- หน้าแรก
- ปรมาจารย์กายาหยาง สยบมารทั่วหล้า
- บทที่ 10 ลาดตระเวนยามวิกาลถูกโจมตี!
บทที่ 10 ลาดตระเวนยามวิกาลถูกโจมตี!
บทที่ 10 ลาดตระเวนยามวิกาลถูกโจมตี!
ผู้ฝึกวรยุทธ์พลังวังชาเปี่ยมล้น เฉินจิ่งสิงงีบหลับไปเพียงสองชั่วยาม (4 ชั่วโมง) ก็กลับมากระปรี้กระเปร่าเต็มที่ พอออกจากบ้าน ก็จวนจะถึงเวลาเคอร์ฟิวของอำเภอพอดี
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าที่ว่าการอำเภอ เขาก็ถูกขวางไว้
ผู้ที่ขวางทางไม่ใช่ใครอื่น คือชุยคุน หัวหน้าหมู่กองปราบ ผู้มีรูปร่างหน้าตาธรรมดาสามัญ ไม่กำยำล่ำสันเหมือนหวังหู่ ดูราวกับคนงานแบกหามที่ท่าเรือชวีเจียงเสียมากกว่า
การกระทำของชุยคุนก็ดูเรียบง่ายไม่ต่างจากรูปลักษณ์ภายนอก เขาเป็นคนประเภทประจบสอพลอเจ้านาย แต่ยิ้มแย้มเป็นกันเองกับลูกน้อง ไม่ว่าใครหน้าไหน เจ้านี่ก็ดูจะมีใบหน้าเปื้อนยิ้มมอบให้เสมอ
แต่คนที่ไต่เต้าจากสามัญชนจนครองตำแหน่งหัวหน้าหมู่ได้อย่างมั่นคงมานับสิบปี จะไร้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวได้อย่างไร? เฉินจิ่งสิงสงสัยตะหงิดๆ ว่าแผนการกลั่นแกล้งสารพัดจากหัวหน้าหมู่กองปราบ อาจจะเป็นฝีมือการบงการของชายผู้นี้
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มพิมพ์ใจของชายชรา เฉินจิ่งสิงก็ไม่อาจชักดาบฟันเขาให้ตายคามือได้
"จิ่งสิง คืนนี้เป็นเวรลาดตระเวนของเจ้า ติดตามทหารจากกองลาดตระเวนแล้วตรวจตราให้ถี่ถ้วน อย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อคืนวานซืนอีก!"
พูดจบ ชุยคุนก็ยื่นมือมาตบไหล่เฉินจิ่งสิงประหนึ่งผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ระวังตัวให้ดีทุกฝีก้าว ปีศาจร้ายพวกนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใต้เท้าจากกองลาดตระเวนและหน่วยองครักษ์เจิ้นอู่จัดการ พ่อเจ้าตายอย่างมีเงื่อนงำ ตระกูลเฉินยังต้องพึ่งเจ้าในการสืบทอด ดูแลความปลอดภัยของตัวเองเป็นสำคัญ!"
เฉินจิ่งสิงมองชุยคุนด้วยความสับสนงุนงง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชา เขาจึงไม่อาจโต้แย้งได้ ได้แต่ประสานมือคารวะ
"ขอบคุณใต้เท้าที่ชี้แนะขอรับ!"
"ดี ไปได้แล้ว!"
มองดูแผ่นหลังของเฉินจิ่งสิงเดินจากไป รอยยิ้มแห่งชัยชนะผุดขึ้นบนใบหน้าคล้ำแดดของชุยคุน
เมื่อรัตติกาลมาเยือน สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน คืนนี้ที่ว่าการอำเภอจึงระดมพลกว่าสิบชีวิตออกลาดตระเวน หากนับรวมทหารจากกองลาดตระเวนด้วยแล้ว น่าจะมีกำลังพลราวห้าสิบถึงหกสิบคน
แต่เฉินจิ่งสิงกลับรู้สึกใจคอไม่ดี โดยเฉพาะหลังจากได้ยินถ้อยคำแสดงความห่วงใยจากชุยคุนเมื่อครู่
หมาจิ้งจอกมาอวยพรไก่ ย่อมไม่หวังดี!
"เฮ้ย ได้ข่าวหรือยัง? คนที่ตายเมื่อตอนเช้ามืด คือน้องเมียของหวังหู่ หัวหน้าหมู่กองกำลังจริงๆ ด้วย!"
"ใครใช้ให้เจ้านั่นไปนอนค้างอ้างแรมที่หอวิหคแดงล่ะ? ได้ยินว่าหวังหู่โกรธจนแทบเป็นลมเชียวนะ!"
"หืม? ซุนไล้วจื่อเป็นแค่น้องเมียไม่ใช่รึ? แถมไม่ได้เป็นน้องชายเมียหลวงด้วยซ้ำ ทำไมถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น?"
เฉินจิ่งสิงยืนอยู่รั้งท้าย แอบฟังเหล่าหัวหน้าหมู่กระซิบกระซาบ ทันใดนั้น คนหนึ่งก็ลดเสียงลงจนแทบกระซิบ พูดอย่างระมัดระวัง
"ลูกพี่ลูกน้องของเมียข้าที่มีน้าสะใภ้ทำงานเป็นคนรับใช้บ้านตระกูลหวังแอบได้ยินข่าวลือมาว่า... สมัยหวังหู่เป็นทหารหนุ่มๆ 'ราก' ของเขาถูกตัดขาด ชาตินี้ไม่มีทางมีลูกสืบสกุลได้!"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับซุนไล้วจื่อ? มันไม่ใช่ลูกเขาสักหน่อย"
"เฮอะ เรื่องมันยาว ข้าได้ยินมาว่าพี่สะใภ้ของซุนไล้วจื่อสมัยสาวๆ ค่อนข้างสำส่อน แอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับหวังหู่ จนตั้งท้อง... แต่ทำอีท่าไหนไม่รู้ ถึงได้ไปแต่งงานกับคนซื่อบื้อ แล้วจู่ๆ ก็คลอดน้องชายออกมาอีกคน... ลองคิดดูสิว่าหวังหู่เป็นคนระดับไหน? ทำไมถึงไปหลงรักพี่สะใภ้ชาวบ้านได้? เรื่องนี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อน ต้องขบคิดให้ดี!"
ทุกคนต่างทำหน้าตาตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็น เฉินจิ่งสิงเองก็เช่นกัน
"ซุนไล้วจื่อที่แท้เป็นลูกของหวังหู่รึ? มิน่าเล่า หวังหู่ถึงได้ให้ความสำคัญกับน้องเมียคนนี้นัก นี่คงเป็นที่มาความมั่นใจของซุนไล้วจื่อที่กล้าทำตัวกร่างไปทั่วทั้งสามกอง"
เฉินจิ่งสิงคิดในใจ
ด้วยจำนวนคนที่มากมายขนาดนี้ หนึ่งทีมมีสมาชิกถึงแปดเก้าคน เดินแถวลาดตระเวนกันอย่างองอาจราวกับทหารหาญ ด้วยขนาดกำลังพลระดับนี้ ต่อให้เจอจอมยุทธ์ขั้นกระดูกหยก ก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้
เห็นดังนั้น ความกังวลของเฉินจิ่งสิงก็มลายหายไปเกือบหมด
เวลา 19.45 น. เสียงรองเท้าบูทสีดำของเหล่าหัวหน้าหมู่กระทบแผ่นหินดังเป็นจังหวะ
เฉินจิ่งสิงถือโคมไฟที่เหลือเพียงครึ่งดวง เปลวไฟวูบไหวตามแรงลม ทอดยาวเป็นเงาตัวอักษร "จับ" (ปู้) บนกำแพงสีขาว
เสื้อคลุมตัวโคร่งสะบัดพึ่บพั่บในสายลมยามค่ำคืน ใบไม้ร่วงจากต้นหรูเก่าแก่ร่วงหล่นลงมา
ทันใดนั้น จมูกของเฉินจิ่งสิงกระตุกวูบ หัวใจที่สงบนิ่งพลันเต้นรัว กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก
"ไม่ได้การ มีบางอย่างผิดปกติ!"
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่ก็ทำให้ทั้งขบวนหยุดชะงัก ทุกคนกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เห็นเพียงพังพอนตัวหนึ่งบนหลังคา คาบไก่ที่ถูกถลกหนังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับตกใจตื่น
"เฮอะ ในเมืองก็มีพังพอนด้วยรึ หาดูยากนะเนี่ย!"
สวีเอ้อร์หลาง หัวหน้าหมู่ที่นินทาเจ้านายเมื่อครู่ ถอนหายใจอย่างโล่งอก หันมามองเฉินจิ่งสิงพร้อมหัวเราะเบาๆ
"เฉินจิ่งสิง หูผีพนันของเจ้านี่ไวจริงนะ!"
"ทำเอาตกอกตกใจหมด นึกว่าเจออะไรเข้าจริงๆ ซะอีก"
หัวหน้าหมู่หลายคนหัวเราะเยาะ ท่าทางผ่อนคลาย
ยังไงเสีย มีทหารจากกองลาดตระเวนอยู่ด้วย หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ก็คงไม่ถึงมือพวกเขาหรอก
สมาชิกกองลาดตระเวนด้านหน้าเก็บอาวุธ มองเฉินจิ่งสิงด้วยสายตาตำหนิ แล้วเดินหน้าต่อ
เฉินจิ่งสิงขมวดคิ้ว เขาค่อนข้างมั่นใจว่าตนไม่ได้จำกลิ่นคาวเลือดนั้นผิด
"กลิ่นเลือดไก่จริงๆ งั้นรึ?"
ลมราตรีพัดเอื่อยๆ กลิ่นคาวเลือดในสายลมเริ่มรุนแรงขึ้น แถมยังมีกลิ่นเน่าเหม็นปะปนมาด้วย ทำเอาหัวใจของเฉินจิ่งสิงเต้นโครมครามไม่หยุด
ไม่! ไม่ใช่กลิ่นเลือดไก่!
"เคร้ง!"
ดาบสั้นที่เอวถูกชักออกจากฝัก สายตาของเฉินจิ่งสิงจับจ้องไปที่ปากตรอกแห่งหนึ่ง
สวีเอ้อร์หลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ "เฮ้ย! จะเอายังไงกันแน่? ไม่..."
"หุบปาก!"
เฉินจิ่งสิงตวาดเสียงต่ำ แผ่รังสีอำมหิตเยือกเย็น จ้องเขม็งไปที่ปากตรอก
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างรู้สึกหวาดหวั่น
ทันทีที่หลายคนกำลังจะโมโห กลิ่นเหม็นเน่านั้นก็ลอยมาแตะจมูกทุกคนในที่สุด
สีหน้าของทหารกองลาดตระเวนด้านหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบชักดาบออกมาและกวาดตามองรอบตัวอย่างตื่นตัว
"ครืด! ครืด!!!"
เสียงลากของหนักดังมาจากตรอกที่แสงจันทร์ส่องไปไม่ถึง
หัวหน้าหมู่ที่อยู่ใกล้เคียงตัวสั่นด้วยความกลัว โยนโคมไฟเข้าไปในตรอกต้นเสียง
ทว่า ทันทีที่แสงโคมสีส้มสาดส่องเข้าไปในตรอก...
เงาดำร่างหนึ่งพุ่งออกมา แขนขายาวเรียวตวัดวูบราวกับแส้ ฟาดใส่ทหารกองลาดตระเวนสามคนที่นำหน้าอยู่
ความเร็วนั้นเหลือเชื่อ แม้สายตาจะมองเห็นปีศาจร้ายแล้ว แต่ร่างกายกลับตอบสนองไม่ทัน
ทหารระดับผิวทองแดงทั้งสามคนปลิวว่อนราวกับลูกข่าง คนหนึ่งถึงกับขาดครึ่งท่อนที่เอว
ทหารที่เหลือรีบจุดพลุสัญญาณ ดอกไม้ไฟสีแดงฉานระเบิดก้องบนท้องฟ้าทันที
เมืองโบราณแห่งนี้ไม่มีตึกสูงระฟ้า เพียงพริบตา แสงไฟลุกโชนก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งอำเภอ
ผู้ที่เคลื่อนไหวเป็นกลุ่มแรกคือสองยอดฝีมือระดับโลหิตทองคำจากกองลาดตระเวน และผู้ตรวจการจากสำนักจิ้งเย่
เจ้าปีศาจร้ายตรงหน้าก็ชะงักไปเมื่อเห็นแสงไฟ
แต่ดวงตาสีเลือดของมันกวาดมองฝูงชน และทันทีที่สบตากับเฉินจิ่งสิง บางสิ่งบางอย่างก็ดึงดูดมัน บอกมันว่า... คนคนนี้ต้องตาย
เสียงหวีดหวิวดังขึ้นข้างหูทุกคน แขนหน้ายาวเหยียดของปีศาจร้ายตะปบเข้าใส่กลุ่มหัวหน้าหมู่ด้านหลังอย่างรุนแรง
เห็นดังนั้น หัวหน้าหมู่หลายคนถึงกับปัสสาวะราด
ลำพังจะจับโจรผู้ร้ายพวกเขายังลังเล พอมาเจอปีศาจร้ายแบบนี้ ความกล้าก็หดหายไปจนหมดสิ้น ขาอ่อนแรงทรุดฮวบลงกับพื้น ก่อนจะถูกปีศาจร้ายปัดกระเด็นไป
หัวใจของเฉินจิ่งสิงดิ่งวูบ ลางสังหรณ์บอกเขาว่า เจ้าปีศาจร้ายตัวนี้พุ่งเป้ามาที่เขา
"ข้าหนีไอ้เวรนี่ไม่พ้นแน่!"
วินาทีถัดมา ดาบสั้นในมือของเขาก็ฟาดฟันออกไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว
ประกายดาบคมกริบสะท้อนแสงจันทร์เย็นยะเยือก ปะทะเข้ากับแขนสีซีดเผือดที่พุ่งเข้ามาโจมตีอย่างจัง
ทันใดนั้น เลือดเหม็นเน่าก็สาดกระเซ็น!