- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 39.อาจารย์ ข้าไม่ยอมแพ้!
39.อาจารย์ ข้าไม่ยอมแพ้!
39.อาจารย์ ข้าไม่ยอมแพ้!
เมื่อเห็นว่าเย่เทียนตอนนี้มีพลังบ่มเพาะขอบเขตก่อกำเนิดแล้ว
คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นั่นต่างคิดว่าเย่เฉินแพ้แน่นอน
แต่ทว่าในชั่วพริบตาที่เย่เฉินลงมือ
ทุกคนถึงกับตะลึงงัน
เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่า
ก็มีคนหนึ่งถูกปราณแท้กระแทกจนร่างปลิวกระเด็นออกไปกลางสนามประลอง
และคนผู้นั้นไม่ใช่เย่เฉิน
กลับกลายเป็นเย่เทียนเสียอย่างนั้น!!
ร่างกายของเขามีแสงเรืองรองเปล่งประกาย
ปราณก่อกำเนิดแผ่ซ่านไปทั่วตัว
ใครที่ไม่ตาบอดก็สัมผัสได้ชัดเจน
ปราณก่อกำเนิดที่แผ่ออกมาจากร่างเย่เฉินนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าเย่เทียนเสียอีก
เย่ซานเหอผู้ผ่านโลกมามากพอสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความตกตะลึงพร้อมตะโกนออกมา
“นี่คือ...ขอบเขตก่อกำเนิดขั้นสาม?”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อไม่กี่วันก่อนเย่เฉินยังอยู่แค่ขอบเขตหลอมกายาขั้นเจ็ดไม่ใช่หรือ?”
“ทำไมถึงเพียงพริบตาเดียวก็ทะลวงสู่ขอบเขตก่อกำเนิด แถมยังขึ้นมาถึงขั้นสามในทันทีได้ล่ะ??”
เมื่อเห็นสายตาตกตะลึงและงุนงงของเย่ซานเหอ
เย่ผอจวิน บิดาของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเผยร้อยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
“น้องรองพูดเช่นนี้มีความหมายอันใด?”
“อย่างไรเล่า...จะยอมให้เย่เทียนเด็กน้อยคนนี้ทะลวงสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้
แต่กลับไม่ยอมให้ลูกชายข้าก็ทะลวงบ้างได้หรือ?”
“โชควาสนาในใต้หล้านี้มิได้เป็นของเย่เทียนคนเดียวหรอกนะ!”
แม้หลายปีมานี้เย่ผอวินจะชอบหาเรื่องตนอยู่บ่อยครั้งแต่ท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็เป็นพี่ชายของตนเย่ซานเหอจึงเคารพพี่ใหญ่พอสมควร
พอได้ยินเช่นนั้นจึงรีบกล่าวขอโทษ
“พี่ใหญ่เข้าใจผิดแล้วข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”
“เพียงแต่...เพียงแต่เห็นพลังบ่มเพาะของเฉินเอ๋อร์เพิ่มขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ชั่วขณะหนึ่งจึงตกตะลึงไปเท่านั้น!”
“ไม่เป็นไร...อย่างที่ข้าเพิ่งพูดไปโชควาสนาในใต้หล้าไม่ได้เป็นของเย่เทียนคนเดียวจะไม่ยอมให้ลูกชายข้าได้รับโอกาสบ้างได้อย่างไร?”
เสียงสนทนาของคนอื่นๆเย่เทียนไม่มีเวลาสนใจแล้ว
ตอนนี้ในสมองของเขามีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น!
เขา...ทำไมถึงสู้เย่เฉินไม่ได้?
เจ้าหมอนี่จะมีพลังบ่มเพาะขอบเขตก่อกำเนิดได้อย่างไร?
เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เย่เทียนคลานลุกจากพื้นพอเช็ดเลือดที่มุมปากออกก็อดไม่ได้ที่จะจ้องเย่เฉินด้วยความโกรธแค้น
“เจ้ามีพลังบ่มเพาะขอบเขตก่อกำเนิดได้อย่างไร?”
“เย่เฉินเจ้าแอบทำอะไรไว้กันแน่?”
“.......”
“น้องชายกล่าวเล่นเสียแล้วข้าจะต้องใช้วิธีสกปรกอะไรด้วยหรือ?”
“ในใต้หล้าจะยอมให้เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่พลังบ่มเพาะเพิ่มขึ้นได้งั้นหรือ?”
“เช่นนั้นต่อไปนี้ทุกคนอย่าฝึกฝนกันเลยดีกว่าลูกหลานตระกูลเย่ทั้งหมดพึ่งพาเจ้าคนเดียวก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?”
เมื่อเห็นเย่เฉินยิ้มมองตน
เย่เทียนยิ่งโกรธจนแทบระเบิด
“อาจารย์...เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่กี่วันก่อนเย่เฉินยังอยู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นเจ็ดแต่ทำไมถึงทะลวงสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้รวดเร็วขนาดนี้!”
“นี่มันไม่สอดคล้องกับหลักการบ่มเพาะเลยเจ้าสารเลวนี้ต้องโกงแน่!”
ด้วยสายตาของเหยียนจีย่อมมองความผิดปกติบนร่างเย่เฉินออก
วินาทีต่อมานางจึงถอนหายใจเบาๆแล้วเอ่ยว่า
“ในเวลาเพียงไม่กี่วันจากขอบเขตหลอมกายาขัันเจ็ดทะลวงสู่ขอบเขตก่อกำเนิดเรื่องนี้ย่อมแปลกประหลาดจริงๆแต่หากใช้วิธีพิเศษบางอย่างก็สามารถทำได้เช่นกัน!”
“เย่เฉินผู้นี้น่าจะใช้วิธีที่ทะลวงพลังจนเกินตัวจึงทำให้พลังบ่มเพาะเพิ่มขึ้นรวดเร็วขนาดนี้!”
“ในสายตาของอาจารย์การทำถึงขนาดนี้เพียงเพื่อการแข่งขันใหญ่ของตระกูลค่อนข้างคุ้มค่าไม่แต่ในกติกาแล้ว ไม่ถือว่าโกง!”
“ดังนั้น.......!”
ยังไม่ทันที่เหยียนจีจะพูดจบเย่เทียนก็เอ่ยขึ้น
“อาจารย์ท่านรู้ตั้งแต่แรกแล้วหรือว่าพลังบ่มเพาะของเย่เฉินเป็นอย่างไรทำไมถึงไม่เตือนข้า?”
“ไม่...ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไรคงมียอดฝีมือท่านใดช่วยปกปิดให้เย่เฉินมิฉะนั้นอาจารย์คงเตือนให้เจ้าลงสนามยอมแพ้ตั้งแต่แรก!”
“ยอมแพ้? ทำไมต้องเตือนให้ข้ายอมแพ้?”
ราวกับสัมผัสได้ถึงความตกใจและโกรธแค้นของเย่เทียน เหยียนจีจึงอธิบายอย่างละเอียด
“ไม่ว่าเย่เฉินจะใช้วิชาต้องห้ามอะไรหรือไม่แต่พลังบ่มเพาะของเขาตอนนี้คือขอบเขตก่อกำเนิดขั้นสามของจริง!”
“เจ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดทั้งสองต่างกันถึงสองขั้นย่อย!”
“โอกาสชนะแทบไม่มีเลยหากไม่เตือนให้เจ้ายอมแพ้แล้วจะให้ทำอย่างไร?”
“หากยอมลงสนามรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องได้รับบาดเจ็บฟรีเช่นนี้!”
ตอนนี้เย่เทียนจึงเข้าใจว่าทำไมเย่เฉินถึงทำร้ายตนได้หนักเพียงกระบวนท่าเดียว
ไอ้สารเลวนี้...อยู่ขอบเขตก่อกำเนิดขั้นสามสูงกว่าตนถึงสองขั้นย่อยเต็มๆ
แม้จะรู้ความจริงแล้วแต่ในใจเย่เทียนยิ่งโกรธแค้นและไม่ยอมแพ้มากขึ้น
เขารอคอยโอกาสสร้างชื่อเสียงมานานขนาดนี้เขาจะยอมกลายเป็นหินลับมีดให้เย่เฉินอีกครั้งได้อย่างไร
ดังนั้นในวินาทีนี้เย่เทียนจึงร้องขอเหยียนจีโดยตรง
“อาจารย์...ข้ารู้ว่าท่านมีพลังบ่มเพาะที่ท้าทายสวรรค์ต้องมีวิธีช่วยข้าเอาชนะเจ้าสารเลวเย่เฉินได้แน่ใช่หรือไม่?”
“ขอโทษด้วย...เทียนเอ๋อร์...ในเรื่องนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้!”
“ช่วยไม่ได้? ทำไมกัน? อาจารย์ไม่ใช่ยอดฝีมือไร้เทียมทานหรือทำไมถึงแม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ยังทำไม่ได้?”
เหยียนจีสูดหายใจลึกแล้วอธิบายอย่างจนใจ
“อาจารย์มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่าวิชารวมร่างสามารถถ่ายทอดพลังบ่มเพาะและปราณวิญญาณส่วนหนึ่งให้เจ้าได้ชั่วคราว”
“ทำเช่นนั้นย่อมทำให้พลังบ่มเพาะของเจ้าเพิ่มขึ้นมหาศาลในเวลาอันสั้น...”
“การบดขยี้เย่เฉินย่อมไม่ใช่ปัญหา...”
“แต่.....”
ยังไม่ทันที่เหยียนจีจะพูดจบเย่เทียนก็กล่าวด้วยความดีใจสุดขีด
“อาจารย์แล้วท่านยังลังเลอะไรอีกรีบถ่ายทอดพลังปราณวิญญาณให้ข้าเดี๋ยวนี้เลยสิ!!!”
“เทียนเอ๋อร์ไม่ใช่ว่าอาจารย์ไม่อยากถ่ายทอดพลังให้เจ้าแต่การประลองนี้เป็นเพียงการแข่งขันหากเจ้าชนะโดยอาศัยพลังของข้านั่นจะถือเป็นชัยชนะของเจ้าเองจริงๆหรือ?”
ในสายตาของเหยียนจี หนึ่งคือหนึ่ง สองคือสอง
ไม่ว่าเย่เฉินจะใช้วิชาต้องห้ามอะไรเขาก็เสียสละบางอย่างเพื่อแลกพลังมา
จุดนี้ไม่ถือว่าผิดกติกา
แต่หากตนลงมือถ่ายทอดพลังบ่มเพาะให้เย่เทียนนั่นถึงจะเรียกว่าการโกงจริงๆ
เหยียนจีคิดว่าเย่เทียนเป็นคนรู้เหตุรู้ผลน่าจะเข้าใจหลักการนี้
แต่ไม่คาดว่าปฏิกิริยาของเย่เทียนในวินาทีต่อมาจะทำให้นางตะลึงงัน!
“อาจารย์...ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะที่ข้าพยายามด้วยตนเองหรือไม่มันไม่สำคัญอีกแล้ว!”
“ตอนนี้ข้าแค่อยากชนะ!”
“ข้าทนรับความอัปยศอดสูมานานถึงห้าปีมิได้เพื่อมาเป็นหินลับมีดให้คนอื่นในการแข่งขันใหญ่ของตระกูล!”
“ข้าไม่ยอมให้คนอื่นดูถูกอีกต่อไป!”
“ดังนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีใดขอแค่ชนะได้ข้าก็จะใช้!”
“อาจารย์โปรดเห็นแก่ความจริงใจของศิษย์ช่วยศิษย์สักแรงเถิด!!!”
“อาจารย์ข้าขอร้องท่านแล้ว!!!”
คำพูดของเย่เทียนดังขึ้น
ทำเอาเหยียนจีถึงกับอึ้งไปชั่วขณะพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว