- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 5.นางเอกผู้มีโชคชะตาสวรรค์งดงามจริงๆ!
5.นางเอกผู้มีโชคชะตาสวรรค์งดงามจริงๆ!
5.นางเอกผู้มีโชคชะตาสวรรค์งดงามจริงๆ!
งดงามยิ่งนักถึงขั้นกล่าวได้ว่าเป็นหญิงงามที่ล้มเมืองได้ทีเดียว
นี่สินะคือเสน่ห์เฉพาะตัวของนางเอกผู้มีโชคชะตาแห่งสวรรค์?
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเลี่ยพูดไม่ออกคือแม้ซูชิงเหยียนจะงดงามไร้ที่ติแต่ในระบบกลับให้คะแนนเพียง 90 คะแนน!
ความงามที่ตื่นตะลึงขนาดนี้ยังได้แค่ 90 คะแนนในระบบเท่านั้น
เฉินเลี่ยไม่กล้าจินตนาการเลยว่าสตรีที่มีคะแนนสูงกว่านี้จะงดงามสะพรั่งขนาดไหน!
ได้แค่ผ่านเกณฑ์ก็ถือว่า “ไม่เลว” แล้ว!
มาตรฐานการตัดสินของระบบที่สูงขนาดนี้ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?
ถึงแม้เป้าหมายของเขาคือขยายจำนวนสมาชิกตระกูลแต่เฉินเลี่ยก็ไม่ต้องการให้คนรอบตัวเป็นแค่พวกที่มาเติมจำนวน!
มีเพียงสตรีที่งดงามและมีคุณภาพอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะคู่ควรเป็นคนใกล้ชิดเคียงหมอนกับเขา
อืม...ตอนนี้มีระบบช่วยแล้วเขาคงไม่ต้องกังวลเรื่องภัยคุกคามจาก “ตัวเอกผู้โชคมีชะตา” อีกต่อไป
ส่วนเหตุผลที่เฉินเลี่ยเรียกซูชิงเหยียนมาพบเป็นการส่วนตัว
ในสถานการณ์แบบนี้วัตถุประสงค์ของเขาก็ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
“เจ้าหรือคือคุณหนูใหญ่ตระกูลซูแห่งเมืองเลี่ยหยาง ซูชิงเหยียน?”
ตั้งแต่คุกเข่าลงซูชิงเหยียนก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา
ใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัดเพราะเฉินเซวียนประมุขน้อยเกิดเรื่องขึ้นที่ตระกูลซูของนาง
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวนางจะไม่หวาดกลัวตื่นตระหนกได้อย่างไร?
ต่อหน้าตัวตนระดับบรรพชนเพียงตระกูลซูเล็กๆอย่างพวกนางแทบจะเท่ามดแมลง
เพราะกลัวว่าเฉินเลี่ยจะโทษความผิดมาใส่ตนและตระกูลซูจากเรื่องที่เฉินเซวียนเกิดเรื่องซูชิงเหยียนจึงหวาดกลัวขนาดนี้!
พอเห็นบรรพชนเอ่ยปากนางไม่กล้าชักช้า
กัดริมฝีปากบางๆแน่นจากนั้นจึงตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“ตอบท่านบรรพชน...ข้าคือซูชิงเหยียนเจ้าค่ะ!”
วินาทีต่อมาเฉินเลี่ยก็พูดต่อ
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเรียกเจ้ามาเพื่อเรื่องใด?”
“รู้เจ้าค่ะท่านบรรพชนต้องการสอบถามเรื่องที่ประมุขน้อยได้รับบาดเจ็บ!”
อาจเพราะกลัวว่าเฉินเลี่ยจะโทษความผิดมาใส่ตนและตระกูลซูจริงๆ
ยังไม่ทันที่เฉินเลี่ยจะพูดต่อซูชิงเหยียนก็รีบอธิบายด้วยความร้อนรน
“ท่านบรรพชน...เรื่องที่ประมุขน้อยเกิดเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลซูของข้าจริงๆนะเจ้าค่ะ”
“พวกเราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายประมุขน้อยขอท่านบรรพชนโปรดไตร่ตรองให้ดีอย่าได้โทษความผิดมาตระกูลซูของข้าเลยเจ้าค่ะ!”
เห็นซูชิงเหยียนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าใบหน้าซีดเซียวขณะอธิบายว่าตน “ไม่รู้เรื่อง” นี้
วินาทีต่อมาเฉินเลี่ยก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาจงใจทำให้สีหน้าแสดง “ความเยาะเย้ย” ออกมาเล็กน้อย
“จริงๆไม่รู้หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้?”
ท่...ท่านบรรพชนหมายความว่าอย่างไรเจ้าค่ะ?
หรือว่าท่านบรรพชนรู้เรื่องอะไรบางอย่างแล้ว?
แต่...แต่เป็นไปไม่ได้น่าเรื่องนั้นถูกปกปิดไว้แนบเนียนขนาดนั้นบรรพชนไม่น่าจะรู้ได้
ขณะที่ในใจซูชิงเหยียนกำลังคิดไปต่างๆนานา
วินาทีต่อมาเฉินเลี่ยก็ตบโต๊ะดังปังหนึ่งที
โต๊ะหินขนาดใหญ่แตกกระจายเป็นผุยผงในพริบตา
จากนั้นก็ได้ยินเฉินเลี่ยกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียง “โกรธจัด”
“ดีมาก! ดีมาก! คุณหนูใหญ่ตระกูลซูต่อหน้าข้าแล้วยังกล้าปกปิดความจริงอยากจะหลอกข้าใช่ไหม?”
“ข้าไม่เคยมีเจตนา......”
“พอแล้วอย่าพูดอีก!”
ยังไม่ทันที่ซูชิงเหยียนจะพูดจบด้วยความร้อนรนเฉินเลี่ยก็ตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา
จากนั้นก็เล่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ออกมาทีละคำอย่างไม่ตกหล่น
“พวกเซวียนเอ๋อร์น่าจะถูกคนจากตระกูลเย่ทำร้ายใช่ไหม?”
“คุณหนูซูยังกล้าบอกอีกหรือว่าไม่รู้เรื่องนี้?”
อะไรนะบรรพชนรู้แล้วว่าประมุขน้อยถูกคนตระกูลเย่ทำร้าย?
ในวินาทีนี้ซูชิงเหยียนถึงกับอึ้งไปทั้งตัว
ดวงตาคู่สวยของนางฉายแววไม่อยากเชื่ออย่างรุนแรง
เรื่องนี้...เรื่องนี้มีคนรู้แค่ไม่กี่คนบรรพชน...รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
..........
ในนิยายต้นฉบับซูชิงเหยียนก็รู้เรื่องที่เฉินเซวียนจะส่งคนไป “สั่งสอน” เย่เทียน
เพื่อให้นางเอกอย่างนางเกิดความรู้สึกดีต่อตนเพิ่มขึ้นและยังได้แสดงความกล้าหาญของตัวเองไปในตัว
ก่อนส่งผู้อาวุโสสิบสามลงมือเฉินเซวียนจึงเล่าเรื่องนี้ให้ซูชิงเหยียนฟัง
เย่เทียนไม่คู่ควรกับข้าแล้วข้าไปขอถอนหมั้นมีอะไรผิด?
แต่เย่เทียนกลับไม่รู้จักดียังกล้าตะโกนโวยวายบอกว่าจะทำให้ข้าต้องเสียใจในภายหลัง
พอเจอเรื่องนี้ซูชิงเหยียนเองก็โกรธไม่น้อย
จึงยอมรับโดยปริยายตราบใดที่ไม่ถึงชีวิตการสั่งสอนให้เขาสักหน่อยก็ไม่เป็นไรให้เขาได้รู้ซึ้งว่าในสายตานางตอนนี้ เขาเป็นเพียงสิ่ง “เล็กน้อย” แค่ไหน!
เฉินเซวียนก็ส่งคนลงมือจริงๆ
แต่พัฒนาการของเรื่องก็ออกนอกเหนือความคาดหมายของซูชิงเหยียน
ผู้อาวุโสสิบสามไม่กลับมา
แถมประมุขน้อยเฉินยังเกิดเรื่องในคืนเดียวกันนั้นด้วย
ประมุขน้อยสำนักอู่จี๋เกิดเรื่องขึ้นที่ตระกูลซูนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่
นางกลัวว่าบรรพชนจะโทษความผิดมาตระกูลซูซูชิงเหยียนจึงรีบนำทั้งสองคนมาที่นี่เพื่อ “ชี้แจง” ด้วยตัวเอง!