- หน้าแรก
- ใครว่าขายไข่ไม่รวย บันทึกเส้นทางเศรษฐีของคุณพ่อ
- บทที่ 26 ขายหัวไชเท้าและแตงโมให้พ่อค้าผัก
บทที่ 26 ขายหัวไชเท้าและแตงโมให้พ่อค้าผัก
บทที่ 26 ขายหัวไชเท้าและแตงโมให้พ่อค้าผัก
บทที่ 26 ขายหัวไชเท้าและแตงโมให้พ่อค้าผัก
"พ่อหนุ่ม ระวังหน่อย! อย่าล้มนะ!" สวีเจี้ยนกั๋วมองด้วยใจระทึก
หลินเจวี๋ยแบกหัวไชเท้ามาเยอะขนาดนั้น กะด้วยสายตาคร่าวๆ ต้องมีสองถึงสามร้อยจินแน่ๆ!
คนธรรมดาคงยกไม่ไหว แต่เขากลับแบกมันได้อย่างสบายๆ เดินลิ่วราวกับติดปีก แถมยังยิ้มทักทายเขาได้อีกต่างหาก
"คุณลุง รอนานไหมครับ? ขอโทษทีนะครับ! ทางบนเขามันเดินยาก เลยเสียเวลาไปหน่อย" หลินเจวี๋ยวางตะกร้าลงแล้วแก้เชือกออก
สวีเจี้ยนกั๋วรีบยกตาชั่งกิโลลงมาจากรถสามล้อ เอาหัวไชเท้าขึ้นวางแล้วแขวนลูกตุ้มเพื่อชั่งน้ำหนัก
ตาชั่งของเขารับน้ำหนักได้แค่ครั้งละสองร้อยจิน แต่หัวไชเท้าพวกนี้หนักเกินพิกัดแน่นอน เลยต้องแบ่งชั่งทีละล็อต
สุดท้าย หลังจากการชั่งสามครั้ง ยอดรวมทั้งหมดคือห้าร้อยห้าสิบห้าจิน!
เมื่อสวีเจี้ยนกั๋วเห็นตัวเลขนั้น เขาก็ถึงกับตะลึง ห้าร้อยกว่าจิน! หลินเจวี๋ยแบกลงมาจากเขาด้วยตัวคนเดียว ก้าวต่อก้าวเนี่ยนะ!
พ่อหนุ่มคนนี้ หรือจะเป็นฌ้อปาอ๋องกลับชาติมาเกิด จอมพลังชัดๆ!
"อะแฮ่ม" สวีเจี้ยนกั๋วดึงสติกลับมา หยิบเครื่องคิดเลขออกมาดีดคำนวณ "หัวไชเท้าทั้งหมดเจ็ดสิบหัว หนักรวมห้าร้อยห้าสิบห้าจิน อิงจากราคาที่รับซื้อคราวที่แล้ว ลุงให้จินละสามหยวน เป็นไง?"
"จินละสามหยวนน้อยไปหน่อยนะครับลุง คุณภาพหัวไชเท้าล็อตนี้ดีกว่ารอบที่แล้วอีก ทั้งหวานกว่า ทั้งหัวใหญ่กว่า ราคารับซื้อน่าจะขยับขึ้นอีกนิดถึงจะสมเหตุสมผลนะครับ!" หลินเจวี๋ยพูดไปตามความจริง
สวีเจี้ยนกั๋วไม่ได้ตาบอด เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าหัวไชเท้าพวกนี้เกรดดีกว่าล็อตก่อนจริงๆ
เขารู้ดีว่าอำนาจการตัดสินใจว่าจะขายให้ใครอยู่ที่หลินเจวี๋ย
ถ้าพ่อค้าผักคนอื่นมาเจอ 'หัวไชเท้าแตงโม' นี้เข้า แล้วอยากรับซื้อจากหลินเจวี๋ยเหมือนกัน โดยเสนอราคาที่สูงกว่าเขา สวีเจี้ยนกั๋วคงจะอดได้ของดีไปขาย
เพื่อให้หลินเจวี๋ยยอมร่วมมือกับเขาในระยะยาว เขาต้องเสนอราคาที่ทำให้อีกฝ่ายพอใจ
เขาเป็นพ่อค้าผักมาเป็นสิบปี หลักการง่ายๆ แค่นี้ทำไมจะไม่เข้าใจ
"งั้น เอาอย่างนี้พ่อหนุ่ม ลุงให้ราคาจินละสี่หยวน! ถ้าสูงกว่านี้ ลุงเอาไปขายต่อลำบากแล้ว! คนรวยในเมืองฮวาเฉิงมีไม่เยอะ แล้วแถบภูเขาเหมยโจวบ้านเรา เงินทองมันไม่ได้หากันง่ายๆ!"
สวีเจี้ยนกั๋วพูดจากใจจริง
ต่อให้หัวไชเท้าแตงโมจะเป็นของแปลกใหม่ แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมควักเงินแพงๆ ซื้อผักมาลองชิม
เขากลัวที่สุดคือซื้อมาแล้วขายไม่ออก มันจะกลายเป็นเข้าเนื้อตัวเอง ดังนั้นเรื่องราคาเขาจึงต้องระมัดระวังมาก
หลินเจวี๋ยคำนวณในใจ หัวไชเท้าห้าร้อยห้าสิบห้าจิน จินละสี่หยวน ก็เป็นเงินสองพันกว่าหยวน!
นี่เป็นเงินก้อนโตแน่นอน เขาหาเงินวันเดียวได้เท่ากับคนอื่นทำงานตั้งสี่เดือน!
แถมหัวไชเท้าพวกนี้ยังโตเร็วเหลือเชื่อ ใช้เวลาปลูกจนเก็บเกี่ยวสั้นนิดเดียว นี่มันกำไรมหาศาลชัดๆ!
ราคาต่ำลงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะหัวไชเท้าพวกนี้ปลูกวันสองวันก็ได้เก็บแล้ว ถ้าสามารถผูกปิ่นโตกับสวีเจี้ยนกั๋วได้ยาวๆ เงินที่จะไหลมาเทมาในวันข้างหน้าย่อมประเมินค่าไม่ได้
"ตกลงครับ! ผมขายให้ลุงจินละสี่หยวน!" หลินเจวี๋ยตกลง
สวีเจี้ยนกั๋วนับเงินสองพันสองร้อยยี่สิบหยวนให้อย่างมีความสุข ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์
ทั้งสองฝ่ายยื่นหมูยื่นแมว
ก่อนจะจากไป หลินเจวี๋ยร้องทักเขาแล้วถามว่า "คุณลุงพักอยู่ที่ไหนครับ? วันหลังผมจะได้เอาหัวไชเท้าไปส่งให้ลุงโดยตรงเลย!"
สวีเจี้ยนกั๋วหัวเราะร่า "ลุงอยู่ในเมืองฮวาเฉิง ไม่ใช่คนหมู่บ้านจินหลงหรอก แต่ลุงขับรถมารับผักที่หน้าหมู่บ้านทุกวันตอนเที่ยง ถ้าจะหาลุง ก็มารอที่หน้าหมู่บ้านได้เลย!"
"รับทราบครับลุง เดินทางปลอดภัยนะครับ!"
"โอเค! ไม่ต้องมาส่งหรอก รีบกลับบ้านเถอะ!"
สวีเจี้ยนกั๋วขับรถสามล้อเครื่องจากไป เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม
ในขณะนั้นเอง กลุ่มชายชราที่นั่งชุมนุมกันอยู่ใต้ต้นไทรต่างเห็นการซื้อขายทั้งหมด คนที่เอา 'หัวไชเท้าขาว' มาขายคือหลินเจวี๋ย
เจ้าเด็กนี่เริ่มทำไร่ไถนาตั้งแต่เมื่อไหร่?
แถมหัวไชเท้าขาวหัวเบ้อเริ่มที่มันปลูก ยังขายได้ตั้งจินละสี่หยวน?
นั่นมันกำไรล้วนๆ เลยนะ!
เหล่าผู้เฒ่าเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส หมู่บ้านจินหลงเดิมทีก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา เรื่องขี้ปะติ๋วแค่ไหน เหล่าลุงป้าน้าอาก็เอามาคุยกันได้เป็นวรรคเป็นเวร
นับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่และแปลกใหม่ขนาดนี้!
"เจ้าเด็กนี่มันแน่จริงๆ ปลูกหัวไชเท้าจนได้ดิบได้ดี!"
"ถ้าหัวไชเท้าพวกนั้นไม่แพงหูฉี่ขนาดนั้น ข้าก็อยากจะซื้อมาลองชิมสักหัวเหมือนกัน อยากรู้รสชาติหัวไชเท้าจินละสี่หยวนมันเป็นยังไง!"
"เมื่อก่อนข้าโคตรจะขัดหูขัดตาเจ้าหลินเจวี๋ยเลย วันๆ เอาแต่หมกมุ่นกับอะไรที่ชาวบ้านเขาไม่เข้าใจ คอมพิวเตอร์เอย อินเทอร์เน็ตเอย ผลาญเงินที่บ้านจนหมดตัว! เดี๋ยวนี้มารู้จักทำมาหากินทำไร่ทำสวนก็ดีแล้ว ติดดิน อาศัยหากินกับผืนดิน มั่นคงจะตาย!"
หลินเจวี๋ยเดินแบกข้าวของผ่านต้นไทร เห็นเหล่าผู้เฒ่าคุยกันอย่างมีความสุข เขาก็ยกมือทักทาย
"สวัสดีครับปู่ๆ ดื่มชากันอยู่เหรอครับ!"
ท่าทางเขาดูเป็นมิตร เหล่าผู้เฒ่าเห็นแล้วก็รู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษ
"เสี่ยวเจวี๋ย ยุ่งอยู่บนเขามาทั้งวันเลยสินะ? มาๆ มาดื่มน้ำชาแก้กระหายด้วยกันก่อน!" ชายชรากวักมือเรียก
หลินเจวี๋ยไม่ปฏิเสธ ในเมื่อพวกผู้เฒ่ามีน้ำใจ เขาก็เดินเข้าไปยืนคุยใต้ต้นไม้สักครู่
พอยิ่งใกล้ยิ่งสังเกตเห็นว่า รูปร่างของหลินเจวี๋ยดูบึกบึนแข็งแรงขึ้นจริงๆ หน้าตาสดใสมีราศี ผิดกับสภาพผีตายซากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง!
เหมือนลอกคราบเป็นคนใหม่เลยทีเดียว!
"เดี๋ยวนี้เก่งนะพ่อหนุ่ม แอบไปปลูกหัวไชเท้าหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ! วันข้างหน้าถ้าได้ดีมีสุข ก็อย่าลืมกลับมาพัฒนาหมู่บ้านจินหลงของเราให้เจริญบ้างล่ะ!"
ชายชรามองเห็นพลังชีวิตและความกระตือรือร้นของคนหนุ่มในตัวหลินเจวี๋ย
ถ้าวันหน้าเขาเจริญก้าวหน้า คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่
"ฮ่าๆ ปู่ชมเกินไปแล้วครับ! ผมก็แค่หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอกครับ!"
หลินเจวี๋ยตอบอย่างถ่อมตน แล้วนึกขึ้นได้ว่าในตะกร้ามี 'ผลชาพอง' ถุงใหญ่อยู่ เขาจึงหยิบออกมาแบ่งให้พวกผู้เฒ่าชิม
"นี่ผลชาพองที่ผมเพิ่งเก็บมาจากบนเขาครับ ปู่ๆ ลองชิมดูสิครับ แก้กระหายได้ดีเลย!"
แต่ละคนรับผลไม้ขนาดเท่ากำปั้นไปถือไว้ด้วยสีหน้างุนงง
พวกเขาอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบแปดสิบกันแล้ว สมัยหนุ่มๆ ก็กินผลชาพองมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นผลชาพองสวย ลูกใหญ่ และอวบอิ่มขนาดนี้!
ชายชราคนหนึ่งใจกล้า กัดเข้าไปคำโต แล้วก็ต้องตกตะลึง รีบเอ่ยปากชมไม่หยุด!
"อร่อย! รสชาติเหมือนลูกท้อเลย แต่หวานกว่าลูกท้ออีก!"
ผู้เฒ่าคนอื่นๆ เห็นเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็ลองชิมดูบ้างด้วยความอยากรู้
"หวานจริงด้วย คนละเรื่องกับผลชาพองที่ข้าเคยกินสมัยก่อนเลย!"
"เอ็งนี่เก่งนะพ่อหนุ่ม ไปหาผลชาพองดีๆ แบบนี้มาจากไหนเนี่ย!"
หลินเจวี๋ยหัวเราะแหะๆ ไม่ตอบคำถามโดยตรง แค่พูดเปรยๆ ว่า "ผมบังเอิญเจอตอนเดินเขาน่ะครับ จำตำแหน่งที่แน่นอนไม่ได้แล้ว"
"โธ่ ถ้ารู้ที่นะ ข้าจะบอกให้ลูกชายข้าขึ้นเขาไปเก็บมามั่ง!"
"เสี่ยวเจวี๋ยนี่เป็นเด็กดีจริงๆ มีของกินก็รู้จักแบ่งปันคนแก่ เมื่อก่อนพวกเราคงเข้าใจมันผิดไปเอง ที่คิดว่าเป็นพวกไม่เอาถ่าน?"
"นั่นสิ เด็กนี่มันใช้ได้ รู้จักเข้าหาผู้ใหญ่!"
พวกผู้เฒ่าอารมณ์ดีหลังจากได้กินของอร่อย หลินเจวี๋ยบอกลาพวกเขาแล้วเดินกลับบ้าน
เมื่อมาถึงทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ไม่ไกลจากบ้านของเขา
สายตาอันเฉียบคมก็สังเกตเห็นหน้าต่างบ้านหลิวชุ่ยฮวาเปิดอยู่ และมีร่างท้วมๆ เคลื่อนไหวไปมาอยู่ริมหน้าต่างไม่หยุด
และหน้าต่างบานนั้นก็หันตรงมาทางประตูหน้าบ้านหลินเจวี๋ยพอดี!
ป้าหลิวว่างงานจัด ถึงขนาดมาคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวบ้านเขาทุกฝีก้าวเลยเหรอ?
ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว
หลินเจวี๋ยปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที
ในเมื่อป้าหลิวอยากได้เงินคืนนัก งั้นก็ใช้ความโลภของแกมาดัดหลังแกสักหน่อยเป็นไง?
คิดได้ดังนั้น หลินเจวี๋ยก็เริ่มลงมือทันที
เขาเดินอาดๆ กลับบ้าน เคาะประตูเรียกซูชุนเหมยออกมา
น้าซูว่างงานอยู่พอดี เพราะทีมก่อสร้างหยุดงานสองสามวันเนื่องจากอุบัติเหตุเมื่อวาน หลินเจวี๋ยเลยวานให้นางมาอยู่เป็นเพื่อนเจียงสือ
จู่ๆ หลินเจวี๋ยก็เรียกนางออกมาหน้าบ้าน ทำเอานางงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร
"เสี่ยวเจวี๋ย กลับมาแล้วเหรอ" เดิมทีน้าซูก็กะว่าจะกลับบ้านอยู่แล้ว เจียงสือกับเด็กๆ หลับกลางวันกันหมด เหลือแค่นางที่เป็นคนแก่นั่งเฝ้าบ้านคนเดียว มันน่าเบื่อจะตาย
ถ้าหลินเจวี๋ยยังไม่กลับมา นางก็เกือบจะหลับตามไปแล้วเหมือนกัน!
"ฮ่าๆ ขอบคุณมากนะครับน้าซู ที่มาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาผมตอนผมไม่อยู่!" หลินเจวี๋ยกล่าวขอบคุณก่อน
"ไม่เป็นไรหรอก" ซูชุนเหมยโบกมือ "น้าเองก็ว่างอยู่บ้าน ไม่ได้ไปไซต์งาน มานั่งคุยเป็นเพื่อนกับน้องเจียงก็เพลินดี"
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี หลินเจวี๋ยก็หยิบถุงพลาสติกออกมา แล้วนับเงินหนึ่งพันหยวนจากในนั้น
แบงก์ร้อยปึกหนาทำเอาซูชุนเหมยตาค้าง
เขายัดเงินหนึ่งพันหยวนใส่มือน้าซูโดยตรง แล้วพูดว่า "ผมเพิ่งหาเงินมาได้ พอกลับมาถึงก็รีบมาหาน้าเพื่อใช้หนี้เป็นคนแรกเลย! หนึ่งพันหยวนนี้คือเงินที่ผมยืมไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ผมคืนให้ครบแล้ว หนี้สินระหว่างสองบ้านเราถือเป็นอันหมดกันนะครับ!"
ซูชุนเหมยรับเงินหนึ่งพันหยวนมาด้วยมือที่สั่นเทา ไม่อยากจะเชื่อว่าหลินเจวี๋ยจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ในเวลาสั้นๆ แค่นี้!
นางสนิทกับเจียงสือมาก มักจะคุยเรื่องในบ้านกันบ่อยๆ นางรู้ดีว่าสถานการณ์บ้านหลินเจวี๋ยลำบากแค่ไหน
ซูชุนเหมยรู้ว่าพวกเขายังไม่มีปัญญาคืนเงินในตอนนี้ นางเลยไม่เร่งรัด
ยุคสมัยนี้ ใครๆ ก็ลำบากกันทั้งนั้น เห็นอกเห็นใจกันได้ก็ควรทำ ไม่ควรไปซ้ำเติม
นานวันเข้า นางแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยให้หลินเจวี๋ยยืมเงิน
ตอนนี้พอเห็นหลินเจวี๋ยเอาเงินมาคืน นางก็ซาบซึ้งใจมาก
ซูชุนเหมยรับเงินไว้ พยักหน้าแล้วยิ้ม "ขอบใจนะเสี่ยวเจวี๋ย! ดูท่าแม่หนูเจียงจะมองคนไม่ผิด เธอเป็นพ่อหนุ่มที่มีความสามารถจริงๆ! เมียเธอทนลำบากมานาน ในที่สุดก็ได้ลืมตาอ้าปากมีชีวิตดีๆ กับเขาเสียที!"
"ฮ่าๆ ความลำบากย่อมมีวันผ่านพ้นไปครับ ที่ผมขยันหาเงินก็เพราะเห็นแก่ความดีของเจียงสือนี่แหละครับ!" หลินเจวี๋ยยิ้มตอบ
"เอาล่ะ จริงของเธอ! ถ้าไม่มีอะไรแล้ว น้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะ"
"ครับน้า เดินทางปลอดภัยนะครับ!"
หลินเจวี๋ยมองส่งซูชุนเหมยจนเข้าบ้านไป แล้วเขาก็ทำท่าจะเดินกลับเข้าบ้านตัวเองบ้าง
ในเวลานั้นเอง หลิวชุ่ยฮวาที่แอบฟังอยู่ในบ้านมานานจนทนไม่ไหว ก็พุ่งพรวดออกมาจากบ้านแล้วตะโกนเรียกหลินเจวี๋ย
"เสี่ยวเจวี๋ย เดี๋ยวสิ! ป้ามีเรื่องจะคุยด้วย!" หลิวชุ่ยฮวาทำหน้าประจบสอพลอ
พอเห็นปึกเงินหนาๆ ในมือหลินเจวี๋ย นางก็ลิงโลดจนเนื้อเต้น
เมื่อเช้าหลินเจวี๋ยบอกว่าไม่มีเงินให้นาง แต่ตอนนี้มีเงินแล้ว จะไม่ใช้หนี้นางได้ยังไง!
"ป้าหลิว มีธุระอะไรเหรอครับ?" หลินเจวี๋ยแกล้งทำไขสือไม่รู้เจตนาของหลิวชุ่ยฮวา
"เมื่อกี้ป้าเห็นเธอใช้หนี้ให้ชุนเหมย ตอนนี้เธอมีเงินแล้ว ก็ควรจะคืนเงินหนึ่งพันหยวนให้ป้าได้แล้วใช่ไหม?" หลิวชุ่ยฮวาทำหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยม
ในใจนางกระหยิ่มยิ้มย่องไปแล้ว
แต่สีหน้าของหลินเจวี๋ยกลับเปลี่ยนไป เขาพูดเสียงเย็นชาว่า "เมื่อเช้าป้ายังขู่จะเผาบ้านผมอยู่เลย ลูกเมียผมกลัวจนกินข้าวไม่ลง! แล้วผมจะไปมีอารมณ์อยากคืนเงินให้ป้าได้ยังไง?"
"หา...!"
หลิวชุ่ยฮวาอึ้งกิมกี่กับคำพูดของหลินเจวี๋ย นางคิดอยู่นานกว่าจะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่
หน้าของนางถอดสี นางพูดด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้ "พูดแบบนี้ แสดงว่าแกคิดจะเบี้ยวหนี้จริงๆ ใช่ไหม?"
"เปล่า อย่ามาใส่ร้ายกันนะ!" หลินเจวี๋ยแค่นหัวเราะ "ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่คืนเงิน แต่ว่าจะคืนเงินก้อนนี้ให้ป้าหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับการกระทำของป้าเอง! ถ้าป้าฉลาดพอ และมาขอโทษพวกเราอย่างจริงใจ ไม่แน่พรุ่งนี้ผมอาจจะคืนเงินให้ก็ได้นะ?"
"..." หลิวชุ่ยฮวาพูดไม่ออก
ถ้าหลินเจวี๋ยตัดสินใจจะไม่คืนเงินจริงๆ นางก็ทำอะไรเขาไม่ได้เลย
ตอนที่จางต้าจวงให้ยืมเงิน เขาซื่อบื้อจนไม่ได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้!
ถ้าหลินเจวี๋ยยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ได้ติดเงินบ้านนาง หลิวชุ่ยฮวาก็ไม่มีหลักฐานอะไรไปยืนยัน
วินาทีนี้ ต่อให้นางโง่แค่ไหนก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
ว่าจะได้เงินก้อนนี้คืนหรือไม่ มันขึ้นอยู่ที่หลินเจวี๋ยคนเดียว!