- หน้าแรก
- ใครว่าอาชีพช่างกลกระจอก
- บทที่ 62 พวกนายรออยู่ที่นี่อย่างสงบ รอให้ฉันไปเก็บหัวคนฝั่งตรงข้ามสักหน่อย
บทที่ 62 พวกนายรออยู่ที่นี่อย่างสงบ รอให้ฉันไปเก็บหัวคนฝั่งตรงข้ามสักหน่อย
บทที่ 62 พวกนายรออยู่ที่นี่อย่างสงบ รอให้ฉันไปเก็บหัวคนฝั่งตรงข้ามสักหน่อย
บทที่ 62 พวกนายรออยู่ที่นี่อย่างสงบ รอให้ฉันไปเก็บหัวคนฝั่งตรงข้ามสักหน่อย
หลั่นปิ่งเยว่ที่เฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ ก็เข้าใจความหมายในสายตาของเจิ้งมู่ทันที
เธอถอนหายใจพลางเอ่ยเสียงเบาด้วยความตกตะลึง "แต่นาย อย่างน้อยก็ควรพูดอะไรกับพวกเขาสักหน่อยสิ…"
เจิ้งมู่เพียงยกยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นชา
"การเจรจา เป็นสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งใช้ทำกับผู้แข็งแกร่ง ตอนที่เก้ามหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งร่วมมือกันลงโทษฉัน พวกเขาไม่เคยมานั่งปรึกษาอะไรกับฉันเลย เพราะพวกเขาคือ ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ที่คู่ควรให้ฉันยอมรับ ดังนั้นฉันจึงเงียบ"
"แล้วขยะพวกนี้ที่อยู่ตรงหน้า…จะมีคุณสมบัติอะไรให้ฉันต้องมานั่งเจรจาด้วย?"
คำพูดนั้นเย็นชาไร้ไมตรีโดยสิ้นเชิง และความจริงก็คือ เจิ้งมู่ไม่จำเป็นต้องมอบไมตรีใดๆ ให้กับคนเหล่านี้อยู่แล้ว
ท้ายที่สุด พวกเขาก็เป็นผู้เข้าสอบเหมือนกัน ล้วนเป็น ‘คู่แข่ง’ โดยตรง ถ้าไม่ใช่เพราะมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ตกต่ำจนแทบไม่มีคนมาสมัคร ไม่มีการแข่งขันเรื่องโควตา สองพันคนนี้ก็คงไม่มายืนรวมกันอยู่ตรงนี้
ตอนนี้ที่พวกเขาทำตัวราวกับร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ศัตรูเดียว ก็เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
สิ่งที่เจิ้งมู่ต้องการจริงๆ คือการใช้ “จำนวน” ของคนไร้ค่าเหล่านี้ เป็นเพียงเครื่องมือรักษาสถานะมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ให้อยู่ในชั้นหนึ่งต่อไปชั่วคราว
ในแง่นี้ คนพวกนี้ต่างหาก…ที่เป็นหนี้เขา
ดังนั้นจะให้เจิ้งมู่เอ่ยถ้อยคำอ่อนโยน เพื่อหวังให้พวกเขายอมเชื่อฟังงั้นเหรอ?
ฮึ…ไม่มีทาง!
สถานการณ์การต่อสู้ในตอนนี้ เรียกได้ว่าโกลาหลสุดขีด กองกำลังสองพันคน แต่ละคนอย่างน้อยก็เป็นผู้ปลุกอาชีพระดับ B
ต่อให้เจิ้งมู่เป็นผู้ปลุกอาชีพระดับ A ไม่ใช่ระดับ S พวกเขาก็ไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
"ฟ้าผ่าฟัน!"
"ลูกไฟใหญ่!"
"แทงทะลุแผ่นดินไหว!"
"โล่แห่งความกล้า!"
เสียงตะโกนปล่อยสกิลดังก้องไปทั่ว แสงหลากสีพุ่งใส่สิ่งประดิษฐ์จักรกลที่ตะลุยออกมาไม่หยุด
แต่เจิ้งมู่กลับไม่กังวลว่าเครื่องจักรของเขาจะพ่ายแพ้แม้แต่น้อย
ในขณะที่ฝูงคนหลงมัวเมาในพลังของตัวเอง ไม่มีใครสังเกตเลยว่าจำนวนผู้เข้าสอบที่นอนครวญครางกับพื้นกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ด้านหลังต่างพากันเบียดเข้ามาด้านหน้า ราวกับกลัวว่าจะพลาดโอกาสได้ “ชื่อเสียง” จากการร่วมปราบเจิ้งมู่
ในฝูงชน มีผู้คุมสุสานระดับ A คนหนึ่งที่เห็นจังหวะเหมาะ รีบคว้าโลงศพที่แบกอยู่ด้านหลังแล้วเหวี่ยงใส่ลิคเกอร์ตัวหนึ่งที่กำลังอาละวาด
"ฮ่าๆๆ สัตว์ประหลาดนี่ ฉันเอาแล้ว!"
เขาหัวเราะสะใจ และในวินาทีต่อมา มัมมี่ที่พันผ้าเก่าๆ ทั้งร่างก็พุ่งออกจากโลง ยกกรงเล็บแหลมคมตรงเข้าใส่ลิคเกอร์
เเต่อย่างไรก็ตาม
"ฉึก!"
ลิคเกอร์เคลื่อนไหวเร็วกว่าที่ใครคาดคิด ราวกับมันอ่านการโจมตีล่วงหน้าได้ มันสะบัดร่างพุ่งขึ้น ยกกรงเล็บคู่คว้าหมายมั่น จับไหล่ของมัมมี่ที่เพิ่งโผล่ออกมาในอากาศได้อย่างแม่นยำ
เพียงพริบตาเดียว
มัมมี่ที่ผู้คุมสุสานหวังพึ่งพา ถูกฉีกออกเป็นสองซีกราวกับเศษกระดาษ!
โลงศพหนักอึ้งร่วงลงกระแทกพื้นดัง "ตุ้บ!" และลิคเกอร์ก็พุ่งตรงเข้าใส่ผู้คุมสุสานอย่างสายฟ้าแลบ
"ไม่นะ!"
"ตูม!"
เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมร่างที่ปลิวกระเด็น ผู้เข้าสอบรอบๆ พากันเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง
นี่มันนรกบนดินชัดๆ!
ภายใต้แรงพุ่งชนอย่างดุดันของลิคเกอร์ ร่างชายผู้นั้นปลิวกระเด็นไปชนใส่คนอีกหลายคน เสียงร้องโอดครวญดังระงมทั่วบริเวณ เลือดพุ่งออกมาจากปากเขาไม่หยุด
พลังชีวิตของเขาลดฮวบลงถึงระดับอันตรายแล้ว
"หลบเร็ว! มีหมอไหม? มาช่วยฉันที!"
"อ๊ากกก! ไม่สู้แล้ว! ฉันไม่สู้แล้ว!"
"พวกนี้มันปีศาจชัดๆ แบบนี้เรียกช่างกลได้ด้วยหรือ!"
"ไม่ไหวแล้ว! อ๊าาา!"
เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมง เจิ้งมู่ก็มองเห็นผู้ปลุกอาชีพที่ถูกสิ่งประดิษฐ์จักรกลถล่มร่วงไปแล้วเกือบครึ่ง กำลังแตกฮือหลบหนีอย่างสิ้นสภาพ
เขาได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
พลังของคนเหล่านี้ แย่กว่าที่เขาคาดไว้มากเกินไป ทั้งความแม่นยำในการใช้สกิล การประสานงานร่วมกัน หรือแม้แต่การรับมือเมื่อถูกประชิดตัว ล้วนห่วยแตกสิ้นดี
เมื่อเทียบกับหลั่นปิ่งเยว่และหลีเฉิงคุนที่เจิ้งมู่คุ้นเคย สองคนนั้นพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพราะแรงกดดันของเขา สกิลไม่เพียงเฉียบคม แต่ยังงดงามทรงพลังด้วย
"พวกนี้…ไร้ค่าเกินไปแล้ว!"
หลีเฉิงคุนกลืนน้ำลายพลางเหลือบมองนาฬิกาในมือ
บ้าเอ๊ย! ผู้ปลุกอาชีพตั้งสองพันคน กลับทนต้านสิ่งประดิษฐ์จักรกลเพียงเจ็ดสิบกว่าตัวได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็หมดกำลังใจจะสู้แล้วเหรอ
หลั่นปิ่งเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงเรียบ "สกิลของคนพวกนี้ไม่ได้อัปเกรดเลย พลังต่ำ แถมยังใช้ไม่เป็น"
"นักเวทย์ระยะไกลยิงไม่โดนเป้า แถมยังพลาดไปโดนพวกเดียวกันอีก"
"นักรบประชิดก็ไม่รู้จักประสานงาน อาวุธก็ห่วยแตก เจตจำนงการต่อสู้เหมือนพวกแก๊งเด็กแว้นยกพวกตีกัน..."
เมื่อถึงตอนนี้ เธอก็ไม่อยากมองต่อแล้ว คิดว่าคนกลุ่มนี้จะได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้เพราะเจิ้งมู่ เธอกลับเห็นว่าการลงโทษของเขายังเบาเกินไปด้วยซ้ำ
พวกไร้ค่ากลุ่มนี้ กลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์เสียอีก
อีกหนึ่งชั่วโมงผ่านไป…
T-800 ของเจิ้งมู่ได้เสียหายไปกว่าสิบตัว แต่สุดท้ายผู้เข้าสอบมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหมดก็นอนเกลื่อนเต็มพื้น
แม้แต่ตอนท้าย เจิ้งมู่ยังเห็นหลายครั้งว่ามีบางคนไม่ได้โดนโจมตีเลย แต่กลับแกล้งล้มลงนอนเองเสียอย่างนั้น และเมื่อสิ่งประดิษฐ์จักรกลก้าวเข้ามาใกล้ ยังไม่ทันได้ลงมือ พวกนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างว่าง่าย
ลมทรายโหมพัดในเขตชายขอบของทะเลทราย เสียงแหบห้าวกรีดเข้าในความเงียบ
เจิ้งมู่ส่งT-800 ที่เสียหายกลับเข้าสู่ฐานเพื่อซ่อมแซม
ห้านาทีต่อมา ประตูฐานใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้ง
"ตึก…ตึก…ตึก…"
T-800 ที่เพิ่งถูกทำลายไปเมื่อครู่ กลับยืนขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ตรงหน้าในเวลาอันสั้น
ผู้ที่เคยคิดว่าตนสร้างความเสียหายกับมันได้ คิดว่าเพราะเพื่อนร่วมทีมไร้ประโยชน์ตนจึงไม่อาจโค่นก้อนเหล็กพวกนี้ ตอนนี้พวกเขาพากันเบิกตาถลน ความภาคภูมิใจลวงๆ ในใจพังทลายลงทันที
"นี่…มันซ่อมได้ด้วยเหรอ?!"
"บ้าไปแล้ว! อาชีพบ้าอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่ช่างกลแน่ๆ!"
"คนเดียวสู้กับพวกเราตั้งมากมาย แล้วยังชนะอีก…ชิบหาย อยากมุดดินหนีจริงๆ..."
เสียงกระซิบดังระงม สายตาที่เคยมองเจิ้งมู่ด้วยความหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นเชื่อฟังอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งประดิษฐ์จักรกลรูปร่างมนุษย์เหล่านั้นมีอาวุธครบมือ แต่กลับไม่ยิงใส่ใครเลย และแม้ทุกคนจะเหลือเลือดอยู่น้อย แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ถ้วนหน้า
เห็นได้ชัดว่าเจิ้งมู่ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าใคร
"ดูเหมือนว่าตอนนี้ ถ้าฉันพูด…ผลลัพธ์น่าจะดีกว่าเดิมนะ?"
เสียงทุ้มเรียบของเจิ้งมู่ถูกขยายก้องจากฐาน ส่งตรงเข้าสู่หูของทุกคน
อย่างไรก็ตาม กลับไม่มีคำตอบกลับมาแม้แต่เสียงเดียว
เจิ้งมู่เพียงส่ายหน้าเบาๆ "ดูเหมือนว่าตีเบาไปหน่อย…"
จากนั้นเขาก็โบกมือ สิ่งประดิษฐ์จักรกลทุกตัวก้าวไปข้างงหน้าพร้อมกัน
"ไม่! ไม่! อย่าทำเลยพี่ชาย! นายพูดอะไรก็ถูกหมด ฉันผิดไปแล้ว!"
"หัวหน้า! ฉันมันปากพล่อยไปเอง ได้โปรดอย่าให้พวกมันลงมืออีกเลย ถ้าโดนตีอีกฉันไม่รอดแน่!"
"หัวหน้า! สั่งการมาเถอะ พวกเรายอมทำตามทุกอย่าง!"
"ใช่ ใช่ ใช่!"
เจิ้งมู่จึงให้สิ่งประดิษฐ์จักรกลหยุดลง ก่อนจะมองดูคนเหล่านั้นที่นอนแผ่ราบบนพื้น แม้แต่จะยันตัวลุกขึ้นนั่งก็ไม่กล้า ก่อนจะเอ่ยบอกแผนการของเขา
"การทดสอบเริ่มมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว คงรู้กันแล้วสินะ ว่าพลังของพวกคุณ เมื่อเทียบกับผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยอื่น อยู่ในระดับไหน?"
ทุกคนได้แต่พยักหน้าด้วยสีหน้าสลดหดหู่
เจิ้งมู่เอ่ยต่อ "ตามกติกา พวกคุณไม่มีทางสะสมคะแนนได้เพียงพอภายในเวลาที่กำหนด ทางเดียวที่เหลือคือ ถูกคัดออก"
"แต่ที่ฉันรวบรวมพวกคุณมาที่นี่…ไม่ใช่เพื่อบอกให้ยอมแพ้ก่อนกำหนดหรอกนะ"
…
ในเมืองหวงซา
พลเอกฉินที่ได้ยินคำพูดนั้นถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ นี่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
เป็นไปได้ไหมที่เจิ้งมู่จะคาดหวังว่า คนพวกนี้ ที่แม้กระทั่งสิ่งประดิษฐ์จักรกลของเขายังเอาชนะไม่ได้ จะมีบทบาทใดๆ ในการเผชิญหน้ากับผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยอื่น?
แค่คิดถึงภาพการต่อสู้อันน่าสยดสยองเมื่อครู่ เขาก็มั่นใจแล้วว่า การให้คนพวกนี้อยู่ข้างกาย ไม่เพียงไร้ประโยชน์ แต่ยังเลวร้ายยิ่งกว่าการปล่อยให้ต่างคนต่างไปเสียอีก อยู่ใกล้ๆ ก็มีแต่จะเป็นภาระ!
“เฮ้อ… ก็จริง อย่างไรเสียก็เป็นผู้เข้าสอบจากเก้ามหาวิทยาลัยชั้นหนึ่ง ไหนเลยจะไม่มีกลุ่มผู้ปลุกอาชีพระดับ S แม้แต่ตัวเขาเอง ตอนนี้ก็ยังต้องทุ่มพลังเก็บกวาดให้มากที่สุด”
พลเอกฉินถอนหายใจ เหมือนจะเข้าใจเจตนาของเจิ้งมู่ ที่เลือกจะรวบรวมผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันไว้ด้วยกัน
ทว่าที่เขาไม่ทันสังเกตก็คือ ฉี่ไท่กับนักบวชชิงหยุนที่ยืนอยู่ด้านหลัง หลังได้ยินคำพูดนั้น ต่างหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
พวกเขารู้ความจริงจากปากของเจิ้งมู่แล้วว่า “ฐานขนาดมหึมานั่น” แท้จริงคือสิ่งประดิษฐ์จักรกลสีเเดงระดับผู้กล้า !
เพียงแค่แปลงร่างจากรถเป็นบ้าน ก็ขนาดมหึมาจนน่าตกใจ หากได้รับการประเมินในระดับนั้นจริงๆ แน่นอนว่าภายในต้องซ่อนอาวุธสังหารสุดขั้ว ที่น่ากลัวถึงขั้นทำให้พวกเขายังต้องระวังตัว
และเมื่อเจิ้งมู่เป็นคนยืนยันเอง พวกเขาย่อมไม่คิดจะนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ ได้แต่เงียบๆ สอดส่องไปรอบๆ เหล่าผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยอื่น ที่กำลังซุบซิบนินทา หัวเราะเยาะเจิ้งมู่ที่ถูกมองว่าไร้พลัง และหัวเราะเยาะมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ที่สั่นคลอน
“จุ๊ๆๆ… ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปทุกที ว่าสิ่งประดิษฐ์จักรกลสีเเดงระดับผู้กล้านั้น… จะน่ากลัวสักเพียงใดกัน?”
ฉี่ไท่กอดอก ยืนนิ่งอย่างเย็นชา เฝ้ารอดูสถานการณ์ต่อไป
ในขณะเดียวกัน เจิ้งมู่ที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าวิลล่า ก็เปิดเผยเจตนาที่แท้จริงออกมาเสียที เขามองไปยังผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังสับสนงุนงง พลางเอ่ยขึ้นชัดถ้อยชัดคำ
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกคุณไม่ต้องเก็บคะแนนเองอีกแล้ว อยู่ใกล้ๆ จุดอพยพอย่างว่าง่ายก็พอ ที่เหลือ… ฉันจะเป็นคนไปแย่งคะแนนจากคนอื่นมาให้เอง จากนั้นจะแจกจ่ายคืนให้พวกคุณทุกคน”
“ฉันรับรองว่า ทุกคนจะได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยเตียมทหารตะวันตกเฉียงใต้อย่างราบรื่น เเละสิ่งเดียวที่พวกคุณต้องทำคือ”
“อยู่ที่นี่อย่างเงียบๆ ไม่ต้องไปไหน”
“อะไรนะ!”
เสียงอุทานดังระงมไปทั่ว หลายคนถึงกับสะดุ้งลุกขึ้นด้วยความตกใจ คำพูดที่โอหังเกินพรรณนานี้ ทำให้พวกเขาตะลึงงัน ไม่รู้จะตีความอย่างไร ได้แต่เบิกตากว้างจ้องมองไปยังสามคนที่ยืนบนดาดฟ้า
“ไม่ต้องทำอะไรเลย? เขาจะไปเก็บคะแนนมาให้เรา? …ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?”
เฮิงซานเหอ ผู้คุมสุสานระดับ A ที่เพิ่งได้รับการรักษาจากนักบวชจนเลือดหยุดไหล แม้จะยังเจ็บหน้าอกตุบๆ ก็ยังเอ่ยถามเพื่อนข้างๆ ด้วยสีหน้ามึนงง
อีกฝ่ายเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ!
ที่นี่มีคนตั้งสองพัน! ต่อให้เจิ้งมู่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนามากแค่ไหน ก็ต้องมีขีดจำกัดสิ!
สองพันคนไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งรออยู่เฉยๆ แล้วเขาจะหาแต้มมาได้พอแจกจ่าย… นี่มันปริมาณขนาดไหนกัน!
ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินว่าใคร “สนับสนุน”คนได้มากถึงสองพันคนในคราวเดียวเเบบนี้มาก่อน!
แผนการของเจิ้งมู่ได้ถูกส่งต่อไปยังเมืองหวงซาในทันที
พลเอกฉินถึงกับเหม่อ สีหน้าค้างแข็งไม่ไหวติง
ขณะที่หลิวเว่ยฉีกับพรรคพวก หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา
“ฮ่าๆๆ พระเจ้า! เด็กหนุ่มคนนี้… ช่างไม่รู้จักกลัวสิ่งใดเลย ฟังสิ! ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?”
“เฮ้อ… สุดท้ายก็ยังเป็นเด็กจริงๆ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ แต่จะว่าไปนะ ฉันว่าฉันเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วล่ะ… ดูสิ นักเรียนหญิงข้างๆ เจิ้งมู่คนนั้น…”
เมื่อคำพูดดังขึ้น ทุกสายตาก็หันไปมองหลั่นปิ่งเยว่ที่ยืนอยู่ข้างเจิ้งมู่ทันที
หญิงสาวผู้เลอโฉม งดงามสะกดสายตา จนไม่ว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยใด ก็ต้องได้รับตำแหน่งดาวเด่นแน่นอน แต่ในเวลานี้ เธอกลับกำลังมองเจิ้งมู่ด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล เคลื่อนไหวระวังราวกับกลัวถูกจับได้
“ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เด็กหนุ่มเลือดร้อนก็ไม่พ้นเรื่องนี้ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว! ฮ่าๆๆ พลเอกฉิน คุณเองก็คงเข้าใจใช่ไหม?”
หลิวเว่ยฉีหัวเราะอย่างสะใจ พลางตบไหล่พลเอกฉินด้วยท่าทางเย้ยหยัน
ฉินจือได้แต่กำหมัดแน่น หากไม่ใช่เพราะถูกจับตามองอยู่ล่ะก็ ป่านนี้ชายแก่คนนี้คงถูกลากไปซ้อมจนเละแล้ว!
แต่เวลานี้ เขาไม่มีแก่ใจจะสนใจเรื่องนั้น สายตากลับหันไปยังเหอกวง ทว่าอีกฝ่ายเพียงส่ายหัวซ้ำๆ แสดงให้เห็นชัดว่า… แม้แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเจิ้งมู่ถึงเอ่ยถ้อยคำที่เป็นไปไม่ได้เเบบนี้ออกมา
เพราะจากที่เขารู้จักมา เจิ้งมู่ไม่ใช่คนที่จะพูดโอ้อวดเกินจริงเลยสักนิด!
อย่างไรก็ตาม ในภาพตอนนี้ คำพูดอันกล้าหาญของเจิ้งมู่ อย่างไรก็ทำให้คนเชื่อได้ยาก
เมื่อเห็นคนของฝั่งมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้เงียบไป รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวเว่ยฉีและคนอื่นๆ ก็ยิ่งเข้มข้น ในใจก็มีความดูหมิ่นต่อเจิ้งมู่มากขึ้น
สรุปแล้วก็แค่ช่างกลขยะระดับ A คนหนึ่งเท่านั้น
โชคดีไม่รู้ยังไง ถึงสร้างสิ่งประดิษฐ์จักรกลที่น่าประหลาดใจออกมา และเพราะช่องโหว่ในกฎของการทดสอบ จึงทำให้เขาได้รับความสนใจเล็กน้อย
ตอนนี้เมื่อกฎเปลี่ยนไปแล้ว ช่างกลที่ไหนจะเป็นคู่ต่อสู้ของผู้ปลุกอาชีพระดับ S ของพวกเขาได้
และชายคนนี้ถึงกับเชื่อว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญ กล้าประกาศว่าจะพาคนที่นอนแผ่สองพันคนผ่านการทดสอบของมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งไปให้ได้
หลิวเว่ยฉีได้เเต่ส่ายหน้า
"ฮึฮึ พลเอกฉิน ถ้าพวกคุณต้องการรับผู้เข้าสอบที่นอนแผ่สองพันคนนี้ คะแนนคงต้องตกไปต่ำกว่ามาตรฐานชั้นสามเลยนะ"
พลเอกฉินจือกำหมัดแน่น
สูดลมหายใจลึกเพื่อให้ตัวเองใจเย็น
ในเวลาเดียวกัน ในสมองเขาก็แว่วเสียงคำพูดของอาจารย์ทางโทรศัพท์
มหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ในตอนนี้อยู่ระหว่างการทดสอบ ไม่สามารถทำอะไรเพื่อเจิ้งมู่ได้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือความเชื่อมั่น
คิดดู ตอนนั้นตัวเองก็กล้าที่จะไปที่มหาวิทยาลัยผู้ปลุกอาชีพของญี่ปุ่นคนเดียว ประกาศว่าจะเอาชนะพวกเขาทั้งหมด
ตอนนั้น การกระทำของเขาก็ถูกคนมากมายมองว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ
ตอนนั้น ตัวเขาเองมีพลังเท่าเจิ้งมู่ตอนนี้หรือ?
หลังจากคำถามแล้วคำถามเล่า พลเอกฉินจือกลับใจเย็นลง
"อธิการบดีหลิวน่าจะกังวลกับผู้เข้าสอบของคุณเองมากกว่า ถ้าถูกเจิ้งมู่คนเดียวเอาชนะ ตามกฎแล้ว แม้แต่ผู้ปลุกอาชีพระดับ S ก็จะไม่ได้เข้าเรียน..."
หลิวเว่ยฉีเห็นอีกฝ่ายยังมีอารมณ์ที่จะเยาะเย้ยตัวเอง จึงเบ้ปาก
"ฮึฮึ ดูเหมือนพลเอกฉินของเราจะถูกช่างกลคนนี้ทำให้สับสนแล้ว ถึงได้พูดจาเหลวไหลแบบนี้"