เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 195: พยายามเกลี้ยกล่อม

ตอนที่ 195: พยายามเกลี้ยกล่อม

ตอนที่ 195: พยายามเกลี้ยกล่อม


ตอนที่ 195: พยายามเกลี้ยกล่อม

“อาจารย์กำลังมีปัญหาใหญ่!” ย่าเหวยพูดขึ้นมาด้วยความร้อนรน

คำพูดของย่าเหวยทำให้เซี่ยเฟยชะงักไปเล็กน้อย เพราะก่อนที่เขาจะเข้าสู่พื้นที่เขตแรงโน้มถ่วงสูงฉินหมางได้พยายามติดต่อเขาเข้ามา แต่ในตอนนั้นระบบสตาร์เน็ตเวิร์กได้ล่มลงไปพอดี ซึ่งเซี่ยเฟยก็ไม่คิดว่าฉินหมางจะมีปัญหาในช่วงเวลานี้ขึ้นมา

“มันเกิดอะไรขึ้นครับ?” เซี่ยเฟยถามอย่างกังวล

ย่าเหวยส่งสัญญาณให้คนรอบข้างถอยหลังออกไป ก่อนที่จะเดินมาจับแขนของเซี่ยเฟยและพูดขึ้นมาด้วยเสียงกระซิบว่า

“อาจารย์... อาการของอาจารย์ทรุดหนักอาจจะเสียชีวิตได้ตลอดเวลา”

“อะไรนะ?! แต่ตอนที่ผมออกมาคุณตายังสบายดีอยู่เลยนะครับ มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างนี้กันแน่?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

“ช่วงนี้สตาร์เน็ตเวิร์กไม่ค่อยเสถียร ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดของเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เท่าที่ฉันเห็นผ่านหน้าจอสีหน้าอาจารย์ไม่ดีเลย” ย่าเหวยกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า

ฉินหมางให้ความช่วยเหลือเซี่ยเฟยมาโดยตลอด นอกจากนี้พวกเขาทั้งสองคนยังมีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนจึงอยู่ในระดับที่ดีมาก เมื่อฉินหมางมีอาการไม่ค่อยดีเซี่ยเฟยจึงรู้สึกเป็นห่วงเป็นเรื่องธรรมดา

“อาจารย์ฝากบอกว่าทันทีที่นายกลับมาช่วยกลับไปหาเขาหน่อย” ย่าเหวยกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“ได้ครับ หลังจากผมซ่อมยานเสร็จเมื่อไหร่ผมจะรีบกลับไปทันที” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“สถานการณ์ที่นี่ยังไม่ค่อยดีนัก ฉันฝากความห่วงใยไปให้อาจารย์ด้วยนะ” ย่าเหวยกล่าวพร้อมกับตบไหล่ของเซี่ยเฟยเบา ๆ

จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันไปสักพัก ซึ่งย่าเหวยก็เห็นด้วยกับเซี่ยเฟยว่าตราบใดที่แวมไพร์ได้รับการซ่อมแซม ชายหนุ่มสมควรจะต้องออกเดินทางกลับไปยังภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่ทันที

ต่อมาย่าเหวยก็ต้องกัดฟันจากไปพร้อมกับทหารองครักษ์ แต่ภายในแววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่สามารถเดินทางกลับไปหาฉินหมางด้วยตัวเองได้

ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพเขาไม่สมควรจะต้องมายืนรอรับเซี่ยเฟยแบบนี้เลย แต่เขารู้สึกกังวลเรื่องฉินหมางจากใจจริงเขาจึงต้องการบอกเรื่องนี้กับชายหนุ่มโดยเร็วที่สุด น่าเสียดายที่ในฐานะของเขามีคนคอยจับตาดูอยู่ทุกฝีก้าว เขาจึงไม่สามารถแสดงอารมณ์ความโศกเศร้าให้ลูกน้องพบเห็นได้

เซี่ยเฟยจุดบุหรี่เดินก้มหน้าอย่างกลัดกลุ้ม แม้ว่าการกลับไปยังภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่จะฟังดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่มันก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่า 2 เดือน ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าในช่วงเวลานั้นฉินหมางจะทนรอเขากลับไปได้ไหม

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” พอตเตอร์ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ลุงจำคุณตาฉินหมางที่ผมเคยพูดถึงได้ไหมครับ?” เซี่ยเฟยกล่าว

“จำได้ เขาคือคนที่จ้างนายเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดและเป็นคนที่คอยสนับสนุนนายหลังจากที่ได้เข้าไปในค่ายฝึกใช่ไหม” พอตเตอร์กล่าว

“ตอนนี้เขากำลังป่วยหนักและอยากให้ผมกลับไปในทันที ดูเหมือนว่าเขาจะมีอะไรบางอย่างที่ต้องการจะบอกกับผมโดยตรง”

พอตเตอร์ไม่เคยเจอฉินหมางเลยสักครั้งแต่เขาเคยได้ยินเซี่ยเฟยเล่าเรื่องชายชราคนนี้ให้เขาฟังเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมันก็ทำให้พอตเตอร์รู้สึกชื่นชมชายชราคนนี้มาก เขาจึงขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความไม่สบายใจและกล่าวออกไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมนายถึงไม่รีบกลับไปล่ะ”

“ทำไมลุงพูดเหมือนลุงจะไม่ได้กลับไปพร้อมกับผมล่ะครับ” เซี่ยเฟยกล่าวหลังจากที่เขารู้สึกว่าพอตเตอร์ยังต้องการอยู่ที่นี่ต่อ

เซี่ยเฟยไม่ต้องการให้พอตเตอร์อยู่ที่นี่จริง ๆ เพราะในฐานะช่างเครื่องชั้นแนวหน้าการอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลก็เป็นการเอาความสามารถมาทิ้งอย่างน่าเสียดายมากจนเกินไป

นอกจากนี้สถานการณ์ภายในเขตทุ่งดาวแห่งความตายยังไม่ปลอดภัยเลยสักนิด ยกตัวอย่างเช่น ภายในฐานทัพแห่งนี้มีการฝึกทหารอย่างเข้มงวดทุกวัน มันจึงทำให้แม้แต่คนโง่ก็รู้ว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวสำหรับการสู้รบ ซึ่งเซี่ยเฟยมั่นใจว่ามันน่าจะเกิดการปะทะในอีกไม่นานนี้

“ฉันจัดการเรื่องทุกอย่างที่ค้างคาใจไปหมดแล้ว อู่ที่สุสานยานก็ปล่อยขายไปแล้ว ลูกศิษย์ของฉันทุกคนก็แยกย้ายกันไปเดินในเส้นทางของตัวเองแล้ว ฉันจะทำอะไรหลังจากที่ฉันกลับไปที่นั่นล่ะ สู้ฉันนั่งกินนอนกินอยู่ที่นี่เฉย ๆ ไม่ดีกว่าหรอ” พอตเตอร์กล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

“ลุงอยากอยู่กับป้าวินด์ไชม์ใช่ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวออกไปอย่างใจเย็น

คำแย้งของเซี่ยเฟยทำให้พอตเตอร์หน้าแดงขึ้นมาอย่างฉับพลัน แต่เขาก็พยักหน้ายอมรับอย่างเงียบ ๆ

เซี่ยเฟยรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพอตเตอร์กับวินด์ไชม์ไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าหากพิจารณาจากท่าทางของพอตเตอร์แล้วชายชราคนนี้ก็คงจะจริงจังกับวินด์ไชม์มาก

“นี่ลุงรู้หรือเปล่าว่าทุ่งดาวแห่งความตายกำลังจะเกิดสงคราม?” เซี่ยเฟยถาม

“ฉันก็เคยได้ยินข่าวเรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน พูดตามตรงนะทุ่งดาวนี้มันไม่ได้สงบสุขมาตั้งแต่แรกแล้ว พวกเขาแค่ยังถ่วงดุลอำนาจกันอยู่มันจึงยังไม่มีความขัดแย้งมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในปัจจุบันภูมิภาคดาวแต่ละแห่งต่างก็ล้วนแล้วแต่เลือกผู้นำเป็นของตัวเอง และอิทธิพลของพันธมิตรก็กำลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ประกอบกับเหตุการณ์แย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างน้อยนิด มันจึงก่อให้เกิดความเกลียดชังจนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถผูกมิตรกันได้อีกแล้ว”

เซี่ยเฟยกับพอตเตอร์ยังคงเดินวนรอบสนามบินของกองทัพ และด้วยสายตาของผู้มีประสบการณ์มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พอตเตอร์จะไม่ได้กลิ่นของสงครามจากการเตรียมความพร้อมภายในฐานทัพแห่งนี้

“สมมติถ้าทุ่งดาวแห่งความตายเกิดสงครามขึ้นจริง ๆ มันก็จะเกิดปัญหาการขาดเสบียงอาหาร แม้แต่ความปลอดภัยก็จะเริ่มถูกคุกคามด้วย ป้าวินด์ไชม์เป็นคนดีมาก ลุงคงไม่คิดที่จะปล่อยให้เธอตกอยู่ในอันตรายใช่ไหมครับ?”

เซี่ยเฟยพยายามเบี่ยงประเด็นไปพูดเรื่องของวินด์ไชม์อย่างชาญฉลาด เพราะไม่ว่าผู้ชายจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะแพ้ภัยให้กับผู้หญิงของตัวเองอยู่ดี เช่นคำพูดที่เคยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณที่บอกต่อ ๆ กันมาว่าผู้ชายคือเพศที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้หญิง

ถึงแม้ว่าคำพูดนี้จะไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ แต่มันก็น่าจะนำมาใช้ในกรณีของพอตเตอร์กับวินด์ไชม์ได้

“นอกจากนี้หลังจากที่ลุงทิ้งอู่ไป พี่โบเดนก็ยังคงรอลุงอยู่เหมือนเดิม ความเป็นจริงผมไม่ได้บอกพี่เขาด้วยซ้ำว่าผมมาหาลุงที่ทุ่งดาวแห่งความตายนี่ ถ้าพี่เขารู้ว่าผมแอบมาพี่เขาคงจะบ่นผมแน่ ๆ”

“ฮ่า ๆ ในบรรดาลูกศิษย์ทุกคน โบเดนเป็นคนที่ซื่อสัตย์แต่ก็ดื้อรั้นมากที่สุด ว่าแต่ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง?” พอตเตอร์กล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ผมเกลี้ยกล่อมให้พี่เขามาช่วยทำงานในบริษัทของผมที่อยู่บนดาวโลกครับ ถึงแม้ว่าดาวโลกจะยังเป็นดาวที่ไม่ได้รับการพัฒนาแต่สภาพแวดล้อมภายในดาวก็ยังค่อนข้างดี และมันก็ยังมีสาธารณูปโภคที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ตอนนี้พี่โบเดนลงหลักปักฐานบนดาวโลกแล้วและพี่สะใภ้ก็ดูเหมือนจะชอบดาวโลกด้วยเหมือนกันครับ”

“น่าเสียดายที่พี่โบเดนเป็นคนซื่อตรงมากเกินไป ถึงแม้เขาจะมีความสามารถในทักษะด้านงานช่างแต่เขาก็ยังขาดทักษะในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคล ดังนั้นพี่เขาจึงทำงานหนักคนเดียวตลอดทั้งวันโดยไม่สนใจลูกน้องของเขาเลย บางครั้งถ้าลูกน้องเขาทำงานไม่ได้พี่โบเดนก็จะเอางานทุกอย่างมารับผิดชอบทำคนเดียว”

เซี่ยเฟยพยายามเล่าเรื่องต่าง ๆ อย่างใจเย็นและพยายามบอกเป็นนัย ๆ ว่าสภาพแวดล้อมบนโลกเหมาะแก่การอยู่อาศัยและไม่มีใครเข้ามารบกวน ข้อมูลทั้งหมดที่เขาพยายามป้อนออกไปเป็นข้อมูลที่พอตเตอร์ต้องการใช้เป็นสถานที่สำหรับเกษียณ เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการจริง ๆ นั่นก็คือการพยายามพาพอตเตอร์กลับไปที่โลกพร้อมกับเขา

ในความเป็นจริงโบเดนทำงานของเขาได้เป็นอย่างดีแล้ว เพียงแต่เซี่ยเฟยได้หยิบยกหัวข้อนี้เป็นหัวข้อสนทนาขึ้นมาเพื่อพยายามสะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่โบเดนได้อยู่บนโลก

ไม่ว่าจะยังไงเซี่ยเฟยก็ได้ช่วยชีวิตของพอตเตอร์เอาไว้ ถ้าหากว่าชายหนุ่มได้ร้องขอจริง ๆ พอตเตอร์ย่อมไปช่วยบริษัทของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ชายหนุ่มไม่อยากใช้เรื่องนี้ในการโน้มน้าวพอตเตอร์เลย เพราะท้ายที่สุดเขาก็ไม่ชอบให้ใครมาทำเหมือนชดใช้หนี้บุญคุณกับเขาสักเท่าไหร่

ดังนั้นเซี่ยเฟยจึงพยายามใช้วิธีการที่แยบยลในการป้อนข้อมูลเข้าไปในสมองของพอตเตอร์ทีละนิด ซึ่งการทำแบบนี้ก็เป็นการพยายามทำให้พอตเตอร์เดินทางไปทำงานบนดาวโลกอย่างเต็มใจ

อันธที่รับฟังบทสนทนามาโดยตลอดถึงกับพูดไม่ออก เพราะเขารู้สึกราวกับว่าเซี่ยเฟยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเจรจาที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน แม้ว่าคำพูดของชายหนุ่มคนนี้จะดูเรียบง่าย แต่มันก็ค่อย ๆ แทรกซึมความตั้งใจของเขาเข้าไปภายในใจของผู้ฟังทีละน้อย

“ฮ่า ๆ ๆ มันไม่ใช่ทุกคนจะฉลาดเหมือนนายนะ ถึงแม้ว่าโบเดนจะมีฝีมือและซื่อสัตย์มากแต่เขาก็ยังขาดความยืดหยุ่นในการทำงาน สิ่งที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดคือการตั้งหน้าตั้งตาทำงานไปอย่างเดียว การเอาเขามาช่วยดูแลกองยานเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะกับนิสัยของเขาเท่าไหร่” พอตเตอร์กล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างมีความสุข

เซี่ยเฟยแอบดีใจที่พอตเตอร์เริ่มคลายความกังวลลงเล็กน้อยเหมือนกับว่าวิธีการพูดของเขาจะค่อนข้างได้ผล

ตอนนี้เซี่ยเฟยกำลังต้องการใครสักคนมาช่วยจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เรื่องกองยานขนส่ง เพราะท้ายที่สุดเมื่อบริษัทได้เติบโตขึ้นจำนวนของยานขนส่งก็จะมีเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่าพอตเตอร์ย่อมเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากที่สุด

“คุณตาฉินหมางคอยสนับสนุนผมทุกอย่าง ในตอนที่ผมเล่าเรื่องของลุงให้เขาฟังเขาถึงขนาดขอให้เพื่อนจัดหายานแบทเทิลครุยเซอร์ให้กับผมเพื่อที่ผมจะได้เดินทางมาหาลุงได้อย่างปลอดภัย ย้อนกลับไปในตอนก่อนที่ผมจะออกเดินทางคุณตาก็เคยบอกว่าอยากจะพบลุงสักครั้งอยู่เหมือนกันครับ”

“นอกจากนี้พี่โบเดนเพิ่งได้ลูกชายเพิ่มขึ้นมาอีกคน แล้วลุงรู้ไหมครับว่าพี่เขาตั้งชื่อลูกตัวเองว่าอะไร?” เซี่ยเฟยถามด้วยรอยยิ้ม

“ชื่ออะไร?” พอตเตอร์ถามด้วยความสงสัยและเนื่องมาจากลูกศิษย์ของเขาได้มีลูกชายตามที่หวังสักที ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์เขาย่อมรู้สึกมีความสุขด้วยเช่นกัน

“พี่โบเดนตั้งชื่อลูกว่า ‘พอตเตอร์’” เซี่ยเฟยกล่าว

“หะ!”

“ไอ้เด็กนี่มันจะเหิมเกริมไปใหญ่แล้ว! ถึงขนาดเอาชื่อฉันไปตั้งชื่อให้ลูกมันเลยงั้นเหรอ เจอกันครั้งหน้าฉันจะต้องสั่งสอนบทเรียนให้มันสักหน่อยแล้ว” พอตเตอร์กล่าวหลังจากชะงักค้างไป

แม้คำพูดของพอตเตอร์จะดูน่ากลัวแต่จริง ๆ แล้วเขาก็แอบมีความสุขอยู่ภายในใจ เพราะการที่โบเดนได้ตั้งชื่อลูกชายตามชื่อของเขาเอง มันก็หมายความว่าโบเดนให้ความเคารพต่อเขามากซึ่งพอตเตอร์รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี

ชายชรามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ฉันเข้าใจสิ่งที่นายต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี นายคงไม่อยากบังคับให้ฉันเดินทางไปที่โลกสินะถึงพยายามเกลี้ยกล่อมฉันอยู่นานสองนานแบบนี้”

“ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับย่าเหวยค่อนข้างดีอยู่ใช่ไหม?” พอตเตอร์ถาม

“พี่เขาเป็นลูกศิษย์ของคุณตาฉินหมางครับ พวกเราเลยมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างดี” เซี่ยเฟยตอบ

“โอเค ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปขอยืมยานจากเขาแล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปพูดเรื่องนี้กับวินด์ไชม์ดู”

“ได้ครับ!” เซี่ยเฟยกล่าวตอบกลับอย่างตื่นเต้น

***************

จบบทที่ ตอนที่ 195: พยายามเกลี้ยกล่อม

คัดลอกลิงก์แล้ว