เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 44: ฝูงแมงป่อง

ตอนที่ 44: ฝูงแมงป่อง

ตอนที่ 44: ฝูงแมงป่อง


ตอนที่ 44: ฝูงแมงป่อง

ประเทศออสเตรเลียอยู่ในบริเวณซีกโลกทางตอนใต้และในตอนนี้ก็เป็นช่วงฤดูร้อนทำให้ในช่วงเวลากลางวันมีอุณหภูมิมากกว่า 40 องศาเซลเซียส

ด้วยอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้มันก็ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับมนุษย์เท่านั้น แต่มันยังสร้างปัญหาให้กับสัตว์หลากหลายชนิดอีกด้วย

พื้นที่เงาฝนเป็นที่อยู่ของแมงป่องดำขนาดใหญ่ โดยแมงป่องสายพันธุ์นี้มีลำตัวยาวกว่า 20 เซนติเมตร, มีกระดองห่อหุ้มสีดำสนิทและมีหางแหลมชูขึ้นไปในอากาศ

พิษของแมงป่องดำเป็นพิษที่มีความรุนแรงมาก เพราะพิษเพียงแค่ 0.1 มิลลิลิตรก็สามารถที่จะฆ่าวัวตัวเต็มวัยได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวมากยิ่งกว่าพิษนั่นก็คือพวกมันเป็นสัตว์สังคม พวกมันจึงมักจะรวมตัวกันอยู่เป็นฝูงหลายพันตัวและเข้าจู่โจมเหยื่อพร้อม ๆ กัน

ด้วยฝูงแมงป่องจำนวนมหาศาลเช่นนี้มันจึงไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงสัตว์ขนาดเล็กอย่างหนูหรือแมลง เพราะแม้แต่สัตว์ขนาดใหญ่อย่างจิงโจ้และนกกระจอกเทศก็กลายเป็นเหยื่อของพวกมันด้วยเช่นกัน ด้วยความสามารถในการจู่โจมที่รุนแรงเช่นนี้นี่เอง มันจึงทำให้แม้แต่ชาวพื้นเมืองในออสเตรเลียก็ยังรักษาระยะห่างกับพวกมันด้วยความเคารพ

โดยปกติพวกแมงป่องดำจะหลบอยู่ใต้พื้นดินในช่วงเวลากลางวันและเริ่มออกล่าเหยื่อในช่วงเวลากลางคืน แต่สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดสำหรับเซี่ยเฟยในปัจจุบันนั่นก็คือ รอยแยกที่เขากับเซียวรั่วหยูได้ใช้ในการซ่อนตัวกลับกลายเป็นรังของแมงป่องพวกนี้!!

หลังพระอาทิตย์ตกดินพวกแมงป่องดำก็เริ่มคลานขึ้นมาจากพื้นดินและทำให้พื้นที่บริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยกระดองสีดำเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน

เมื่อแมงป่องดำพุ่งเข้าหาเซี่ยเฟยและเซียวรั่วหยู พวกมันก็ชูหางของพวกมันขึ้นไปบนฟ้า ขณะที่เหล็กในที่ปลายหางกำลังสั่นไปมาและส่งเสียงคล้ายกับงูหางกระดิ่ง

เหตุการณ์นี้ทำให้เซี่ยเฟยเหงื่อออกจนท่วมทั้งใบหน้าและเขาก็ไม่มีเวลาคิดพิจารณาสถานการณ์อีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงรีบคว้าตัวของเด็กสาวเอาไว้และกระโดดขึ้นไปจากหลุมลึก

พริบตาต่อมาร่างของเขาก็เคลื่อนที่ห่างออกไปไกลจากจุดเดิมมากกว่า 100 เมตร

ในเวลาเดียวกันกับที่เซี่ยเฟยได้เคลื่อนไหว ฝูงแมงป่องก็เริ่มจู่โจมเข้าใส่จุดที่เขาได้เคยยืนอยู่ ถ้าหากว่าปฏิกิริยาของชายหนุ่มช้ากว่านี้อีกเพียงแค่นิดเดียวพวกเขาก็คงจะกลายเป็นอาหารของพวกแมงป่องไปแล้ว

เมื่อพวกแมงป่องไม่สามารถจัดการกับเหยื่อของพวกมันได้ พวกมันจึงรีบปีนออกไปจากรอยแยกและกระโจนเข้าใส่พวกเซี่ยเฟยอีกครั้ง

การเคลื่อนไหวของพวกมันดูก้าวร้าวมากคล้ายกับว่าพวกมันจะไม่ยอมแพ้จนกว่าพวกมันจะสามารถจัดการกับชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ได้

เซี่ยเฟยไม่ได้ต้องการที่จะเข้าไปพัวพันกับแมงป่องพวกนี้ตั้งแต่แรก แต่เมื่อเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย มันก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะมีโอกาสได้ทดสอบพลังของวิชามนตราอสูร

ชายหนุ่มเพิ่งจะฝึกวิชามนตราอสูรได้ขั้นเดียวเท่านั้นและเขายังไม่เคยมีโอกาสได้ทำการทดสอบพลังของมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ขั้นแรกของวิชามนตราอสูรจะทำให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารแบบเบื้องต้นกับพวกสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้ แต่ยังไม่สามารถที่จะควบคุมหรือสั่งการสัตว์เหล่านั้นได้อย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยการสื่อสารในรูปแบบนี้ก็ยังพอช่วยไม่ให้ผู้ฝึกวิชาถูกจู่โจมจากสรรพสัตว์ที่อ่อนแอ

“รีบหนีไปก่อนเร็วเข้า! แล้วอย่าหันหลังกลับมา!!” เซี่ยเฟยส่งเสียงตะโกนพร้อมกับผลักเด็กสาวออกไป

ขณะเดียวกันถึงแม้ว่าเซียวรั่วหยูผู้ซึ่งเคยอยู่อาศัยกับคุณย่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับสัตว์มีพิษมาแล้วทุกชนิด แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับฝูงแมงป่องขนาดใหญ่และมันก็ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเซี่ยเฟย เด็กสาวก็ได้สติกลับคืนมา ดังนั้นเธอจึงรีบหันหลังวิ่งออกไปอย่างเชื่อฟังและเนื่องมาจากเธอได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ความคล่องแคล่วของเธอจึงเหนือกว่าเพื่อน ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ในระหว่างที่เธอวิ่งออกไปนั้น เธอก็ยังคงหันกลับไปมองเซี่ยเฟยด้วยความกังวล

เมื่อเซี่ยเฟยใช้มนตราอสูร ดวงตาของเขาก็เปล่งแสงออกมาอย่างเจิดจ้า พร้อมกับสายตาของเขาที่เริ่มเปลี่ยนไปคล้ายกับว่ามันกำลังส่งข้อความอะไรบางอย่างออกมา

วิชามนตราอสูรเป็นการส่งผ่านความรู้สึกออกไปได้ทั้งสิ้น 2 ช่องทาง คือการส่งผ่านทางสายตาและส่งผ่านกระแสจิต โดยในตอนนี้เขากำลังส่งผ่านความรู้สึกออกไปทางสายตา ให้พวกแมงป่องดำถอยห่างออกจากพวกเขาไป

เมื่อสายตาอันเฉียบคมของเซี่ยเฟยจ้องมองฝูงแมงป่อง มันก็ก่อให้เกิดเหตุการณ์อันน่ามหัศจรรย์

แมงป่องเหล่านี้เริ่มเกิดอาการลังเล ไม่รู้ว่าพวกมันสมควรจะต้องทำอะไร แล้วมันก็มีแมงป่องบางตัวที่ดูเหมือนกับมีอาการมึนเมาเดินวนไปวนมาเหมือนไม่สามารถระบุทิศทางของมันได้

เหตุการณ์นี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพลังของมนตราอสูรจะมีความรุนแรงถึงขนาดนี้ เขาจึงตัดสินใจว่าในอนาคตเขาจะทุ่มเทฝึกฝนวิชานี้มากยิ่งขึ้น

ถ้าหากว่าเขาสามารถฝึกฝนมนตราอสูรได้จนถึงขั้นที่ 3 มันก็จะทำให้เขาสามารถส่งเจตนารมณ์ผ่านกระแสจิตได้ ซึ่งในเวลานั้นไม่เพียงแต่เขาจะสามารถจัดการกับสรรพสัตว์ระดับต่ำได้เท่านั้น แต่เขาจะมีความสามารถมากพอที่จะจัดการกับสัตว์อสูรที่อยู่ในจักรวาลได้อีกด้วย

การส่งพลังผ่านทางสายตาจำเป็นจะต้องใช้พลังมหาศาล มันจึงไม่ควรที่จะใช้วิชานี้เป็นเวลานาน ดังนั้นเมื่อเซี่ยเฟยสามารถหยุดแมงป่องพวกนี้เอาไว้ได้ เขาก็ทำการถอนสายตาก่อนที่จะหันหลังกลับและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันพวกแมงป่องก็จำเป็นจะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะฟื้นคืนสติของพวกมันกลับมาได้ แต่พวกเซี่ยเฟยได้เคลื่อนที่หนีออกไปไกลมากแล้ว พวกมันจึงไม่สามารถไล่ตามชายหนุ่มกับเด็กสาวคู่นั้นได้อีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ทำให้เซี่ยเฟยมีความเข้าใจพื้นที่เงาฝนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงเคลื่อนที่อ้อมแมงป่องก่อนที่จะไปหยุดอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ที่มีหญ้าและมีพุ่มไม้สูงอยู่รอบ ๆ

หญ้าแต่ละกออยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตรและมันก็ยังมีวัชพืชสีเหลืองปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่หลายสิบตารางกิโลเมตรรอบ ๆ นี้

วัชพืชที่ขึ้นในพื้นที่เงาฝนถือได้ว่าเป็นต้นพืชที่มีความทรหดมาก เพราะไม่เพียงแต่พวกมันจะสามารถเติบโตในพื้นที่อันแห้งแล้งได้เท่านั้นแต่มันยังเติบโตจนมีขนาดความสูงพอ ๆ กับมนุษย์โตเต็มวัยได้อีกด้วย

เซี่ยเฟยได้รับบทเรียนจากพวกแมงป่องดำมาครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นก่อนที่เขาจะหาที่พักเขาจะทำการสำรวจสภาพแวดล้อมบริเวณโดยรอบอย่างละเอียดเสียก่อน ซึ่งหลังจากที่เขาได้ทำการไล่งูและหนูที่อยู่ใกล้ ๆ ออกไปแล้ว เขาก็วางเซียวรั่วหยูลงไว้ตรงพื้นที่ที่ค่อนข้างจะรกชัน

ต่อมาชายหนุ่มก็วางกับดักและอุปกรณ์รอบ ๆ พืชพรรณเหล่านั้นอีกครั้ง เพื่อรับประกันว่าพวกเขาจะสามารถพักผ่อนได้อย่างปลอดภัย

เซี่ยเฟยได้ใช้เวลาเกือบทั้งคืนในการติดตั้งกับดักทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งหลังจากที่เขาได้รับประทานอาหารเช้า เขาก็ซ่อนตัวอยู่ในกอหญ้าเพื่อรอคอยให้เหยื่อมาติดกับ

ปัจจุบันการแข่งขันในรอบแรกได้ผ่านพ้นไปเป็นเวลากว่าหนึ่งวันแล้วและถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดครึ้มแต่หยาดฝนที่เซี่ยเฟยรอคอยก็ยังคงไม่มาถึง

—--

ณ สำนักงานใหญ่ของค่ายฝึกจัสทิสลีก ภายในดาวเฮกสตาร์ ภูมิภาคเอ็นดาโร่

การประเมินระดับวิกฤตที่จัดขึ้นในดาวโลกครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วทั้งภูมิภาคดาวและแน่นอนว่าแม้แต่ผู้คนในค่ายฝึกจัสทิสลีกก็ไม่มีข้อยกเว้น

ปัจจุบัน ‘เย่จิ่งชาน’ กำลังนั่งอยู่ภายในห้องทำงานอันกว้างขวางของเขาและเฝ้าดูถ่ายทอดสดการแข่งขันจากบนโลก

นอกเหนือจากผู้สมัครทุกคนจะถูกบันทึกการเคลื่อนไหวผ่านทางนาฬิกาที่พวกเขาได้สวมใส่แล้วทุกสิ่งที่พวกเขาทำในระหว่างการประเมินยังจะถูกบันทึกและถูกเก็บเอาไว้ในไฟล์ลับของค่ายฝึกจัสทิสลีกอีกด้วย

ในปีนี้เย่จิ่งชานมีอายุ 59 ปีแต่เขายังคงดูแข็งแรงและมีความสง่างามเช่นเคย ขณะเดียวกันบุคลิกของเขานั้นก็เย็นชาไร้อารมณ์ไม่ต่างไปจากบุตรสาวอย่างเย่เสี่ยวหานเลย

หากว่าความเย็นชาของเย่เสี่ยวหานเปรียบเสมือนกับทะเลสาบที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ความรู้สึกของชายชราคนนี้ก็คงจะเปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็งอายุหลายหมื่นปี

เย่จิ่งชานถือได้ว่าเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตของภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่เพราะในครั้งหนึ่งเขาเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกในสำนักงานใหญ่ของจัสทิสมาก่อนและในปัจจุบันเขาก็ยังมีอิทธิพลอยู่ใน 100 อันดับแรกของเหล่าบรรดาจัสทิสทั้งหมดอีกด้วย

น่าเสียดายที่เย่จิ่งชานลาออกมาจากสำนักงานใหญ่โดยไม่รู้สาเหตุ ก่อนที่เขาจะมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพันของค่ายฝึกจัสทิสลีกในภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่ที่อยู่ห่างไกล

แม้ว่าในขณะนี้เขาจะไม่ได้ตำรงตำแหน่งที่สำคัญของสมาพันจัสทิสอีกแล้ว แต่อำนาจบารมีของเขายังคงอยู่ หากวัดตามหลักการและเหตุผลแล้ว อำนาจของเขาก็อยู่ในระดับเดียวกันกับผู้อำนวยการโรเบิร์ตเลยทีเดียว

แต่ถึงกระนั้นทุกครั้งที่พวกเขาได้พบกัน เย่จิ่งชานก็ยังคงให้ความเคารพโรเบิร์ตอยู่เสมอ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานทุกคนภายในค่ายก็ไม่มีใครกล้าที่จะมีความคิดดูถูกเขาเลยแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาชื่อเสียงของค่ายฝึกจัสทิสลีกภายใต้การดูแลของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันชื่อเสียงของค่ายฝึกจัสทิสลีกของภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่ก็มีชื่อเสียงใกล้เคียงกับค่ายฝึกบางแห่งในภูมิภาคที่เจริญของพันธมิตรแล้ว

ภาพต่าง ๆ บนหน้าจอถ่ายทอดสดถูกเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยฉากภาพที่ฉายอยู่บนจอต่างก็เต็มไปด้วยการต่อสู้และการฆ่าฟัน

เหตุการณ์นี้ทำให้เย่จิ่งชานส่ายหัวไปมาไม่หยุดราวกับว่าเขารู้สึกไม่พอใจกับผู้เข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้เลย

เมื่อชายชราเอานิ้วไปแตะที่หน้าจอเบา ๆ สองครั้ง ภาพบนหน้าจอก็เปลี่ยนเป็นแผนที่สองมิติและในทันใดนั้นเองดวงตาของเย่จิ่งชานก็เปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปอย่างสับสน

บนหน้าจอได้มีการแสดงจุดสีแดงขึ้นมาหลายจุด โดยจุดสีแดงเหล่านี้แต่ละจุดเป็นตัวแทนของผู้สมัครแต่ละคน ถ้าหากว่าจุดสีแดงจุดใดได้หายไป มันก็จะหมายความว่าผู้สมัครคนนั้นได้เสียชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จุดสีแดงโดยส่วนใหญ่ยังคงอยู่รอบ ๆ พื้นที่ที่แผ่นป้ายถูกทิ้งเอาไว้ แต่มันมีจุดสีแดง 2 จุดที่อยู่ห่างออกไปคล้ายกับว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้าไปแย่งชิงแผ่นป้ายเพื่อผ่านไปยังรอบต่อไปเลย

แน่นอนว่าจุดสีแดงสองจุดนี้ย่อมไม่ใช่จุดสีแดงซึ่งเป็นตัวแทนผู้สมัครคนใดที่ไหนเพราะมันเป็นจุดสีแดงที่เป็นตัวแทนของเซี่ยเฟยและเซียวรั่วหยูนั่นเอง

“ผู้สมัครสองคนนี้ไม่ต้องการผ่านรอบแรกอย่างนั้นหรอ? ทำไมพวกเขาถึงต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ไกลขนาดนั้นด้วย” เย่จิ่งชานอุทานออกมาด้วยความอยากรู้ จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าจออีกครั้งเพื่อเริ่มดูบันทึกการเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟยตั้งแต่เริ่มต้นการประเมิน

เมื่อภาพบนหน้าจอได้ดำเนินต่อไปเย่จิ่งชานก็เผยรอยยิ้มที่หาได้ยากของเขาออกมา แต่ทันทีที่เขาเห็นเซี่ยเฟยวางกับดักเอาไว้ตามพื้นใบหน้าของชายชราก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอีกครั้ง

ชายชราไม่เคยเห็นอุปกรณ์ที่เซี่ยเฟยเอาไปวางกับดักเอาไว้ตามพื้นดินเลย หรือบางทีอุปกรณ์พวกนั้นอาจจะเป็นอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่เขาไม่รู้จัก

อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้นำรูปอุปกรณ์พวกนั้นไปค้นหาในคอมพิวเตอร์ คำตอบที่เขาได้รับกลับมาก็ทำให้เขาไม่รู้ว่าเขาจะส่งเสียงหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี

“เด็กคนนี้น่าสนใจมาก ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะใช้ของพวกนั้นในการวางกับดักถือได้ว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากพอสมควร”

หลังจากเย่จิ่งชานครุ่นคิดอยู่สักพักเขาก็เผลอร้องอุทานออกมาว่า

“มันช่างเป็นแผนการที่ดีจริง ๆ!”

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

แต่ในทันใดนั้นมันก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นชุด โดยมันเป็นการเคาะช้า ๆ และมีความสงบมาก

“เข้ามา!” เย่จิ่งชานกล่าวออกไปอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับกลับมาแสดงท่าทางเป็นคนเย็นชาตามปกติ

ในเวลาต่อมาชายผู้มีอายุประมาณ 60 ปีก็เดินผ่านประตูเข้ามาด้วยรอยยิ้ม โดยชายชราคนนี้มีรูปร่างอ้วนเหมือนกับลูกบอล, มีผิวขาวบริสุทธิ์ราวกับผู้หญิงและเขาก็มีรอยยิ้มอันเจิดจ้าที่แสดงออกว่าเขาเข้ามาอย่างเป็นมิตร

แน่นอนว่าชายคนนี้ยอมไม่ใช่ใครอื่นใดเลยนอกเสียจาก ‘ชิวเชียงจี่’ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกกลยุทธ์ของค่ายฝึกจัสทิสลีก

แผนกกลยุทธ์ได้ฝึกอบรมจัสทิสที่มีความสามารถออกไปสู่ตลาดแรงงานอย่างมากมาย ซึ่งผู้นำในดาวเคราะห์ต่าง ๆ หลายดวงก็เคยอยู่ภายในแผนกนี้ของค่ายฝึกจัสทิสลีกมาก่อนเช่นเดียวกัน มันจึงทำให้แผนกกลยุทธ์เป็นหนึ่งในแผนกที่มีความสำคัญและพวกเขาก็เป็นรองเพียงแค่แผนกภายในซึ่งเป็นแผนกที่มีเอาไว้สำหรับการผลิตนักสู้ชั้นยอดเท่านั้น

เมื่อชิวเชียงจี่เดินเข้ามาเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของเย่จิ่งชานด้วยความตื่นเต้น ซึ่งชายชราเจ้าของห้องก็พยักหน้ารับ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเพื่อเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งลง

“ผู้บัญชาการเย่ ผมได้พบกับผู้สมัครที่น่าสนใจมากและผมก็ตั้งใจที่จะรับเขาเข้ามาในแผนกกลยุทธ์โดยใช้โควต้าพิเศษ” ชิวเชียงจี่กล่าวอย่างตื่นเต้น

“ผู้สมัครคนนั้นเป็นใคร? เขาคงจะไม่ใช่ทายาทจากตระกูลที่มีอิทธิพลใช่ไหม?” เย่จิ่งชานกล่าวถามด้วยท่าทางที่ยังคงนิ่งเฉย

ชิวเชียงจี่ส่ายหัวไปมาก่อนที่เขาจะเล่าต่อไปว่า

“เด็กพวกนั้นรู้จักแต่วิธีอวดรวยและสามารถเอาชนะผู้สมัครคนอื่น ๆ ได้เพราะพวกเขามีอุปกรณ์ที่ทรงพลัง เอาจริง ๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าคนจำพวกนี้สักเท่าไหร่”

“ผู้สมัครที่ผมสนใจคือคนที่วิ่งออกไปทางทิศตะวันตกที่แทบจะไม่มีใครเลยและทำการติดตั้งกับดักเตรียมการเอาไว้ โดยตั้งใจรอให้ผู้สมัครที่มีแผ่นป้ายวิ่งหนีผ่านมาแล้วทำการดักปล้นพวกเขา”

“พื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการซุ่มโจมตี ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์และการตัดสินใจของเขามีความโดดเด่นกว่าผู้สมัครทั้งหมด นอกจากนี้เขายังมีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น ผมเชื่อว่าเขามีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมกับแผนกกลยุทธ์”

“ผู้บัญชาการเย่คุณรู้ไหมว่ากับดักที่ผู้สมัครคนนั้นเอาไปใช้คืออะไร? ตอนที่ผมทำการตรวจสอบกับดักพวกนั้นด้วยตัวเองมันทำเอาผมหัวเราะเกือบตาย”

หลังจากกล่าวจบชิวเชียงจี่ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจเลยว่าเขากำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเย่จิ่งชานที่เย็นชาและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งภูมิภาคดาว

อย่างไรก็ตามเย่จิ่งชานก็ไม่ได้คิดที่จะตำหนิชายชราคนนี้ เพราะท้ายที่สุดเขาก็รู้จักนิสัยของชิวเชียงจี่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะทำใจโกรธชายชราผู้ซึ่งอารมณ์ดีตลอดเวลาคนนี้ได้จริง ๆ

“คุณกำลังหมายถึงผู้สมัครคนนี้ใช่ไหม” เย่จิ่งชานกล่าวถามพร้อมกับกดนิ้วเพื่อให้ภาพฉายขึ้นมาบนหน้าจอ

“อ๋อ! ที่แท้เขาชื่อเซี่ยเฟย เป็นผู้สมัครจากดาวโลกสินะ” ชิวเชียงจี่เหลือบไปมองหน้าจอพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ความสามารถในการวิเคราะห์และการตัดสินใจของผู้สมัครคนนี้เหมาะสมกับแผนกกลยุทธ์มาก ความจริงแล้วผมก็ค่อนข้างสนใจเขาอยู่เหมือนกัน การส่งเขาไปที่แผนกกลยุทธ์ของคุณก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากว่าคุณตัดสินใจแล้วคุณก็ส่งเอกสารเรื่องนี้มาได้เลย” เย่จิ่งชานกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

ถึงแม้ว่ามันจะมีการระบุเอาไว้ว่าทางสมาพันธ์จัสทิสจะรับสมัครผู้เข้าแข่งขัน 3 อันดับแรกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหากใครสามารถแสดงความสามารถออกมาได้อย่างโดดเด่นจนไปเตะตาผู้บังคับบัญชาของแผนกต่าง ๆ พวกเขาก็อาจจะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ค่ายฝึกจัสทิสลีกด้วยโควต้าพิเศษ

ในทุก ๆ ปีหัวหน้าแผนกทุกคนจะมีโควต้าสำหรับการลงทะเบียนเป็นกรณีพิเศษเช่นนี้อยู่แล้วและใครก็ตามที่ได้รับคัดเลือกจะสามารถผ่านเข้าไปยังค่ายฝึกจัสทิสลีกได้ทันที

อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้มีผู้ผ่านการคัดเลือกในกรณีพิเศษมากเกินไป ทางค่ายฝึกจึงได้ตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ว่า หากผู้ผ่านการคัดเลือกในกรณีพิเศษไม่สามารถจบการศึกษาได้ในเวลา 5 ปี หัวหน้าแผนกที่รับสมัครพวกเขาเข้าไปก็จะต้องถูกลงโทษและพวกเขายังจะต้องเสียโควต้าสำหรับการคัดเลือกในกรณีพิเศษไปเป็นเวลาอีก 3 ปี

ด้วยเหตุนี้เองการที่ชิวเชียงจี่เต็มใจจะรับเซี่ยเฟยเป็นกรณีพิเศษมันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเขาชื่นชมการกระทำของเซี่ยเฟยมากแค่ไหน เพราะท้ายที่สุดการรับสมัครในกรณีพิเศษแบบนี้ก็ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งของเขาเท่านั้น แต่มันยังมีความเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของเขาด้วย

มันคงไม่มีหัวหน้าแผนกคนไหนอยากจะถูกคนอื่นวิจารณ์ว่าพวกเขาเป็นคนขาดวิสัยทัศน์และรับเด็กเส้นเข้ามาในโควต้าของตัวเอง

“ไม่มีปัญหา ผมจะรีบกลับไปเขียนรายงานเดี๋ยวนี้! มันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีถ้าหากว่ามันได้มีใครมาทำร้ายเขาซะก่อน ท้ายที่สุดสมาชิกจากแผนกกลยุทธ์ของพวกเราก็มุ่งเน้นไปที่การใช้สมองมากกว่าการต่อสู้และการฆ่าฟันอยู่แล้ว” ชิวเชียงจี่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างพอใจ

แต่ในระหว่างที่ชายอ้วนกำลังจะลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความลำบาก มันก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์นี้ทำให้เย่จิ่งชานต้องขมวดคิ้ว เพราะเมื่อพิจารณาจากเสียงเคาะประตูแล้วเขาก็สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ที่อยู่หลังประตูจะต้องเป็น ‘หม่าเจี้ยน’ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกสัตว์อสูร

หม่าเจี้ยนเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรที่โดดเด่นและเขาก็เป็นคนมีบุคลิกตรงไปตรงมา ดังนั้นเขาจึงมักจะทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบและมีนิสัยที่ตรงกันข้ามกับชิวเชียงจี่อย่างสิ้นเชิง

ในความเป็นจริงหัวหน้าแผนกทั้งสองคนนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ทำให้เย่จิ่งชานรู้สึกปวดหัวมาก เพราะคนหนึ่งก็เป็นคนสบาย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่อีกคนหนึ่งก็เป็นคนที่ไม่เคยสนใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ

“เข้ามา!” เย่จิ่งชานตะโกนไปที่ประตู

ทันทีที่เย่จิ่งชานกล่าวจบลง หม่าเจี้ยนก็พุ่งเข้ามาในห้องด้วยความเร่งรีบพร้อมกับส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างฉับพลันว่า

“ผู้บัญชาการเย่! ผมได้พบกับผู้สมัครที่มีพรสวรรค์! ผมต้องการให้เขาลงทะเบียนเข้าสู่แผนกของผมเป็นกรณีพิเศษ!”

หม่าเจี้ยนเป็นคนสูงที่ชอบพูดเสียงดังและถึงแม้ว่าเขาจะพยายามเบาเสียงต่อหน้าเย่จิ่งชานแล้ว แต่ชายชราก็รู้สึกราวกับว่าผู้มาใหม่กำลังตะโกนใส่หน้าของเขาอยู่ดี

“ตาเฒ่าหม่าคราวนี้ผู้สมัครคนไหนมาเตะตาคุณเข้าล่ะ เขาคงไม่ใช่ทายาทจากตระกูลที่มีอิทธิพลใช่ไหม?” ชิวเชียงจี่ตบไหล่หม่าเจี้ยนพร้อมกับพูดเลียนแบบเย่จิ่งชาน

“แผนกสัตว์อสูรของพวกเราต้องการคนที่มีความอดทน, มุมานะและเต็มใจที่จะดูแลสัตว์อสูรอย่างจริงใจ ไอ้เด็กพวกนั้นมีแต่พวกหยิ่งยโส, ขี้เกียจตัวเป็นขน พวกมันไม่คู่ควรกับแผนกสัตว์อสูรของฉันหรอก คนที่เตะตาฉันมาจากดาวเคราะห์ที่มีระดับอารยธรรมที่ต่ำมาก ดังนั้นเขาจะต้องภาคภูมิใจกับโอกาสที่ฉันได้หยิบยื่นให้” หม่าเจี้ยนกล่าว

อย่างไรก็ตามเมื่อหม่าเจี้ยนได้เงยหน้าและพบข้อมูลของเซี่ยเฟยบนหน้าจอ เขาก็โพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจว่า

“ที่แท้ผู้บัญชาการเย่ก็กำลังให้ความสนใจเซี่ยเฟยเหมือนกันสินะ ถ้าอย่างนั้นผมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาบรรยายสรรพคุณของเขา ถ้าหากว่าคุณตกลง ผมจะรีบกลับไปเขียนรายงานมายื่นให้กับคุณทันที”

เหตุการณ์นี้ทำให้หน้าผากของเย่จิ่งชานย่นลงมาเล็กน้อย เพราะเขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าหม่าเจี้ยนจะกำลังให้ความสนใจกับเซี่ยเฟยเช่นกัน

ทั้งหม่าเจี้ยนและชิวเชียงจี่ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นหัวหน้าแผนกในค่ายฝึกจัสทิสลีก แต่เนื่องมาจากบุคลิกของพวกเขาที่แตกต่างกัน มันจึงทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างพวกเขาไม่ค่อยจะดีมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนี้พวกเขาทั้งคู่ยังเล็งไปที่ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมันจะต้องจบลงด้วยความขัดแย้งอย่างแน่นอน

เมื่อชิวเชียงจี่ได้ยินว่าหม่าเจี้ยนต้องการที่จะรับสมัครเซี่ยเฟยด้วยเช่นกัน มันก็ทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่าเกลียด

“เฮ้ตาเฒ่าหม่า! ฉันเป็นคนมาพูดเรื่องเซี่ยเฟยก่อน นายเคยได้ยินคำว่า 'มาก่อนได้ก่อน' ไหม เซี่ยเฟยจะต้องเข้าร่วมกับแผนกกลยุทธ์ของฉัน ไม่ใช่เสียเวลาไปเล่นตลกกับแผนกของคุณ” ชิวเชียงจี่กล่าวเยาะเย้ย

ชิวเชียงจี่มีความเชื่อมาโดยตลอดว่าการใช้สมองวางกลยุทธ์ทำให้การต่อสู้ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งเหล่าบรรดานักรบเลือดร้อนที่อยู่แนวหน้าและผู้ฝึกสัตว์อสูรก็ไม่เคยดึงดูดความสนใจจากเขาได้เลย

อันที่จริงนอกเหนือจากแผนกภายในซึ่งเป็นแผนกที่มีอำนาจมากที่สุดภายในค่ายแล้ว ชิวเชียงจี่ก็ไม่เคยเห็นแผนกไหนอยู่ในสายตา

แน่นอนว่าเหตุผลที่เขาได้ละเว้นแผนกภายในก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาชื่นชม แต่มันเป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะทำอะไรแผนกภายในได้

ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเขาได้ยินว่าหม่าเจี้ยนต้องการที่จะรับสมัครเซี่ยเฟย มันจึงทำให้เขารู้สึกโกรธมาก เพราะในความคิดของเขาการเอาเซี่ยเฟยไปไว้ในแผนกสัตว์อสูรถือได้ว่าเป็นการใช้ผู้มีพรสวรรค์ไปอย่างเสียของ

คำพูดของชิวเชียงจี่ทำให้หม่าเจี้ยนรู้สึกหงุดหงิดมากโดยเฉพาะกับการที่ชายอ้วนคนนี้ตั้งใจพูดจาดูถูกแผนกของเขา

แต่ก่อนที่เขาจะพูดจาโต้ตอบกลับไปมันกลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาอีกครั้ง

เสียงเคาะประตูของแต่ละคนต่างก็ล้วนแล้วแต่มีลักษณะพิเศษของตัวเอง มันจึงทำให้เพียงแค่การฟังเสียงเคาะประตูแต่ละครั้งก็สามารถที่จะคาดเดาบุคลิกของผู้เคาะและระดับความเร่งด่วนของเรื่องที่ผู้เคาะประตูจะนำมารายงานได้

การเคาะในครั้งนี้ไม่ดัง, ไม่เบา, ไม่ช้า, ไม่เร็วมากจนเกินไปและทุกคนก็สามารถได้ยินเสียงเคาะประตูแต่ละครั้งได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าผู้เคาะประตูคำนวณน้ำหนักในการเคาะแต่ละครั้งเป็นอย่างดี

เพียงแค่การที่หม่าเจี้ยนและชิวเชียงจี่ทะเลาะกันก็ทำให้เย่จิ่งชานรู้สึกปวดหัวมากพออยู่แล้ว ถ้าหากว่ามันได้มีบุคคลที่ 4 เข้ามาภายในห้อง มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับพวกเขา

ท้ายที่สุดชายชราทั้งสองคนต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นหัวหน้าแผนกของค่ายฝึกจัสทิสลีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นเรื่องที่พวกเขาทะเลาะกันก็ไม่สมควรที่จะแพร่งพรายออกไป โดยเฉพาะกับการที่ชายชราทั้งสองคนนี้กำลังทะเลาะกันต่อหน้าผู้บังคับบัญชาของตัวเอง

"เข้ามา!" เย่จิ่งชานรีบกล่าวออกมา

ทุกคนต่างก็มองดูชายผู้มีรูปร่างผอมบางเปิดประตูเข้ามาอย่างระมัดระวังก่อนที่เขาจะปิดประตูกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างนุ่มนวล

ชายคนนี้คือหัวหน้าแผนกลาดตระเวนผู้ซึ่งมีชื่อว่า ‘โฮ่วไป๋ชาน’ และเนื่องมาจากหน้าที่การงานที่เขาทำมันจึงทำให้เขามักที่จะรักษาความเงียบเอาไว้อยู่เสมอ

ตั้งแต่เสียงเคาะไปจนถึงท่าทางที่เขาทำหลังจากเปิดประตู มันก็ทำให้ทุกคนต้องยอมรับว่าชายคนนี้คือหน่วยสอดแนมที่โดดเด่นที่สุดในภูมิภาคดาวเอ็นดาโร่จริง ๆ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในสำนักงานแต่เขาก็ยังคงมีฝีเท้าที่เบาบางอยู่เช่นเดิม

เมื่อโฮ่วไป๋ชานเห็นหม่าเจี้ยนเผชิญหน้ากับชิวเชียงจี่ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าชายชราทั้งสองคนนี้ต้องกำลังทะเลาะกันอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะรีบออกไปในทันทีที่เขาได้พูดเรื่องของเขาจนจบลง เพราะมันคงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของคนอื่น

“ผู้บัญชาการเย่แผนกลาดตระเวนของพวกเราตั้งใจจะรับสมัครผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ” โฮ่วไป๋ชานกล่าว

เมื่อเย่จิ่งชานได้ยินคำว่า ‘รับสมัครเป็นกรณีพิเศษ’ มันก็ทำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีพร้อมกับลางสังหรณ์ที่กำลังกรีดร้องขึ้นมาภายในใจ

“อย่าบอกนะว่าคุณก็มาที่นี่เพื่อตั้งใจจะรับสมัครเซี่ยเฟยเข้าไปด้วยเหมือนกัน?” ทั้งหม่าเจี้ยนและชิวเชียงจี่ต่างก็ตะโกนใส่โฮ่วไป๋ชานอย่างพร้อมเพรียงกัน

***************

เนื้อหอมจริง ๆ พี่เฟยเนี่ย ว่าแต่ตอนนี้มันจะยาวไปไหน!!!!

จบบทที่ ตอนที่ 44: ฝูงแมงป่อง

คัดลอกลิงก์แล้ว