เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1: ค่าชดเชย

ตอนที่ 1: ค่าชดเชย

ตอนที่ 1: ค่าชดเชย


ตอนที่ 1: ค่าชดเชย

ตั้งแต่สมัยโบราณมันได้มีผู้คนที่ถูกจำคุกอยู่เป็นจำนวนมากแต่มันก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเซี่ยเฟยน่าจะเป็นมนุษย์โลกคนแรกที่ถูกจับไปขังภายในคุกของมนุษย์ต่างดาว

แน่นอนว่าทุกคนที่ถูกจับขังคุกต่างก็หวังอยากจะให้ประตูของห้องขังได้เปิดออก แต่สำหรับเซี่ยเฟยที่อยู่ภายในห้องอย่างสะดวกสบายแล้ว เขาก็ไม่ต้องการที่จะออกไปจากสถานที่แห่งนี้เลยจริงๆ

ปัจจุบันเป็นเวลา 6 โมงเช้าและเซี่ยเฟยก็กำลังนอนขดตัวอยู่บนเตียงเดี่ยวแคบ ๆ พร้อมซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีเขียวขี้ม้าขณะที่ยังคงนอนหลับสนิท

ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!

แต่ในทันใดนั้นมันก็มีเสียงนาฬิกาปลุกราคาถูกอันน่าสยดสยองแทรกผ่านหูเข้ามา มันจึงทำให้เขาต้องฝืนตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล

เมื่อเซี่ยเฟยตื่นแล้วเขาก็กดปุ่มปิดเสียงบนนาฬิกาก่อนที่จะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ จากนั้นเขาก็นับ 1-3 ภายในใจก่อนที่จะลืมตาของตนเองขึ้นมา

ไม่กี่วินาทีต่อมาเซี่ยเฟยก็ได้พบว่าเขายังคงอยู่ในห้องขังจริง ๆ เขาจึงเผยรอยยิ้มด้วยความพอใจ

ห้องขังแห่งนี้สบายกว่าห้องของเขาเสียอีก เพราะท้ายที่สุดถึงแม้ว่าห้องขังแห่งนี้จะมีพื้นที่อยู่น้อยกว่า 10 ตารางเมตร แต่มันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ทุกประเภท นอกจากนี้สภาพอุณหภูมิภายในห้องขังยังอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อและมันยังมีห้องอาบน้ำแยกออกไปต่างหากอีกด้วย

หลังจากที่ตื่นขึ้นมาแล้วเซี่ยเฟยก็อาบน้ำอุ่นภายในห้องอาบน้ำก่อนที่เขาจะดึงเสื้อผ้าของเขาออกมาจากเครื่องซักผ้าอัจฉริยะ

เซี่ยเฟยไม่สามารถที่จะบรรยายถึงความหลงใหลและความรักที่เขามีต่อเครื่องซักผ้าอัจฉริยะเครื่องนี้ได้ เพราะมันสามารถที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าอันสกปรกให้กลายเป็นเสื้อผ้าอันสะอาดเอี่ยมอ่องได้ในเวลาไม่ถึง 5 นาทีและเสื้อผ้าเหล่านี้ยังเรียบเนียนราวกับถูกรีดมาอย่างพิถีพิถันอีกด้วย

เครื่องซักผ้าเครื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสวรรค์สำหรับหนุ่มโสดอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับและความยุ่งยากในการซักผ้าอีกต่อไป

หลังจากเซี่ยเฟยได้รับประทานอาหารเช้าที่มีรสชาติเหมือนกับยาสีฟัน เขาก็นั่งลงไปบนเตียงพร้อมกับจ้องมองไปยังอวกาศอันว่างเปล่า

ถ้าหากว่าเขายังคงอยู่บนโลกในตอนนี้เขาก็คงจะขี่จักรยานไปยังบริษัทเพื่อทำการรับพัสดุก่อนที่จะนำไปส่งให้กับลูกค้าตามสถานที่ต่าง ๆ

คนปั่นจักรยานส่งของค่อนข้างที่จะเป็นงานที่ได้รับความนิยมเพราะในช่วงเวลานี้มันไม่มีเมืองใดที่ไม่มีรถติด ดังนั้นรถจักรยานจึงได้กลายเป็นยานพาหนะสำหรับการส่งพัสดุที่เร็วที่สุด

เซี่ยเฟยจะได้รับรายได้จากการจัดส่งพัสดุแต่ละครั้งอยู่ที่ 5 แอลไลคอยน์และรายได้ที่เขาได้ประจำต่อเดือนที่ 6,000 แอลไลคอยน์นั้นก็ถือได้ว่าเป็นรายได้ที่ค่อนข้างดี เพราะมันเป็นเงินจำนวนมากเกินพอที่จะทำให้เขาเข้าไปดูหนังพร้อมกับดื่มโค้กและกินป๊อบคอร์นภายในเมืองขนาดใหญ่อย่างเมืองปักกิ่งได้ทุกสัปดาห์

หลังจากถอนหายใจออกมาเบา ๆ เซี่ยเฟยก็ตัดสินใจวิดพื้นเพื่อฆ่าเวลาโดยการวางขาเอาไว้บนเตียงและวางฝ่ามือเอาไว้บนพื้น

“1, 2, 3, 4…”

ในทุก ๆ ครั้งที่เขาได้ออกกำลังกายมันก็จะมีเม็ดเหงื่อที่ค่อย ๆ ไหลออกมาจากศีรษะและทุก ๆ ครั้งที่เขาได้วิดพื้นลงมามันก็จะเพิ่มความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่เซี่ยเฟยก็ไม่ได้มีความคิดที่จะยอมแพ้แม้แต่นิดเดียว

หลังจากที่เขาได้วิดพื้นจนเสร็จแล้วเขาก็หยุดพักเล็กน้อยก่อนที่จะทำการวิดพื้นอีกเซ็ต

เมื่อความเหนื่อยล้าได้เข้ามาปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย เซี่ยเฟยก็นอนลงบนเตียงและนำผ้าห่มมาคลุมศีรษะ หลังจากนั้นเขาก็ทำกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตื่นนอน, อาบน้ำ, กินข้าว, วิดพื้นและเข้านอน

นี่เป็นกิจวัตรประจำวันที่เซี่ยเฟยได้ทำซ้ำ ๆ มาเป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือนแล้วและแน่นอนว่าในช่วงหนึ่งสัปดาห์เขาก็ต้องออกไปรับการสอบปากคำจากเจ้าอ้วนคอนเนอร์ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่ไม่รู้ว่ากาลเวลาได้ผ่านพ้นไปนานเท่าไหร่ มันก็ได้มีเสียงฝีเท้าหลายก้าวเดินเข้ามาใกล้ห้องขังของเขา

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ เซี่ยเฟยที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง เพราะโดยปกติฝีเท้าของเจ้าอ้วนคอนเนอร์จะทั้งหนักแน่นและเชื่องช้า แต่เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งกลับเป็นเสียงฝีเท้าที่เขาไม่คุ้นเคยและเมื่อพิจารณาจากเสียงแหลมที่กระทบกับพื้นแล้วมันก็น่าจะเป็นฝีเท้าของผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูง

“ผู้หญิง? ทำไมมันถึงมีผู้หญิงเข้ามาในคุก? ช่างมันเถอะฉันคงจะคิดมากเกินไปเอง” เซี่ยเฟยพึมพำกับตัวเองพร้อมกับล้มเลิกความคิดนี้ไปอย่างรวดเร็ว

ตึง ๆ ๆ!!

เอี๊ยด!!

ทันใดนั้นมันก็ได้มีเสียงของประตูโลหะได้เปิดออกพร้อมกับคนสองคนที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาภายในห้องทีละคน

เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่เซี่ยเฟยคุ้นเคยดีอยู่แล้วเพราะเขาจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังห้องสอบสวนก่อนที่จะต้องถูกถามด้วยคำถามหลายคำถามที่เขาไม่เคยเข้าใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เฮ้!! จะถามผมอีกซักกี่ครั้งมันก็ไม่สำคัญหรอก ผมขอยืนยันเหมือนเดิมว่าผมชื่อเซี่ยเฟยอายุ 17 ปีเป็นชาวโลกที่มีเลขบัตรประชาชน ESS370402… ผมไม่มีเงิน, ไม่มีรถ, ไม่มีมีบ้าน, ไม่มีแฟนเฟินอะไรทั้งนั้นและผมก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกคุณเรียกว่า ‘เงาอันธการ’ ด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยความหงุดหงิด

หลังจากที่เซี่ยเฟยได้ลุกขึ้นจากเตียงเขาก็ค่อย ๆ ขยี้ดวงตาของเขาพร้อมกับกล่าวออกมาว่า

“ก็ได้ ๆ ผมจะตามคุณไปก็ได้ แต่คุณเข้าใจไหมว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและถึงแม้ว่าดาวโลกจะเป็นดาวเคราะห์ที่ยังไม่ค่อยพัฒนา แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็ยังคงเป็นมนุษย์”

อย่างไรก็ตามทันทีที่เซี่ยเฟยได้ลืมตาขึ้นมาเขาก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหวไปอย่างกระทันหัน นั่นก็เพราะว่ามันได้มีผู้หญิงอันไม่คุ้นตามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเขา

เธอคนนี้เป็นหญิงสาวที่มีส่วนสูงประมาณ 175 เซนติเมตร เธอมีรูปร่างค่อนข้างดีและเธอก็เป็นหญิงสาวที่มีผมสีแดง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากรูปร่างลักษณะของเธอแล้วเธอก็น่าจะมีอายุอยู่ที่ประมาณ 27-28 ปีเท่านั้นและเธอยังเป็นสาวงามตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้เครื่องสำอางในการตกแต่งใด ๆ อีกด้วย

หญิงสาวคนนี้ได้สวมใส่ชุดสูทสีเขียวที่มีตราสัญลักษณ์ดาวสีเงินติดอยู่ตรงบริเวณหน้าอกและตราสัญลักษณ์นั้นก็มีดาวระยิบระยับประดับอยู่ทั้งสิ้นสามดวง

ในเวลาเดียวกันหญิงสาวผมแดงก็จ้องมองมายังเซี่ยเฟยด้วยดวงตาอันเปล่งประกายจนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว ทันใดนั้นเธอก็หัวเราะออกมาซึ่งเซี่ยเฟยก็สังเกตเห็นลักยิ้มอันซุกซนตรงบริเวณแก้มซ้ายของเธอได้อย่างชัดเจน

“นี่น่ะหรอ ‘เงาอันธการ’ ที่คุณจับได้?”

‘เงาอันธการ’ เป็นนักฆ่าลึกลับที่โชคร้ายที่สุดในจักรวาลแห่งนี้ เพราะมันมีข่าวลือว่าเขาได้ลงมือไปเพียงแค่ครั้งเดียวแต่เขากลับได้กลายเป็นอาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในจักรวาล

“เอ่อ… ผมคิดว่า…” เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวคอนเนอร์ก็เริ่มพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“ฉันไม่รู้นะว่าพวกคุณคิดยังไงและฉันก็ไม่อยากจะรู้ด้วย พวกคุณเป็นถึงหน่วยสืบลับแต่พวกคุณกลับปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ จู่ ๆ คุณก็จับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่ได้ปลดล็อกพื้นที่สมองส่วนที่ 7 มาแล้วรายงานพวกเราว่าเขาคือเงาอันธการเนี่ยนะ?! คุณช่วยปฏิบัติงานแบบมืออาชีพหน่อยจะได้ไหม อย่างน้อยถ้าคุณต้องการจะจับ ‘แพะ’ คุณก็สมควรหา ‘แพะ’ ที่ดูน่าเชื่อมากกว่านี้!” หญิงสาวผมแดงกล่าวออกมาอย่างฉุนเฉียว

คำพูดเหล่านี้ได้ทำให้บนหน้าผากของคอร์เนอร์เริ่มเต็มไปด้วยหยดน้ำใส ๆ ดังนั้นเขาจึงได้หยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาทำการซับเหงื่อพร้อมกับพูดว่า

“ตอนที่พวกเรากำลังเข้าไปลาดตระเวนในดาวโลกพวกเราก็สังเกตเห็นว่าเขาได้สวมใส่สร้อยที่ทำขึ้นมาจากหินมัวร์ ซึ่งมันเป็นสร้อยหินชนิดเดียวกันกับที่เงาอันธการมักสวมใส่อยู่เป็นประจำครับ”

หลังจากกล่าวจบคอนเนอร์ก็ได้หยิบสร้อยสีแดงออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับยื่นให้กับสาวงามผมแดง โดยสร้อยนี้มีรูปร่างเหมือนกับหยดเลือดสดและบนสร้อยก็มีป้ายสีเหลืองที่มีคำว่า ‘หลักฐาน’ ติดอยู่

เมื่อหญิงสาวผมแดงได้เหลือบตามองสร้อยสีแดง มือของเธอก็เริ่มสั่นขึ้นมาด้วยความเกรี้ยวโกรธ หลังจากนั้นเธอก็ขว้างสร้อยนี้ไปที่เซี่ยเฟย

‘เฮ้พี่สาว! ฉันถูกขโมยสร้อยไปแถมยังโดนจับมาขังคุกกว่าครึ่งเดือน แล้วพี่สาวยังจะมาขว้างสร้อยใส่ฉันอยู่อีกหรอ!’ ชายหนุ่มชาวโลกบ่นในใจ

อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปก่อนที่เขาจะทำการฉีกป้ายหลักฐานบนสร้อยออกและทำการสวมใส่มันเข้าไปที่คอของเขาอีกครั้ง

“สร้อยแบบนี้มันมีวางขายตามตลาดนัดดวงดาวทุกที่นั่นแหละและถ้าหากว่าคุณมีเงินมากพอคุณก็สามารถที่จะซื้อสร้อยพวกนี้ได้เป็นร้อย ๆ เส้น แต่คุณกลับบอกว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่สวมใส่สร้อยเส้นนี้เป็นเงาอันธการเนี่ยนะ! ยิ่งไปกว่านั้นถึงมันจะมีข่าวลือว่าเงาอันธการได้สวมใส่สร้อยหินมัวร์ที่มีรูปร่างเหมือนหยดเลือด แต่มันก็ไม่มีใครรู้ว่าสร้อยเส้นนั้นหน้าตาเป็นยังไง” สาวผมแดงกล่าวออกมาด้วยความรังเกียจ

“แต่เขาเป็นแค่มนุษย์ดึกดำบรรพ์นะครับ? ทำไมเขาถึงมีสร้อยหินมัวร์ได้ล่ะ มันไม่น่าสงสัยไปหน่อยหรอ” คอนเนอร์พยายามหาเหตุผลให้กับตัวเอง

“แล้วทำไมมนุษย์ดึกดำบรรพ์จะมีสร้อยหินมัวร์ไม่ได้ คุณเคยไปสำรวจดาวเคราะห์ของพวกเขาอย่างจริงจังหรือเปล่า แล้วมันจะใช่เรื่องแปลกไหมถ้าหากว่าบนดาวเคราะห์ของพวกเขามันมีหินชนิดนี้อยู่” สาวผมแดงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคอนเนอร์ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าคอยซับเหงื่อบนหน้าผาก โดยในตอนนี้เขากำลังรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมากและรู้สึกราวกับว่าสาวผมแดงคนนี้พร้อมจะฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ

“ขอโทษด้วยนะพี่สาวคนสวย ผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะพวกคุณหรอกนะแต่ชื่อของผมคือเซี่ยเฟยและผมก็เป็นชาวโลกไม่ใช่มนุษย์ดึกดำบรรพ์” เซี่ยเฟยกล่าวขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย

“พี่สาวคนสวย? ช่างเป็นคำพูดที่ไม่เลวเลยจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่ในสายตาของฉันคุณก็ยังคงเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์อยู่ดี แล้วมันก็คงเป็นเรื่องจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” สาวผมแดงหันกลับไปมองเซี่ยเฟยด้วยความประหลาดใจ

สายตาของสาวผมแดงในขณะนี้มันคล้ายกับมนุษย์ที่กำลังจ้องมองไปยังลิงชิมแพนซีแล้วมันก็ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

“พี่สาวผมเป็นมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่มนุษย์ดึกดำบรรพ์และผมก็ไม่ได้ใช้หินในการล่าสัตว์ด้วย” เซี่ยเฟยพยายามเผยรอยยิ้มที่เปล่งประกายราวกับดวงอาทิตย์

“อะไรกัน! นี่คุณคิดว่าการคุณไม่ได้ใช้หินในการล่าสัตว์ทำให้คุณไม่ใช่มนุษย์ดึกดำบรรพ์อย่างนั้นหรอ?” สาวผมแดงกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ หลังจากนั้นเธอก็หยิบเครื่องมือขนาดเล็กประมาณกล่องบุหรี่ออกมาก่อนที่เธอจะจิ้มลงไปบนเครื่องมือนี้เบา ๆ

ติ๊ด ๆ ๆ ๆ!!

ทันใดนั้นมันก็มีหน้าจอโฮโลแกรมฉายขึ้นมาบนอากาศและสาวผมแดงคนนี้ก็ทำการค้นหาข้อมูลคำว่า ‘โลก’ อย่างรวดเร็ว

“โลกถูกค้นพบโดยนักสำรวจอวกาศมาดอฟเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน โดยดาวเคราะห์ดวงนี้มีระดับอารยธรรมอยู่ระหว่างดาวเคราะห์ดึกดำบรรพ์กับดาวเคราะห์อารยธรรมระดับ 1 ซึ่งบนดาวโลกได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 224 ประเทศและมีชาวโลกอาศัยอยู่ประมาณ 7,000 ล้านคน”

“โอกาสที่มนุษย์โลกจะปลดล็อกพื้นที่สมองส่วนที่ 7 มีเพียง 1 ใน 100 ล้านคนเท่านั้นและพันธมิตรมนุษย์ระหว่างดวงดาวก็ได้กำหนดให้ดาวเคราะห์แห่งนี้มีระดับอารยธรรมอยู่ที่ 0.5” สาวผมแดงอ่านข้อมูลของดาวโลกที่แสดงอยู่บนหน้าจอโดยไม่ได้พยายามปกปิดน้ำเสียงอันเยาะเย้ยของเธอเลย

“มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจจริง ๆ ที่ดาวโลกเป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์ที่มีระดับอารยธรรมอยู่ที่ 0.5 เท่านั้นและเมื่อนำมันมาเทียบกับดาวเคราะห์เป็นจำนวนมากที่อยู่ภายในอวกาศ คุณก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งเรียนรู้วิธีการมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า”

คำพูดของหญิงสาวได้ทำให้คอนเนอร์ส่งเสียงหัวเราะออกมาแล้วมันก็ทำให้พุงขนาดใหญ่ของเขากระเพื่อมขึ้นลงไปตามเสียงหัวเราะอีกด้วย

“นี่คุณยังกล้าที่จะหัวเราะออกมาอยู่อีกหรอ!! หน่วยสืบลับดาวบลูซีของคุณแย่กว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์พวกนี้เสียอีก!” สาวผมแดงกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังคอนเนอร์ด้วยสายตาอันเย็นชา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคอนเนอร์ก็ระงับเสียงหัวเราะของตัวเองอย่างฉับพลันพร้อมกับเกาศีรษะของเขาด้วยความขุ่นเคือง แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะพูดจาตอบโต้อะไรกลับไป

แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ทำให้เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอกับปัญหาในการพิสูจน์ว่าตัวเองคือมนุษย์

“เอาล่ะพี่สาวฟังผมนะ เรื่องแรกรัฐบาลของสหพันธ์โลกได้จัดตั้งอาคารสมาพันธ์ตามคำร้องขอของพันธมิตรมนุษย์ระหว่างดวงดาวแล้ว ส่วนเรื่องที่สองโอกาสในการปลดล็อกพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของมนุษย์โลกก็ไม่ใช่ 1 ใน 100 ล้านคนแต่เป็น 1 ใน 1 ล้านคนต่างหาก ส่วนเรื่องที่สาม…”

เซี่ยเฟยจ้องมองไปยังความว่างเปล่าชั่วครู่ก่อนที่เขาจะถอนหายใจแล้วกล่าวออกมาว่า

“ช่างมันเถอะ! ทำไมผมจะต้องมาอธิบายให้พี่สาวฟังด้วย ท้ายที่สุดถึงแม้ว่าดาวโลกจะไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่มีอารยธรรมสูงแล้วเรื่องนี้มันจะเกี่ยวอะไรกับผม”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นสาวผมแดงก็ส่งเสียงหัวเราะและกล่าวออกมาว่า

“คุณจะบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับคุณได้ยังไง ท้ายที่สุดดาวโลกก็เป็นดาวบ้านเกิดของคุณ ถึงแม้ว่ามันจะค่อนข้างเป็นดาวดึกดำบรรพ์ก็ตาม”

“ดาวโลกเป็นดาวอารยธรรมชั้นต่ำแล้วยังไงล่ะ ท้ายที่สุดเรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวกับผมและผมก็ยังต้องออกไปทำงานทุกวันพร้อมกับต้องจ่ายภาษีให้กับพวกรัฐบาลอยู่ดี” เซี่ยเฟยยืนขึ้นพร้อมกับกล่าวออกมา หลังจากนั้นเขาก็ได้จ้องมองไปยังตราสัญลักษณ์ตรงบริเวณหน้าอกของสาวงามอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะอุทานออกมาว่า

“เอ๊ะ! นั่นมันเครื่องหมายของจัสทิสใช่ไหม คุณคือจัสทิสสินะ! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าอ้วนคอนเนอร์ถึงรู้สึกกลัวคุณมากขนาดนั้น”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคอนเนอร์ก็ได้จ้องมองไปยังเซี่ยเฟยแต่เขาก็ไม่ได้พูดจาคัดค้านออกมาแต่อย่างใด เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่เซี่ยเฟยพูดออกมาก็เป็นเรื่องจริง

เขาเป็นเพียงแค่หัวหน้าหน่วยสืบลับของดาวเคราะห์อารยธรรมระดับ 1 เท่านั้น มันจึงทำให้เขาเป็นเพียงแค่มดแมลงตัวน้อย ๆ ต่อหน้าจัสทิส ยิ่งไปกว่านั้นหญิงสาวคนนี้ยังเป็นถึงจัสทิสระดับ 3 ดาวเงินอีกด้วย

“อะไรกันมนุษย์ดึกดำบรรพ์อย่างคุณรู้จักจัสทิสด้วยงั้นหรอ” สาวสวยผมแดงกล่าวขึ้นมาด้วยความแปลกใจ

“เมื่อปีที่แล้วมันมีสมาพันธ์จัสทิสจัดตั้งขึ้นบนโลกมนุษย์และผมก็ได้ยินมาว่าจัสทิสเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีเกียรติมากที่สุดในจักรวาล ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่ามันเป็นอาชีพที่มีเกียรติมากแค่ไหนแต่ผมก็รู้ว่าจัสทิสทุกคนต่างก็รวยมาก!”

“สมกับเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์จากดาวเคราะห์ที่ไร้อารยธรรมจริง ๆ จัสทิสเป็นอาชีพอันยิ่งใหญ่แล้วคุณเอาพวกเขามาวัดค่าจากเงินได้ยังไง” คอนเนอร์กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ หลังจากนั้นเขาก็ได้คิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้ประจบประแจงเอาใจหญิงสาวคนนี้

“จัสทิสกับเฮอร์มิทเป็นสองอาชีพที่สุดยอดที่สุดภายในจักรวาล พวกเขาสามารถที่จะเข้าสู่พื้นที่ลับของดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้พวกเขายังสามารถกู้เงินปลอดดอกเบี้ยจำนวน 1 ล้านสตาร์คอยน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักประกันใด ๆ อีกด้วย”

“ขณะเดียวกันเมื่อมันมีบุคคลใดได้รับการประกาศให้เป็นอาชญากรจากสมาพันธ์จัสทิส เหล่าบรรดาจัสทิสก็จะมีสิทธิ์ทำการพิพากษาอาชญากรเหล่านี้ได้โดยไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมายใด ๆ และคำตัดสินของพวกเขาก็ถือได้ว่ามีอำนาจสูงสุด ดังนั้นถึงแม้ว่าจัสทิสจะตัดสินผิดไปประหารชีวิตประธานาธิบดีบนดาวโกโรโกโสของคุณแต่พวกจัสทิสก็จะไม่ถูกดำเนินคดีใด ๆ”

“ในขณะเดียวกันเจตนาใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อจัสทิสจะถือว่าเป็นการประกาศสงครามกับสมาพันธ์จัสทิสทั้งหมดและผู้กระทำความผิดจะถูกจดชื่อเอาไว้ภายในบัญชีดำและจะถูกไล่ล่าไปตลอดชีวิต” คอนเนอร์กล่าวอธิบาย

“เข้าใจแล้ว! พวกจัสทิสคือพวกคนรวยที่อยู่เหนือกฎหมายสินะ! ช่วยบอกผมทีว่าผมจะเป็นจัสทิสได้ยังไง”

สิทธิพิเศษอันน่าสะพรึงกลัวของจัสทิสทำให้ดวงตาของเซี่ยเฟยเปล่งประกายออกมาด้วยความตื่นเต้น

“ฮ่า ๆ ๆ คุณเป็นเพียงแค่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่ได้ปลดล็อกพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ด้วยซ้ำ แต่คุณกลับบอกว่าต้องการจะเป็นจัสทิสอย่างนั้นหรอ? เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ตลกที่สุดในชีวิตเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาเลย”

“เอาล่ะ ฉันยังมีธุระที่ต้องกลับไปจัดการ เอาไว้เจอกันใหม่แล้วกันนะหนุ่มน้อย” หญิงสาวกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเย่อหยิ่ง

หลังจากกล่าวจบสาวผมแดงก็หันหลังและเตรียมตัวจะจากไปซึ่งเจ้าอ้วนคอนเนอร์ก็รีบวิ่งไปเปิดประตูให้กับเธออย่างสุภาพ

อย่างไรก็ตามเมื่อสาวผมแดงได้เดินไปจนถึงบริเวณประตูเธอก็หยุดอยู่ที่เดิมอย่างฉับพลันก่อนที่เธอจะหันกลับมาที่เซี่ยเฟยและกล่าวออกมาว่า

“ไม่สิ..ฉันลืมไปว่าคุณเป็นเพียงแค่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องพบกันอีก”

ขณะเดียวกันเซี่ยเฟยก็ไม่ได้สนใจคำพูดอันเย่อหยิ่งของสาวงามคนนี้เลย แต่สมองของเขากลับกำลังประมวลความคิดอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวก่อน! พวกคุณจะเอายังไงกับผมต่อกันแน่” เซี่ยเฟยกล่าวถามออกไปอย่างใจเย็น

“มันก็เป็นเรื่องปกตินี่ที่พวกเราจะต้องทำการส่งตัวคุณกลับไป คุณคิดว่าพวกเราจะเลี้ยงดูคุณไปตลอดชีวิตหรือยังไง” คอนเนอร์กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันไม่พอใจ

“ผมถูกพวกคุณจับมาขังที่นี่ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนบริสุทธิ์และผมก็ต้องเสียเวลาไป 15 วันกับอีก 8 ชั่วโมงในการถูกขังอยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกคุณจะต้องจ่ายค่าชดเชยมาให้กับผมด้วย” เซี่ยเฟยยื่นมือออกไปพร้อมกับเผยรอยยิ้มอันชั่วร้าย

“ค่าชดเชย?”

“นี่คุณ!”

“คุณอย่าลืมว่าพวกเราได้ทำการฝังไมโครชิพแปลภาษาไว้ในตัวคุณแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณก็ไม่มีทางเข้าใจภาษาของพวกเราด้วยซ้ำ คุณรู้หรือเปล่าว่าราคาของไมโครชิพแปลภาษาแพงแค่ไหนและในฐานะที่คุณเป็นเพียงแค่มนุษย์ในดาวเคราะห์ไร้อารยธรรม ต่อให้คุณทำงานไปชั่วชีวิตแต่คุณก็ไม่มีทางที่จะจ่ายเงินค่าไมโครชิพแปลภาษาได้!” คอนเนอร์กล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าอันซีดเผือด

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยเฟยก็เหมือนกับนึกอะไรได้บางอย่างและเขาก็ได้เอื้อมมือไปยังหลังคอของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปัจจุบันตรงบริเวณหลังคอของเขามีรอยแผลสีแดงประดับอยู่ซึ่งมันเป็นรอยแผลที่เกิดขึ้นมาจากการถูกฝังไมโครชิพแปลภาษา

“ขอบคุณสำหรับคำเตือน ผมเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะเนี่ย! ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็จะต้องชดเชยการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนี้ด้วย ผมไม่ได้ขอให้คุณทำการฝังไมโครชิพภายในตัวของผมด้วยซ้ำ คุณรู้ไหมว่าผมรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหนในตอนที่ถูกฝังไมโครชิพอันนี้เอาไว้ในร่างกาย”

คำพูดของเซี่ยเฟยทำให้คอนเนอร์รู้สึกไม่พอใจอย่างแท้จริงและถ้าหากว่าเป็นไปได้เขาก็อยากจะบีบคอเซี่ยเฟยให้ตายไปในตอนนี้เลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงแค่การหันไปถามหญิงสาวผมแดงว่า

“ไม่ทราบว่าคุณคิดพิจารณาเรื่องนี้ว่ายังไงบ้าง”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวผมแดงก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มและคำพูดของเซี่ยเฟยก็ทำให้เธอรู้สึกอารมณ์ดีอย่างแท้จริง

“นี่มันเป็นเรื่องของพวกคุณ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? แต่เนื่องมาจากว่าเรื่องนี้มันเริ่มต้นขึ้นมาจากความผิดพลาดของคุณ ดังนั้นมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลถ้าหากว่าคุณจะต้องจ่ายค่าชดเชย”

“นั่นสินะ องค์กรตำรวจของพวกเราเป็นองค์กรที่ยุติธรรมอยู่เสมอและการจ่ายค่าชดเชยก็เป็นเรื่องที่พวกเราทำเป็นประจำอยู่แล้ว” คอนเนอร์กล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

“พวกเราจะให้ค่าชดเชยสำหรับการถูกจับขังอยู่ที่นี่วันละ 300 สตาร์คอยน์และการที่คุณได้อยู่ที่นี่เป็นเวลา 16 วัน มันก็หมายความว่าพวกเราจะให้เงินชดเชยกับคุณทั้งสิ้น 4,800 สตาร์คอยน์ หวังว่าค่าชดเชยพวกนี้จะทำให้คุณรู้สึกพึงพอใจ” คอนเนอร์กัดฟันพร้อมกับกล่าวกับเซี่ยเฟย

หากได้นำเงินจำนวน 4,800 สตาร์คอยน์ไปแปลงเป็นสกุลเงินของโลกมันก็จะกลายเป็นเงินจำนวนมหาศาล เพราะท้ายที่สุดสตาร์คอยน์ก็เป็นหนึ่งในสกุลเงินสากลของจักรวาลมันจึงมีค่ามากกว่าแอลไลคอยน์ของโลกอย่างไม่สามารถจะนำมาเปรียบเทียบกันได้ แล้วมันก็คงจะไม่มีคนโง่ที่ไหนนำสตาร์คอยน์ไปแลกเปลี่ยนกับเงินบนดาวเคราะห์อารยธรรมระดับ 0.5

“ไม่! ผมคิดว่ามันจะสมเหตุสมผลมากกว่าถ้าหากว่าคุณจะจ่ายค่าชดเชยให้กับผมเป็นน้ำยาปรับสภาพยีน” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“อะไรนะ?! ทำไมคุณถึงไม่ขอยานอวกาศไปเลยล่ะ” คำขอของเซี่ยเฟยทำให้สีหน้าของคอนเนอร์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ในขณะเดียวกันสาวผมแดงก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาแล้วเธอก็อดที่จะชื่นชมความเจ้าเล่ห์ของเซี่ยเฟยขึ้นมาไม่ได้

“นี่ช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ การจ่ายค่าชดเชยเป็นน้ำยาปรับสภาพยีนถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วและถ้าหากว่าคุณโชคดีมากพอคุณก็อาจจะสามารถปลดล็อกพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ขึ้นมาก็ได้ ซึ่งมันจะทำให้คุณได้กลายเป็นคนที่มีพลังพิเศษ!!”

“แต่ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือบนดาวเคราะห์อารยธรรมระดับ 0.5 ไม่สามารถที่จะหาซื้อน้ำยาปรับสภาพยีนได้แม้ว่าจะมีเงินเป็นจำนวนมหาศาลก็ตาม มนุษย์ดึกดำบรรพ์ฉันต้องขอยอมรับว่าคุณค่อนข้างจะเป็นคนที่ฉลาดพอสมควรเลยทีเดียว” สาวผมแดงกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

“หัวหน้าคอนเนอร์ไม่ทราบว่าคุณกำลังคิดที่จะทำตามคำขอของเขาอยู่หรือเปล่า”

คำขอของเซี่ยเฟยในครั้งนี้ได้ทำให้คอนเนอร์รู้สึกโกรธจนใบหน้าถึงกับบิดเบี้ยว แต่ในทันใดนั้นเขาก็นึกถึงอะไรบางอย่างได้

“ไม่มีปัญหาครับ เรื่องแค่นี้ถือได้ว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยอยู่แล้ว ท้ายที่สุดมันก็แค่น้ำยาปรับสภาพยีนเพียงขวดเดียว ผมจะนำมันมามอบให้กับเขาในภายหลัง” คอนเนอร์กล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยเฟยก็แทบที่จะไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง แต่กว่าที่เขาจะคิดอะไรบางอย่างได้ร่างของคอนเนอร์และหญิงสาวผมแดงก็ได้หายออกไปจากห้องขังแห่งนี้แล้ว

“โถ่เว้ย! ดูเหมือนว่าน้ำยาปรับสภาพยีนจะเป็นของถูกของที่นี่สินะ รู้งี้ฉันน่าจะขอน้ำยาเพิ่มไปอีกสองขวด!” เซี่ยเฟยกล่าวกับตัวเองด้วยความไม่พอใจ

-----

ในขณะเดียวกันคอนเนอร์ก็ส่งสาวผมแดงออกจากกองบัญชาการหน่วยสืบลับด้วยความเคารพ

“คุณจะให้น้ำยาปรับสภาพยีนกับเขาจริง ๆ หรอ? คุณก็น่าจะรู้ว่าแม้แต่น้ำยาปรับสภาพยีนที่ถูกที่สุดก็มีราคาอยู่ไม่น้อยกว่า 50,000 สตาร์คอยน์” สาวผมแดงกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคอนเนอร์ก็ตบท้องของตัวเองอย่างแรง ซึ่งในความเป็นจริงเขาก็อยากจะตบไปที่หน้าอกแต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างที่อยู่ใต้ศีรษะของเขาต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นพุงทั้งหมด

“พวกเราคือหน่วยสืบลับและการจ่ายค่าชดเชยจำนวนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าความสามารถของพวกเราครับ นอกจากนี้พวกเรายังจำคุกเขาเอาไว้โดยไม่มีความผิดเป็นเวลานาน ดังนั้นมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะต้องจ่ายค่าชดเชย” คอนเนอร์กล่าวโอ้อวดอย่างไร้ยางอาย

เมื่อได้ยินเช่นนั้นสาวผมแดงก็เผยรอยยิ้มออกมาเป็นคำตอบ จากนั้นเธอก็เดินขึ้นไปบนรถโฮเวอร์สีแดงเปิดประทุนก่อนที่จะหายตัวออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยไม่หันหลังกลับมาเลยแม้แต่นิดเดียว

*รถโฮเวอร์ คือ รถลอยได้

หลังจากนั้นคอนเนอร์ก็ได้กลับมายังห้องทำงานของเขาบนชั้น 26 ก่อนที่เขาจะได้นั่งลงบนเก้าอี้ขนาดใหญ่และได้เผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมา

ต่อมาเขาก็ได้ใช้นิ้วอันอ้วนกลมกดลงบนโต๊ะก่อนที่มันจะได้มีหน้าจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน โดยภาพบนหน้าจอนั้นมีชายชุดดำที่ดูมีอายุราว ๆ 30 ปีปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งชายคนนี้มีรูปร่างผอมแห้งเหมือนกับไม้เสียบผี

“หัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าครับ” ชายคนนั้นกล่าวถาม

“เฮ่ยหนาน ฉันจำได้ว่าเมื่อวานพวกเรากำลังตรวจสอบชุดน้ำยาปรับสภาพยีนที่ลักลอบนำเข้ามาใช่ไหม?”

“ใช่แล้วครับ มันมีน้ำยาปรับสภาพยีนถูกลักลอบนำเข้ามาทั้งหมด 74 ขวด แล้วมันก็ไม่มีน้ำยาขวดไหนซักขวดที่ติดฉลาก ผมกำลังสงสัยว่าน้ำยาพวกนี้น่าจะเป็นของปลอม”

“ดีมาก! ถ้าอย่างนั้นเอาน้ำยาไม่มีฉลากไปมอบให้กับเจ้าเด็กดาวโลกในชั้นใต้ดินชั้นที่ 7 ขวดนึง จำเอาไว้ว่าไม่ต้องอธิบายอะไรและขอให้มันกินน้ำยาเข้าไปหลังจากที่ได้กลับไปยังดาวโลกแล้วเท่านั้น” คอนเนอร์กล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย

“หัวหน้า! น้ำยาพวกนั้นยังไม่สามารถระบุที่มาได้เลยนะครับ นอกจากนี้รายงานการตรวจสอบของน้ำยาก็ยังไม่ออกมา ถ้าหากว่ามันมีใครสักคนได้ดื่มน้ำยาพวกนี้ไปมันก็อาจจะทำให้เขาตายได้เลย” เฮ่ยหนานกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

ปัง!!

“ทำตามคำสั่งไปซะ! ไม่ต้องตั้งคำถาม!!” คอนเนอร์กล่าวพร้อมกับเอามือกระแทกโต๊ะด้วยท่าทางอันโกรธเกรี้ยวและก่อนที่เฮ่ยหนานจะได้ตอบอะไรกลับไปคอนเนอร์ก็ปิดหน้าจอสื่อสารไปแล้ว

“ไอ้หนูเอ็งเป็นคนขอน้ำยานั่นเองนะ” คอนเนอร์พึมพำกับตัวเองพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยม

-----

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเซี่ยเฟยก็ได้รับกล่องที่บรรจุน้ำยาปรับสภาพยีนและเขาก็กำลังนั่งยานอวกาศเพื่อกลับไปยังโลกมนุษย์

ในเวลาเดียวกันหน้าจอสื่อสารของคอนเนอร์ก็ได้ถูกเปิดขึ้นอย่างฉับพลันเนื่องมาจากเขาได้รับการติดต่อมาอย่างเร่งด่วน

“หัวหน้า! แย่แล้ว! ผลการตรวจสอบได้รายงานออกมาว่าน้ำยาปรับสภาพยีนพวกนั้นคือน้ำยาหยกม่วง!!” เฮ่ยหนานกล่าวขึ้นมาอย่างเร่งรีบ

“น้ำยาหยกม่วง? มันคืออะไร?” คอนเนอร์กล่าวถามด้วยความสับสนเล็กน้อย

“หัวหน้า! น้ำยาหยกม่วงเป็นน้ำยาปรับสภาพยีนระดับสูงที่ถูกคิดค้นโดยดร.แฮร์ริส ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าตั้งแต่เมื่อ 13 ปีก่อน ว่ากันว่าเขาได้ใช้เวลาในการค้นคว้าก่อนที่จะทำการผลิตน้ำยาชนิดนี้มาเป็นเวลานานกว่า 60 ปี แต่ในระหว่างการทดลองผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้ง 179 คนต่างก็เสียชีวิตทั้งหมด ส่วนตัวแฮร์ริสก็หนีไปเพราะกลัวว่าจะโดนลงโทษ มันจึงทำให้น้ำยาปรับสภาพยีนพวกนั้นมันไม่ใช่น้ำยาปรับสภาพยีนอีกต่อไป แต่มันเป็นยาพิษที่ร้ายแรงถึงชีวิต!” เฮ่ยหนานกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าอันกังวล

“อ๋อ! ฉันจำได้แล้ว! มันใช่น้ำยาปรับสภาพยีนที่ถูกระบุประเภทว่าเป็นน้ำยาต้องห้ามระดับจักรวาลใช่ไหม? แล้วทำไมมันถึงถูกเอามาวางขายในตลาดได้? เจ้าพวกนั้นจะต้องได้รับโทษประหารชีวิต!” คอนเนอร์กล่าวพร้อมกับพยักหน้าหลังจากที่เขาได้ตระหนักว่าน้ำยาพวกนั้นคืออะไร

“เข้าใจแล้วครับ ว่าแต่..เราจะทำยังไงเรื่องชายหนุ่มคนนั้นดีล่ะครับ?” เฮ่ยหนานกล่าวถามอย่างลังเล

“ชายหนุ่มคนไหน? พวกเราไม่ได้ทำอะไรลงไปซักหน่อย” คอนเนอร์กล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าอันไม่แยแส

***************

เอาแล้ว!! ถ้าเซี่ยเฟยได้ดื่มน้ำยาหยกม่วงเข้าไปมันจะเป็นยังไงกันน๊อ…

ปล.เรื่องนี้มี E-Book แล้วน๊า สามารถซื้อสะสมหรืออ่านกันได้ทางแอพ meb และปิ่นโตได้เลยนะคะและขอบคุณที่ติดตามผลงานกันน๊า

meb https://bit.ly/3NZ3Qca ปิ่นโต https://bit.ly/3M9vXUI

ปล.ทางเพจสนพ.เซียนอ่านเปิดตัวกลุ่มเฟสพี่เฟยน๊า ใครสนใจติดต่อสอบถามได้ทางเพจเลยจ้า

https://www.facebook.com/xianaan.th/

จบบทที่ ตอนที่ 1: ค่าชดเชย

คัดลอกลิงก์แล้ว