- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 11.ความหวาดกลัวของตัวเอก!
11.ความหวาดกลัวของตัวเอก!
11.ความหวาดกลัวของตัวเอก!
เมื่อได้ยินคำถามของเย่เทียน เนี่ยชิงจู้อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก!”
“ท่านปู่ก็เป็นคนนิสัยแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่มีอะไรก็ยังชอบตะโกนใส่คนอื่นสองสามคำ!”
เย่เทียนพอรู้จักนิสัยใจร้อนของตาเฒ่าเนี่ยอยู่บ้าง
พอได้ยินเนี่ยชิงจู้พูดแบบนี้เขาจึงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
“อ้อ...ใช่แล้วชิงจู้!”
“เมื่อกี้ข้าเหมือนจะได้ยินว่าพวกเจ้าพูดถึงอะไร ‘คุณชายเฉิน’ น่ะ...”
“คุณชายเฉินคือใครหรือ?”
ไม่คาดว่าเย่เทียนจะสนใจถามเรื่องคุณชายเฉิน เนี่ยชิงจู้จึงยิ้มหวานกำลังจะตอบ
แต่เพียงวินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากไม่ไกล
“ชิงจู้!”
เมื่อเทียบกับน้ำเสียงธรรมดาๆของเย่เทียน
น้ำเสียงชายที่ดังขึ้นทีหลังนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ไม่เพียงแต่หนักแน่นทรงพลังแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
ยังแผ่กลิ่นอายแห่งความสุกงอม
ราวกับมีพลังวิเศษที่มองไม่เห็นตรงเข้าปะทะจิตใจ
ทำให้ผู้ฟังเผลอจมดิ่งลงไปโดยไม่รู้ตัว!
เมื่อมีคนเรียกชื่อชิงจู้
เย่เทียนจึงหันมองไปยังคนที่ส่งเสียงโดยสัญชาตญาณ
ผลคือพอเห็นเข้าเขาก็ตัวแข็งทื่อไปทันที!
ชายที่เดินมานั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวราวกับแสงจันทร์ปักลาย
ผมสีเงินขาวราวกับหิมะสะอาดบริสุทธิ์
ร่างกายสง่างาม ท่วงท่าสง่า รูปโฉมหล่อเหลา
ดวงตาคู่หนึ่งประดุจดวงดาว คิ้วโค้งสองข้างราวกับพระจันทร์เสี้ยว
ทุกการยกมือเหวี่ยงเท้าล้วนแผ่เสน่ห์พิเศษที่ไม่อาจต้านทาน
ไม่เพียงแต่หล่อเหลาแต่ดวงตายังลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง
รอยยิ้มบนใบหน้าก็อบอุ่นน่าหลงใหลทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นกันเองได้ง่าย
ช่างเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาจริงๆ
เย่เทียนรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เติบโตมาขนาดนี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าในโลกนี้จะมีชายใดที่เกิดมาหน้าตาดีได้ขนาดนี้!
ขณะที่เย่เทียนกำลังจ้องมองชายตรงหน้าก็ตกตะลึงกับความสง่างามจนเหม่อลอย
(และเเล้วก็เกิดเป็นความรัก!!! หยอกๆ555)
เนี่ยชิงจู้ก็เห็นคนที่มาเช่นกัน
ทันใดนั้นในส่วนลึกของดวงตาคู่สวยก็เผยแววดีใจที่ไม่อาจบรรยาย
“คุณชายเฉิน!!”
พร้อมกับความยินดีและความร่าเริงเนี่ยชิงจู้เดินเร็วราวนกน้อยรื่นรมย์ไปยังหน้าคุณชายเฉิน
แล้วทักทายเขาด้วยความสุขอย่างยิ่ง
“คุณชายเฉินเช้านี้มาทานเต้าฮวยอีกแล้วเหรอเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นเนี่ยชิงจู้ที่ดวงตาเต็มไปด้วยความดีใจคุณชายเฉินไม่ได้ตอบคำถามนางทันที
แต่ขยับสายตาไปมองเย่เทียนแวบหนึ่ง
เป็นเพียงการมองธรรมดาๆ
แต่ในวินาทีนี้เย่เทียนไม่รู้ทำไมจู่ๆก็รู้สึกหนาวยะเยือกจากส่วนลึกของร่างกาย
ความหนาวเย็นแผ่ซ่านมาจากทุกทิศทาง
ในวินาทีนั้นเย่เทียนถึงกับหนังศรีษะชาขนลุกชันไปหมด!
นี่...นี่คือคุณชายเฉินที่ชิงจู้พูดถึงเมื่อกี้เหรอ?
คนผู้นี้...คนผู้นี้คือใครกัน?
ทำไมแค่เขามองตนแวบเดียวตนถึงตัวสั่นไปทั้งตัวแขนขาก็ขยับไม่ได้เลย??
เหงื่อเม็ดโตกลิ้งลงจากหน้าผากของเย่เทียน
ถ้ามีคนยืนดูใกล้ๆในตอนนี้จะต้องเห็นเส้นเลือดปูดที่หน้าผากเขาแน่
อยากขยับตัวแต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง
แม้จะใช้พลังทั้งหมดก็ขยับไม่ได้สักนิด!
แต่แรงกดดันนี้มาก็เร็วไปก็เร็ว
เมื่อคุณชายเฉินหันสายตาไปจากเขา
เย่เทียนก็รู้สึกว่าร่างกายขยับได้อีกครั้ง
ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สูงเยี่ยงตัวเอกผู้ผงาดจากความยากลำบาก
พอพ้นจากการกดดันเย่เทียนก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
ถึงขนาดพลิกโต๊ะและชามเต้าฮวยตรงหน้าล้มกระจาย!
“ท่านคือผู้ใดกัน!”
“เหตุใดจึงมาที่เมืองเลี่ยหยางของข้า??”
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้เนี่ยชิงจู้งงงวย
นางหันมองเย่เทียนโดยไม่รู้ตัว
“พี่เย่เทียน...พี่เป็นอะไรไป?”
“ชิงจู้...รีบมาทางนี้มายืนอยู่ข้างหลังข้า!”
“คนตรงหน้าพวกเราอันตรายมาก!!”
อันตรายมาก?
คราวนี้เนี่ยชิงจู้ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่
พี่เย่เทียนบอกว่าใครอันตราย?
ยังไม่ทันที่นางจะได้ตอบอะไร
คุณชายเฉินก็ยิ้มอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิเดินไปนั่งลงที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งอย่างไม่สนใจใคร
“เมืองเลี่ยหยางห้ามคนต่างถิ่นมาทานข้าวหรือ?”
เมื่อได้ยินคุณชายเฉินพูดและเห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียดระวังตัวของเย่เทียน
เนี่ยชิงจู้ถึงได้เข้าใจในที่สุดว่าพี่เย่เทียนกำลังระแวงใคร
นางอดไม่ได้ที่จะทั้งขำทั้งจนใจ
แต่เพียงวินาทีต่อมานางก็รีบพูดกับเย่เทียน
“พี่เย่เทียน...อย่าตระหนกไป!”
“ท่านผู้นี้คือคุณชายเฉินที่ข้าพูดถึงเมื่อกี้!”
“เขาไม่ใช่คนเลวหรอก!”
“เขาคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า!”
ไม่ใช่คนเลว? เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตชิงจู้?
เย่เทียนไม่ได้ลดการป้องกันลงเพราะประโยคนี้แต่ยังคงจ้องคุณชายเฉินอย่างระวังตัวสุดชีวิต!
แต่คุณชายเฉินไม่ได้สนใจสายตาราวเผชิญศัตรูของเย่เทียนเลย
หันมองเนี่ยชิงจู้แทน
จากนั้นก็ยิ้มบางๆแล้วกล่าว
“ชิงจู้...เหมือนเดิมก็พอ”
“เหมือนเดิมหรือเจ้าคะ? ได้เลยข้าเข้าใจแล้ว!”
รู้จักกันมานานหลายวันเนี่ยชิงจู้ย่อมเข้าใจความหมายของคุณชายเฉิน
จึงรีบหันไปบอกปู่
“ท่านปู่...คุณชายเฉินขอเต้าฮวยราดน้ำมันต้นหอมหนึ่งชาม!”
“รู้แล้ว!”
ตาเฒ่าเนี่ยดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าคุณชายเฉินเป็นพิเศษ
พอทำเต้าฮวยเสร็จก็วางลงตรงหน้าคุณชายเฉินก็พูดตรงๆ
“เจ้าหนุ่ม...กินชามนี้เสร็จแล้วรีบไปซะ!”
“...........”
ยังไม่ทันที่คุณชายเฉินจะตอบอะไรเมื่อเห็นปู่เนี่ยมีท่าทีเย็นชาเนี่ยชิงจู้กลับดูไม่พอใจแทน
อดไม่ได้ที่จะตำหนิเบาๆ
“ท่านปู่...ท่านพูดอะไรของท่าน!”
“คุณชายเฉินคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหลานทำไมถึงพูดแบบนี้กับเขาได้!”
“ถึงจะเป็นแขกธรรมดาก็ไม่ควรพูดว่าให้รีบกินแล้วรีบไปแบบนี้หรอก!”
เมื่อเห็นหลานสาวเหมือนถูกคุณชายเฉินสะกดจิตคอยช่วยพูดให้เขาตลอด
ในใจตาเฒ่าเนี่ยก็พลันรู้สึกจนใจ
แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไร
แค่เหลือบมองคุณชายเฉินแล้วฮึดฮัดหนึ่งครั้งก่อนกลับไปยุ่งที่แผงลอยต่อ!
รู้ว่าปู่นิสัยแบบนี้เนี่ยชิงจู้จึงไม่ได้ถือสา
จากนั้นหันมองคุณชายเฉินยิ้มร่าแล้วกล่าว
“คุณชายเฉิน...เต้าฮวยราดน้ำมันต้นหอมเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!”
“รีบกินตอนร้อนๆนะเจ้าค่ะ”
“ไม่งั้นเย็นแล้วจะไม่อร่อยเอา”
“ได้...ขอบคุณที่เตือนนะชิงจู้!”
คุณชายเฉินก็ไม่ได้รังเกียจว่าแผงลอยเล็กแคบหยิบช้อนตักเต้าฮวยเข้าปากหนึ่งคำ
แล้วจึงยิ้มน้อยๆมองเนี่ยชิงจู้
“ฝีมือท่านเนี่ยไม่เลว”
“แต่ข้ากลับยังรู้สึกว่าเต้าฮวยราดน้ำมันต้นหอมที่ชิงจู้ทำเองอร่อยกว่า!”