนวิชาระดับสูงทั้งสองวิชานี้

ในที่สุดเงากระเรียนก็ได้พบข้อมูลของศิษย์ทั้งสามที่ตรงตามข้อกำหนด และทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกายพร้อมกับรอยยิ้มขี้เล่นที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

ชายชราหยิบบันทึกขึ้นมาดูซึ่งในข้อมูลมีรูปถ่ายของชายวัยกลางคนผมสีดำ, ตาสีดำและผิวสีเหลืองซึ่งดูคล้ายกับเซี่ยเฟยทุกประการ!

ตามข้อมูลศิษย์คนนี้ชื่อ ‘เงาโลหิต’ เคยเป็นศิษย์ขั้น 11 ของสำนักและมีโอกาสที่จะกลายเป็นเจ้าสำนักในอนาคต แต่เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนเขาได้เลือกที่จะหลบหนีออกไปจากสำนัก ซึ่งหลังจากนั้นสำนักก็ไม่สามารถตามหาตัวของเขาได้อีกเลย

ความคล้ายคลึงระหว่างสองคนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เงากระเรียนเชื่อว่าเซี่ยเฟยคือทายาทของเงาโลหิต แต่สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อมโยงทั้งสองคนนี้เข้าด้วยกันจริง ๆ คือสถานที่ที่เงาโลหิตปรากฏตัวครั้งสุดท้ายคือภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่ซึ่งเป็นภูมิภาคดาวเดียวกับดาวโลก!!

***************

หรือว่านี่จะคือบรรพบุรุษที่แท้จริงของพี่เฟย? ทุกคนว่ายังไงกันบ้าง

จบบทที่ ตอนที่ 227 ค้นประวัติ

คัดลอกลิงก์แล้ว