เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 84: ห้องสมุด

ตอนที่ 84: ห้องสมุด

ตอนที่ 84: ห้องสมุด


ตอนที่ 84: ห้องสมุด

เย่จิ่งชานยืนอยู่บนเวทีด้วยชุดเครื่องแบบของจัสทิสเต็มยศพร้อมใบหน้าเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง จากนั้นเขาก็ได้กระแอมออกมา 2-3 ครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูสง่างามว่า

“ขอยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ค่ายฝึกจัสทิสลีกเขตภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่ ฉันชื่อว่าเย่จิ่งชานเป็นผู้บังคับบัญชาการของที่นี่”

“ปีนี้มีนักเรียนลงทะเบียนเข้ามาในค่ายฝึกทั้งสิ้น 13,174 คนซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติการ แต่ผมต้องขอเตือนทุกคนเอาไว้ก่อนว่าผู้ที่สามารถสำเร็จการศึกษาภายใน 5 ปีมีอัตราส่วนแค่ 1 ต่อ 200 คนเท่านั้น!”

คำพูดที่เย็นชาของเย่จิ่งชานก็ไม่ต่างไปจากการตบหน้าแล้วราดน้ำเย็น ๆ ใส่นักเรียนใหม่ที่กำลังมีความหวัง

“ที่ค่ายแห่งนี้มีกฎสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่ทุกคนจะต้องจำใส่ใจและห้ามฝ่าฝืนอย่างเด็ดขาด นั่นก็คือห้ามใช้อาวุธร้อนทุกชนิด!! ใครก็ตามที่กล้าละเมิดกฎข้อนี้จะถูกไล่ออกจากค่ายฝึกทันที”

“สมาพันธ์จัสทิสคือหนึ่งในสมาพันธ์นักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในพันธมิตรมนุษย์ นักสู้ที่แท้จริงจะต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งทางร่างกายของตัวเองเท่านั้น! ไม่จำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากสิ่งอำนวยความสะดวกภายนอก!!” เย่จิ่งชานกล่าวด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้นขณะที่ชูกำปั้นขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ฉันเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอารยธรรมโบราณมาบ้าง ว่าทำไมอารยธรรมโบราณที่เคยรุ่งเรืองจึงได้หายไปภายในชั่วข้ามคืน นั่นก็เป็นเพราะมนุษย์ในเวลานั้นประเมินศักยภาพของตัวเองต่ำเกินไปจนพึ่งพาพวกเครื่องจักรและระบบอัจฉริยะมากเกินไป พวกเราจะไม่มีวันเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมแบบเดิมอย่างเด็ดขาด”

“จำเอาไว้ว่าถ้ามนุษย์ต้องการยึดครองจักรวาลที่กว้างใหญ่และอันตรายนี้ พวกเราต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้น!”

“ฉันยอมรับว่าอาวุธร้อนเป็นอาวุธที่ทรงพลังและอันตรายมาก ยิ่งไปกว่านั้นมันยังช่วยยกระดับการต่อสู้ของพวกเราได้เป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้นมันก็ได้มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่าเมื่อเหล่านักสู้สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมายืนในจุดสูงสุด พวกเขาก็จะสามารถชนะศัตรูได้อย่างสมบูรณ์แม้ว่าคนเหล่านั้นจะมีอาวุธเหล่านี้คอยสนับสนุนก็ตาม”

“หากพวกคุณต้องการเป็นเพียงแค่นักสู้ธรรมดา ๆ ที่นี่ก็ไม่เหมาะสำหรับพวกคุณ”

“แต่ถ้าหากว่าเป้าหมายของพวกคุณไม่ใช่เพียงแค่การเป็นนักสู้เท่านั้น แต่ต้องการเป็นนักสู้ชั้นยอดที่แท้จริง! ผมก็ขอยินดีต้อนรับพวกคุณเข้าสู่ค่ายฝึกสุดโหดของพวกเรา!!”

“จงทรมานร่างกาย! ทรมานจิตวิญญาณให้ถึงที่สุด! หลังจากนั้นคุณก็จะกลายเป็นนักสู้ที่แท้จริง เป็นนักสู้ที่สามารถจัดการศัตรูได้ด้วยสองมือของตัวเองโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากอุปกรณ์ภายนอก”

เมื่อเหล่านักเรียนทั่วทั้งหอประชุมได้ยินคำปราศรัยจากเย่จิ่งชาน พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากและในตอนนี้เลือดนักสู้ภายในกายของพวกเขาก็ได้สูบฉีดอย่างบ้าคลั่งจนทำให้ใบหน้าของพวกเขาแดงก่ำและหน้าอกก็กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อพูดถึงระดับของเทคโนโลยีแล้วในปัจจุบันมันยังคงล้าหลังกว่าอารยธรรมโบราณอยู่อีกไกล แต่อารยธรรมโบราณเหล่านั้นก็ถูกสังหารโดยหุ่นยนต์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง ด้วยเหตุนี้มันจึงสามารถกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีชั้นสูงถือได้ว่าเป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจมนุษย์มาอย่างยาวนาน

ถึงแม้ว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบันจะเติบโตขึ้นมาจากซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งไว้โดยหุ่นยนต์ แต่ในส่วนของประวัติศาสตร์แล้วพวกเขาก็มีความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนเช่นเดียวกับปลาที่สามารถว่ายน้ำได้ตั้งแต่เกิด เพราะการเคลื่อนไหวเหล่านั้นถือได้ว่าเป็นสัญชาตญาณที่ถูกฝังลึกไว้ในไขกระดูกและไม่สามารถลบล้างมันออกไปได้

แต่ยิ่งเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบันได้พัฒนาเข้าใกล้จุดสูงสุดของอารยธรรมโบราณมากเท่าไหร่ พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงแผลเป็นที่ยังคงเจ็บปวดอยู่ภายในใจมากขึ้นเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้มันจึงมีความเชื่อว่านักรบที่ต่อสู้โดยใช้อาวุธร้อนจะเป็นได้เพียงแค่นักรบธรรมดาและไม่มีทางที่จะพัฒนากลายเป็นนักรบชั้นยอดได้เลยตลอดชีวิต

สิ่งที่ผู้คนให้ความเคารพคือนักสู้ชั้นยอดที่ต่อสู้ได้ด้วยศักยภาพของตนเองโดยใช้อาวุธเย็นที่เรียบง่ายเหมือนดั่งที่บรรพบุรุษของพวกเขาใช้

หลังจากพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ผ่านการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่านักรบชั้นยอดสามารถทำลายดวงดาวได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธร้อนเหล่านั้น

หากใครได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของพันธมิตรมนุษย์ คน ๆ นั้นก็จะได้พบเจอคติพจน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดที่กล่าวเอาไว้ว่า

‘พวกเรามีเทคโนโลยีและใช้เทคโนโลยี แต่พวกเราจะไม่ยอมเป็นทาสของมัน!’

เซี่ยเฟยเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาจากอันธบ้างและเขายังได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณมาแล้วบ้างเช่นกัน

เทคโนโลยีก็เปรียบเสมือนกับดาบสองคม มนุษย์ในสมัยก่อนคิดเพียงว่าพวกเขาจะได้รับความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่มันกลับกลายเป็นความเสี่ยงที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤติสังคมมนุษย์ที่ไม่ได้เตรียมตัวจึงพังทลายลงในทันที แม้ว่าการสร้างอารยธรรมโบราณจะใช้เวลามานานหลายหมื่นปีแต่การทำลายล้างใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้สมาพันธ์จัสทิสและสมาพันธ์เฮอร์มิท ซึ่งเป็นสมาพันธ์นักสู้ที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจึงได้บ่มเพาะนักสู้ชั้นยอดที่ทรงพลังเพื่อที่จะสามารถปกป้องอารยธรรมของมนุษย์ได้ด้วยมือของพวกเขาเอง

มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมค่ายฝึกจัสทิสลีกจึงมีกฎบังคับที่เด็ดขาดสำหรับการใช้อาวุธร้อน

เย่จิ่งชานรู้สึกพอใจกับจิตวิญญาณนักสู้ของเหล่านักเรียนใหม่ เขาจึงยื่นมือออกมาเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามทั้งสี่เดินมาหาเขา

“ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วเพื่อสนับสนุนการทำงานของค่ายฝึก ทางสมาพันธ์จัสทิสจะจัดส่งกลุ่มนักสู้ชั้นยอดมาที่นี่ในทุก ๆ ปีเพื่อให้คำแนะนำและถ่ายทอดประสบการณ์จริงให้กับเหล่าจัสทิสฝึกหัด”

“ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยได้ยินชื่อทีม 13 ของแผนกบริหารมาบ้างใช่ไหม?” เย่จิ่งชานถาม

“ทีม 13 ที่โด่งดังนั่นน่ะหรอ!?”

“ทีม 13 ที่มีอัตราความสำเร็จ 99% อ่ะนะ!!”

“ฉันรู้จัก! พวกเขาโคตรสุดยอดเลย!!”

เหล่านักเรียนใหม่กระซิบกระซาบกันและนักเรียนส่วนใหญ่ก็รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่เมื่อได้ยินชื่อทีม 13

“ใช่แล้ว! ในปีนี้ทางสมาพันธ์จัสทิสได้ส่งทีม 13 เป็นตัวแทนของกลุ่มนักสู้ชั้นยอดเพื่อมาให้คำแนะนำจัสทิสฝึกหัด พวกเขาจะทำงานภายในค่ายเป็นเวลา 4 เดือน ผมหวังว่าทุกคนจะคว้าโอกาสนี้และขอคำแนะนำจากพวกเขาให้ได้มากที่สุด”

ในช่วงหลังของพิธีเปิดเซี่ยเฟยไม่ได้ตั้งใจฟังมากนักเนื่องจากเขารู้สึกได้ถึงความกังวลภายในใจที่ไม่สามารถอธิบายได้

ไม่ว่าจะเป็นการหายตัวไปของเซียวรั่วหยู, การถูกซุ่มโจมตีจากเซียวหยงและคนวงในลึกลับที่บอกตำแหน่งของพวกเขา

ถึงแม้ว่าเงื่อนงำทั้งหมดเหล่านี้จะไม่ได้ชี้โดยตรงไปที่เซียวไห่ลี่ แต่เซี่ยเฟยก็มักที่จะรู้สึกไม่สบายใจกับชายคนนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง ยิ่งเขาพยายามคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นเท่านั้นจนทำให้เขากลายเป็นคนใจร้อนมากขึ้นกว่าเดิม

จากการรวบรวมข้อมูลของสตาร์เน็ตเวิร์กเซี่ยเฟยก็ได้รู้ว่าเซียวไห่ลี่และเซียวหยงเป็นเพียงแค่ญาติห่าง ๆ กันเท่านั้น นอกจากนี้ถ้ามองแบบผิวเผินเซียวไห่ลี่ก็ถือได้ว่าเป็นจัสทิสที่ใจดีและมีชื่อเสียงที่โด่งดัง

แต่เซี่ยเฟยรู้สึกเสมอว่าสิ่งที่คนคนนี้ทำนั้นดีเกินไป หากเทียบความดีเป็นความสมบูรณ์แบบแล้ว ในโลกนี้มันก็ไม่มีสิ่งของหรือบุคคลใดที่จะสมบูรณ์แบบจนไม่มีข้อบกพร่อง

ยิ่งเซียวไห่ลี่มีพฤติกรรมที่สมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับบุคคลนี้มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อออกมาจากหอประชุมเซี่ยเฟยก็ไม่ได้กลับไปที่หอพักพร้อมกับเฉินตงและคนอื่น ๆ แต่เขาเลือกที่จะเดินหลีกเลี่ยงฝูงชนที่แออัดแล้วเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนนที่เงียบสงบและไม่คุ้นเคย

สองข้างทางของถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยต้นมะเดื่อจำนวนมากและในตอนนี้มันก็เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง มันจึงมีเศษใบไม้ที่เหี่ยวเฉาร่วงหล่นลงมาอยู่เต็มไปหมด

ถนนที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้เหี่ยว ๆ สีเหลืองเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลจากใครเลย มันจึงให้ความรู้สึกที่ดูเงียบเหงาและน่ากลัว

โดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มก็ได้เดินมาถึงสุดถนนและข้างหน้าเขาก็ได้ปรากฎเป็นอาคารสีขาวทรงหกเหลี่ยมที่สูงประมาณ 3 ชั้น

“ห้องสมุด?” เซี่ยเฟยอ่านข้อความบนอาคาร

ห้องสมุดขนาดใหญ่นี้ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลย ส่วนบันไดก็เต็มไปด้วยใบไม้ที่แห้งกรอบและขยะจำนวนมากซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่ได้รับการดูแลมาเป็นเวลานาน ในขณะที่ผนังสีขาวก็มีรอยด่างที่ฝังลึกมานานเผยให้เห็นความอ้างว้างและความเปล่าเปลี่ยว

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถค้นหาได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ห้องสมุดแบบเก่าประเภทนี้จึงได้รับความสนใจน้อยลงเรื่อย ๆ จนแทบที่จะถูกละทิ้ง

เซี่ยเฟยตัดสินใจเดินขึ้นบันได 12 ขั้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังทางเข้าหลักของห้องสมุด

เมื่อมาถึงทางเข้าตรงประตูก็ได้มีป้ายประกาศรับสมัครบรรณารักษ์ติดอยู่

มันไม่มีใครรู้ว่าป้ายนี้ถูกแขวนมานานแค่ไหนแล้ว เพราะแม้แต่เขาเองก็ต้องจ้องมองอย่างพินิจพิจารณาเป็นเวลานานกว่าที่จะสามารถมองเห็นข้อความบนป้ายได้อย่างชัดเจน

ชายหนุ่มเลือกที่จะผลักประตูและเดินเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งเขาก็ได้กลิ่นกระดาษและกลิ่นหมึกของเหล่าหนังสือโชยเข้ามาภายในจมูก

ภายในอาคารนี้ได้เต็มไปด้วยตู้หนังสือขนาดใหญ่เรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบและมีหนังสือเก่า ๆ วางอยู่ข้างในเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้บริเวณเคาน์เตอร์ของผู้ดูแลก็ไม่มีใครอยู่เลยยกเว้นเพียงแต่แมวดำตัวหนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนโต๊ะอย่างเกียจคร้าน ซึ่งรูปร่างของมันก็เกินกว่าคำว่าแมวไปไกลเพราะมันก็มีลักษณะที่เหมือนกับลูกบอลที่ถูกสูบลมจนกลม

แมวดำตัวนี้กำลังงีบหลับอยู่บนโต๊ะและเมื่อมันได้ยินการมาถึงของเซี่ยเฟย มันก็หรี่ตาขึ้นมาเล็กน้อยแล้วใช้ดวงตาสีทองของมันเหลือบมองไปยังชายหนุ่มด้วยความงัวเงีย จากนั้นมันก็ล้มตัวลงนอนฝันหวานอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้เซี่ยเฟยรู้สึกอยากรู้มากว่าค่ายฝึกจัสทิสลีกที่ถือว่ามีแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในจักรวาลจะมีหนังสือเกี่ยวกับอะไรอยู่ภายในห้องสมุดบ้าง

ชายหนุ่มตัดสินใจสุ่มหยิบหนังสือโบราณที่มีขนาดหนากว่าพจนานุกรมออกมาจากชั้นหนังสือแล้วพลิกดู 2-3 หน้า ซึ่งมันก็เป็นเนื้อหาที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแร่ต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับต่ำสุดไปจนถึงระดับสูงสุด นอกจากนี้มันยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการขุดและหลอมพวกมันด้วย

ทันใดนั้นมันก็ได้ปรากฏชายชราที่มีรูปร่างอ้วนกลมพอ ๆ กับแมวดำขึ้นมาภายในห้องสมุด จากนั้นเขาก็เดินไปที่โต๊ะทำงานอย่างช้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมากล่าวกับเซี่ยเฟยว่า

“ไอ้หนุ่มมานี่” ชายชรากล่าวอย่างเหนื่อยหอบ

“สวัสดีครับคุณตา คุณเรียกผมหรอครับ?” เซี่ยเฟยตอบขณะที่วางหนังสือในมือแล้วเดินเข้าไปหาชายชรา

ชายชราพยักหน้าแล้วชี้ไปที่ป้ายบนโต๊ะด้วยนิ้วแข็ง ๆ และกล่าวออกมาว่า

“10 แต้มต่อชั่วโมง ถ้าอ่านมากกว่า 6 ชั่วโมงได้ส่วนลด 20%”

เซี่ยเฟยถึงกับผงะไปครู่นึงเพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าการอ่านหนังสือในห้องสมุดแห่งนี้จะต้องใช้คะแนนที่สูงถึง 10 แต้ม เพราะด้วยคะแนนจำนวนนี้เขาสามารถใช้เช่าห้องฝึกอบรมขนาดใหญ่ในค่ายฝึกอบรมได้เลยทีเดียว

“ผมขอโทษด้วยครับ แต่ผมพึ่งมาถึงค่ายฝึกแล้วยังไม่มีคะแนนเลย” เซี่ยเฟยกล่าวอธิบายขณะที่กางแขนออกอย่างช่วยไม่ได้

“เฮ้อ! นาน ๆ ทีฉันจะเจอคนที่หลงมาอ่านหนังสือแต่นายก็กลายเป็นคนจนไปซะได้” ชายชราอ้วนถอนหายใจและลูบแมวสีดำที่อยู่ตรงหน้า

“การที่มีคนมาอ่านหนังสือน้อยอาจจะเป็นเพราะค่าธรรมเนียมที่สูงไปก็ได้นะครับ ถ้าคุณตาลดราคาลงอีกหน่อยน่าจะมีคนมาเยี่ยมห้องสมุดมากขึ้น” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ

“นี่นายคิดว่าที่นี่เป็นตลาดรึไงไอ้หนุ่ม ถ้านายบอกว่ามันแพงฉันก็ต้องลดราคาให้งั้นหรอ? หนังสือทั้งหมดที่อยู่ที่นี่มีคุณค่าในตัวของมันเอง ถ้าพวกนายไม่ยินดีที่จะจ่าย 10 แต้มให้ฉัน การเก็บมันไว้สวย ๆ บนชั้นก็ถือได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด” ชายชราอ้วนอธิบายด้วยความฉุนเฉียว

เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะเขาจึงเลือกที่จะหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าและจุดมันโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

“คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ไหวเลยจริง ๆ พวกเขาไม่เข้าใจทรัพยากรที่มีค่าพวกนี้เลย” ชายชราอ้วนพึมพำกับตัวเอง

“แล้วทำไมคุณตาถึงไม่เผยแพร่หนังสือเหล่านี้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตหรอครับ ถ้าทำแบบนั้นมันจะทำให้ใครก็ตามสามารถหยิบมันมาอ่านได้ทุกเมื่อ” เซี่ยเฟยถามหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ไอ้หนุ่มเอ้ยไอ้หนุ่ม! ถ้าสมมติว่านายมีสมบัติอยู่เต็มบ้านแล้วนายจะเอาสมบัติพวกนั้นไปตั้งโชว์ให้คนอื่นดูทางอินเตอร์เน็ตหรือเปล่าล่ะ?” ชายชราอ้วนกล่าวขณะกรอกตาใส่เซี่ยเฟย

“ไม่ครับ สมบัติของผมก็ต้องถูกซ่อนไว้ที่บ้านของผม แต่จากที่ผมสำรวจดูแม้ว่าหนังสือเหล่านี้จะมีค่ามากแต่มันก็ไม่ได้เกินจริงอย่างที่คุณตาพูดเอาไว้” เซี่ยเฟยกล่าวขณะขมวดคิ้ว

เมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่มแล้วชายชราอ้วนก็รู้สึกโกรธมาก เขาจึงกระดิกนิ้วแล้วส่งสัญญาณให้เซี่ยเฟยเดินตามเขามา

ห้องสมุดแบ่งออกเป็นชั้นบนและชั้นล่างซึ่งในตอนนี้ชายชรากำลังพาเซี่ยเฟยเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่ 2 ด้วยความยากลำบาก

ในชั้นที่ 2 มีตู้หนังสือเพียงแค่ 12 ตู้เท่านั้นและแต่ละตู้ก็มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งตู้หนังสือ 12 ตู้นี้ก็ได้กินพื้นที่ของชั้นบนไปจนหมดแล้ว

ตู้หนังสือทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาจากโลหะสีแดงเข้มและหนังสือแต่ละเล่มก็ถูกวางไว้อย่างเรียบร้อยในฝาครอบกระจกใส

นอกจากนี้ระบบระบายอากาศยังช่วยให้ตู้หนังสือมีอากาศถ่ายเทตลอดเวลา ซึ่งแม้แต่อุณหภูมิก็ได้รับการปรับให้เหมาะสมอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในตู้หนังสือแต่ละตู้ยังมีรหัสล็อกเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาเปิดได้ตามต้องการ

เซี่ยเฟยรู้สึกสงสัยมากว่าทำไมแค่เพียงการเก็บหนังสือถึงต้องมีระบบการบำรุงรักษาและความปลอดภัยที่ซับซ้อนมากมายขนาดนี้

จากนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเดินไปสำรวจหนังสือแต่ละเล่มในตู้อย่างละเอียด ซึ่งมันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ

หนังสือที่อยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มมันเป็นบันทึกเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณ ซึ่งบางเล่มมีข้อมูลเกี่ยวกับยานรบ, บางเล่มมีข้อมูลเกี่ยวกับหุ่นยนต์หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าหนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือที่มีข้อมูลของอารยธรรมโบราณทุกประเภท!!

ในขณะเดียวกันชายชราอ้วนก็กำลังจับบันไดด้วยมือข้างเดียวและยืนพักหลังจากหอบอย่างหนัก ซึ่งมันเห็นได้ชัดว่าเขาเหนื่อยมากจากการเดินขึ้นบันไดเพียงไม่กี่สิบขั้น

“ใช่แล้วทั้งหมดนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณ เนื่องจากพันธมิตรมนุษย์มีกฎว่าข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของอารยธรรมโบราณ หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์จะไม่สามารถเผยแพร่ในสตาร์เน็ตเวิร์กได้ แต่นายจะสามารถหาข้อมูลพวกนั้นได้ที่ห้องสมุดแห่งนี้” ชายชราอ้วนกล่าวอธิบายอย่างภาคภูมิใจ

“เขาพูดถูกแล้ว อารยธรรมโบราณถูกทำลายโดยหุ่นยนต์ ดังนั้นพันธมิตรมนุษย์จึงรังเกียจหุ่นยนต์มาก ด้วยเหตุนี้ข้อมูลของพวกมันจึงถือได้ว่าเป็นข้อห้ามภายในพันธมิตร” อันธกล่าวเมื่อโผล่ตัวออกมาจากหินมัวร์แล้วมองดูตู้หนังสือเหล่านี้เป็นเวลานาน

“นานมาแล้วมันได้มีกลุ่มคนต้องการฟื้นฟูความรุ่งเรืองของเทคโนโลยีในสมัยโบราณ แต่เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถเผยแพร่ในระบบอินเตอร์เน็ตได้ พวกเขาจึงจัดทำข้อมูลออกมาเป็นหนังสือและเผยแพร่มันออกมาเป็นวงกว้าง”

“ต่อมาหลังจากที่พันธมิตรมนุษย์ได้รู้เรื่อง พวกเขาก็ทำการกวาดล้างและทำลายหนังสือพวกนี้ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังสือที่อยู่ในตู้ก็คงจะเป็นหนึ่งในหนังสือสมัยนั้นที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี” อันธอธิบาย

เมื่อชายชราอ้วนได้อวดสมบัติเหล่านี้ให้เซี่ยเฟยได้เห็นแล้ว เขาก็ไล่ชายหนุ่มออกจากห้องสมุดไปอย่างรวดเร็วโดยอ้างว่าชายหนุ่มไม่มีคะแนนเขาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่

แต่เมื่อเซี่ยเฟยได้มองเห็นป้ายรับสมัครบรรณารักษ์ เขาจึงหันหลังแล้วกลับไปยังห้องสมุดอีกครั้ง

“อันธนายคิดยังไงกับห้องสมุดนี่” เซี่ยเฟยถาม

“ยิ่งมันมีข้อห้ามมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น!” อันธตอบ

***************

บรรณารักษ์เซี่ยเฟย!?

เข้าค่ายฝึกมาเพื่อสมัครเป็นบรรณารักษ์!?

จบบทที่ ตอนที่ 84: ห้องสมุด

คัดลอกลิงก์แล้ว