เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 เก็บผลไม้ป่ากลับบ้านไปฝากลูก

บทที่ 18 เก็บผลไม้ป่ากลับบ้านไปฝากลูก

บทที่ 18 เก็บผลไม้ป่ากลับบ้านไปฝากลูก


บทที่ 18 เก็บผลไม้ป่ากลับบ้านไปฝากลูก

เพื่อไม่ให้พื้นที่ในแปลงนาเสียเปล่า เขาจึงนำเมล็ดพันธุ์พริก ต้นหอม และผักกาดขาวที่เจียงฉือให้มา หว่านลงในดินที่พรวนเสร็จแล้ว

สุดท้าย เขาก็นำต้นชากล้าเล็กๆ ปลูกลงที่ริมแปลงนา เคียงคู่กับต้นเครื่องเทศอีกสองต้น

"เฮ้อ ในที่สุดก็เสร็จสักที! ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำพุวิเศษจากในมิติช่วยไว้ แถมยังมีพละกำลังเหนือกว่าคนหนุ่มทั่วไป ป่านนี้ฉันคงยืนหยัดทำไม่ไหว คงล้มพับไปเพราะความเหนื่อยแล้วแน่ๆ!"

หลินเจวี๋ยนั่งพักเหนื่อยใต้ร่มไม้ใหญ่ แม้กายจะเหนื่อยล้า แต่ความรู้สึกที่ได้มาจากการลงแรงทำงานอย่างสุจริตนั้น กลับสร้างความภาคภูมิใจให้อย่างบอกไม่ถูก!

เขาค้นตะกร้าสะพายหลังดู ก็เจอเข้ากับถุงพลาสติกใบหนึ่งโดยบังเอิญ เมื่อเปิดออกดูก็พบแผ่นแป้งทอดต้นหอมหลายชิ้นที่เตรียมไว้เสร็จสรรพ

"จำได้ว่าตอนขึ้นเขามาฉันไม่ได้พกเสบียงแห้งมาด้วยนี่นา... หรือว่าจะเป็นฝีมือเจียงฉือ?"

หลินเจวี๋ยชะงักไปเล็กน้อย ที่แท้ก่อนออกจากบ้าน เจียงฉือกลัวว่าเขาจะยุ่งจนไม่มีเวลากลับไปกินข้าว จึงแอบยัดเสบียงแห้งใส่ตะกร้าไว้ให้ เพื่อที่เขาจะได้กินประทังหิวบนเขา

"เฮ้อ" ริมฝีปากของเขายกยิ้มพลางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหยิบแผ่นแป้งทอดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

ภรรยาของเขาก็ยังคงพูดน้อยเหมือนเดิม แต่กลับคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่อย่างเงียบๆ

แม้รสชาติของแผ่นแป้งทอดจะไม่ได้เลิศรสอะไร ทั้งแห้งและจืดชืดไปหน่อย แต่เมื่อนึกว่าเป็นสิ่งที่ภรรยาตั้งใจทำให้ เขาก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างประหลาด

หลังจากรีบกินจนอิ่มท้อง หลินเจวี๋ยก็ปัดก้นลุกขึ้นยืน เตรียมตัวรดน้ำให้แปลงนา

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะรดน้ำพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ขนาดนี้ เมื่อก่อนเขาเคยใช้พลังของเครื่องรางแค่กับพื้นที่เล็กๆ ซึ่งก็ได้ผลดีทุกครั้ง ไม่รู้ว่าคราวนี้จะราบรื่นเหมือนเดิมหรือไม่

หลินเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ กำเครื่องรางไว้แน่นแล้วรวบรวมสมาธิ

เครื่องรางร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสความร้อนสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่าง เพียงแค่เขาจินตนาการ ละอองฝนโปรยปรายก็เริ่มตกลงมาจากกลางอากาศ สายฝนเริ่มหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมา!

ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝนสักก้อน แต่ทุ่งนาบนภูเขาหนิวโถวแห่งนี้กลับมีฝนตกท่ามกลางแดดจ้า!

หลินเจวี๋ยยืนหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ ฝนห่าใหญ่ตกติดต่อกันนานถึงครึ่งชั่วโมงเต็ม ชุ่มฉ่ำไปทั่วผืนดินจนเกิดแอ่งน้ำขังเล็กๆ

หยดน้ำใสแจ๋วเกาะพราวอยู่บนต้นเครื่องเทศ ใบแก่ที่ดูเหี่ยวเฉาเมื่อครู่ร่วงหล่นไปจนหมด แทนที่ด้วยยอดอ่อนสีเขียวขจีที่แตกใบออกมาใหม่อย่างมีชีวิตชีวา

ต้นโป๊ยกั๊กถึงกับผลิดอกออกช่อ กิ่งก้านเต็มไปด้วยตุ่มดอกที่พร้อมจะบานสะพรั่ง คาดว่าอีกไม่กี่วันคงออกผลดกเต็มต้น!

หลังฝนหยุด หลินเจวี๋ยเดินออกมาสำรวจแปลงนา พบว่าเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งหว่านลงไปเมื่อครู่ได้งอกออกมาแล้ว บางต้นถึงกับมีใบแท้โผล่ออกมาสามสี่ใบ!

ต้นกล้าหัวไชเท้าเองก็ดูเจริญเติบโตดี ด้วยอัตราการโตเร็วขนาดนี้ พรุ่งนี้หรือมะรืนก็น่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว

"นึกไม่ถึงว่าฝนจะตกนานถึงครึ่งชั่วโมง เผลอทำแรงไปหน่อยแฮะ นึกว่าการรดน้ำพื้นที่กว้างขนาดนี้จะยากซะอีก ที่ไหนได้ ไม่ยากเลยสักนิด..."

หลินเจวี๋ยลูบคางครุ่นคิด ในเมื่อการรดน้ำที่ดินหนึ่งหมู่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา งั้นในอนาคตเขาจะรดน้ำให้ป่าทั้งภูเขาเลยได้ไหมนะ?

พอลองจินตนาการดู เขาก็รู้สึกว่ามันช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน!

เจ้าของเดิมของเครื่องรางชิ้นนี้จะเป็นพญามังกรผู้บันดาลเมฆฝนหรือเปล่านะ?

การเรียกลมเรียกฝนที่มีแต่ในตำนาน วันนี้เขาได้สัมผัสมันด้วยตัวเองแล้ว เรียกได้ว่าได้เป็นเซียนสักวันหนึ่งก็ว่าได้!

"ได้เวลาลงเขาแล้วมั้ง" หลินเจวี๋ยชำเลืองมองดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก แม้จะไม่ได้ใส่นาฬิกา แต่ดูจากเวลาแล้วก็น่าจะประมาณบ่ายสามบ่ายสี่

เขาใช้เวลาบนเขานานเกินไป กลัวว่าเจียงฉือและลูกๆ จะเป็นห่วง ต้องรีบกลับไปทำมื้อเย็นให้พวกเขากิน

เขาแบกตะกร้าขึ้นหลังเดินลงจากเขา โดยเลือกใช้ทางลัดคนละเส้นทางกับขามา ระหว่างทางลงเขา เขาบังเอิญไปเจอพุ่ม 'ลูกชื่อเพ่า' (ผลไม้ป่าตระกูลเบอร์รี่) เข้ากอใหญ่!

ลูกชื่อเพ่าสีแดงสดห้อยระย้าอยู่เต็มกิ่ง ดูจากสีสันแล้วสุกงอมเต็มที่!

"โชคดีจริงๆ! ลูกชื่อเพ่าที่สุกแล้วจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าผลไม้ทั่วไปด้วย เก็บกลับไปฝากเยว่เยว่กับเลี่ยงเลี่ยงหน่อยดีกว่า เด็กๆ เห็นต้องดีใจแน่!"

หลินเจวี๋ยหยิบถุงพลาสติกสะอาดออกมา แล้วเริ่มลงมือเก็บ ผลไม้ลูกเล็กๆ แบบนี้เก็บยากและเสียเวลา เก็บอยู่นานก็ได้มาแค่นิดเดียว

แต่พอคิดถึงรอยยิ้มตื่นเต้นของลูกๆ ยามเห็นผลไม้ป่าพวกนี้ เขาก็รู้สึกว่าเวลาและแรงกายที่เสียไปนั้นช่างคุ้มค่า!

เผลอแป๊บเดียว เขาก็เก็บได้เต็มถุงพลาสติก กะดูแล้วน่าจะหนักอย่างน้อยสามชั่ง

"ถึงลูกชื่อเพ่าจะอร่อย แต่ขนาดผลและปริมาณผลผลิตมันน้อยเกินไปเท่านั่นแหละ ถ้าเอาน้ำพุวิเศษมารด แล้วทำให้มันลูกใหญ่ขึ้น คุณภาพดีขึ้น แบบนั้นน่าจะขายได้ราคาดีนะ!"

หลินเจวี๋ยคิดว่าไอเดียนี้น่าลอง

ลูกชื่อเพ่าเป็นผลไม้ป่าที่ออกตามฤดูกาล ปีหนึ่งมีหนเดียว ผลผลิตน้อย เก็บรักษาได้ไม่นาน ชาวบ้านบนเขาอาจจะเก็บมากินเองบ้าง แต่ไม่เคยมีใครเอามาวางขายในตลาด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเพาะปลูกแบบจริงจังเลย!

ผลไม้ชนิดนี้ถือเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มมาก เมื่อเทียบกับแอปเปิลหรือส้มที่มีขายเกลื่อนตลาด ปลูกกันทั่วบ้านทั่วเมือง ตลาดของลูกชื่อเพ่าที่ยังไม่มีใครบุกเบิกจึงถือว่ากว้างไกลมหาศาล!

"เอาเป็นว่า ลองเอาไปปลูกดูก่อนสักหน่อยเพื่อหยั่งเชิง ถ้าคุณภาพออกมาดีเยี่ยมจริงๆ และผลตอบรับจากตลาดดี ค่อยขยายการปลูกทีหลัง!"

หลินเจวี๋ยใช้เคียวตัดกิ่งที่ดูแข็งแรงสมบูรณ์มาหลายกิ่ง ตั้งใจจะนำกลับไปปักชำที่บ้าน

กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว

ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยแสงสายัณห์หลากสี ดวงอาทิตย์สีแดงกลมโตแขวนอยู่ริมยอดเขา เตรียมจะลับหายไป

ขณะเดินไปตามคันนา ควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยโขมงขึ้นมาจากทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจินหลง ผู้คนที่ออกไปทำงานนอกบ้านต่างทยอยกลับคืนสู่เหย้า กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลในอากาศ นี่แหละคือรสชาติของบ้าน

หลินเจวี๋ยเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ทันทีที่ก้าวมาถึงประตูรั้ว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึกตักออกมาจากข้างใน

'แกร๊ก' เยว่เยว่เปิดประตูรั้วออก ชะโงกศีรษะเล็กๆ ออกมาดูด้วยความดีใจ พอเห็นว่าเป็นหลินเจวี๋ย หนูน้อยก็หันกลับไปตะโกนบอกคนในบ้านอย่างร่าเริง

"แม่คะ ป๊ะป๋ากลับมาแล้ว!"

เจียงฉือได้ยินเสียงลูกสาวจากในครัว จึงชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่าง เห็นร่างสูงใหญ่ของหลินเจวี๋ย รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที เธอกล่าวว่า "คุณคะ เข้ามาพักก่อนเถอะ! กับข้าวเสร็จแล้ว กินข้าวกันได้เลยค่ะ!"

หลินเจวี๋ยยิ้มตอบขณะเดินเข้าบ้าน "รับทราบครับภรรยา เหงื่อท่วมตัวเลย เดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อนนะ!"

เขาวางตะกร้าลงแล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำไปล้างตัว อาบไปได้ครึ่งทางก็นึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน!

"แย่ละ ลืมหยิบเสื้อผ้ามา"

หลินเจวี๋ยลูบศีรษะที่โล้นเกลี้ยงของตัวเอง ในบ้านมีเด็กอยู่ด้วย จะให้เดินโทงๆ ออกไปได้ยังไง?

ขืนให้ลูกเห็นภาพอุจาดตา เดี๋ยวจะเป็นตากุ้งยิงเอาได้!

"งั้นให้ภรรยาหยิบมาให้ละกัน? คงมีแค่วิธีนี้แหละ"

หลินเจวี๋ยตะโกนเรียก "ภรรยาจ๋า ผมลืมหยิบเสื้อผ้ามา ช่วยหยิบให้หน่อยได้ไหม!"

เจียงฉือที่อยู่ในครัวได้ยินเสียงเรียกของหลินเจวี๋ยก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเดินตรงไปที่ห้องนอนของเขา หยิบกางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามมาให้ แล้วเดินไปเคาะประตูห้องน้ำเบาๆ สองที

ประตูแง้มออก มือใหญ่ยื่นออกมารับเสื้อผ้าเข้าไป

"ขอบใจนะจ๊ะเมียจ๋า!"

หลินเจวี๋ยรีบสวมกางเกงขาสั้น แล้วเดินเปลือยท่อนบนโชว์แผงอกออกมาจากห้องน้ำทันที

เจียงฉือยังไม่ได้เดินไปไหน ทันใดนั้นเธอก็เห็นท่อนบนเปลือยเปล่าของหลินเจวี๋ยที่ยังคงมีหยดน้ำเกาะพราว ร่างกายท่อนบนของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นกระชับ ผิวสีแทนดูสุขภาพดี แผ่กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีที่เปี่ยมเสน่ห์

เธอตกตะลึงกับภาพตรงหน้าจนแก้มร้อนผ่าว รีบขยับตัวหลบไปด้านข้าง แต่สายตาก็ยังอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองกล้ามเนื้อหลังที่แข็งแกร่งของเขา

รูปร่างสูงโปร่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร บวกกับหุ่นที่สมส่วนแข็งแรงนี้ ช่างเป็นสัดส่วนทองคำที่ชวนให้ใจเต้นแรงจริงๆ

เจียงฉือรู้ดีว่าเมื่อก่อนหลินเจวี๋ยหุ่นดีมาก แต่หลังจากที่เขาเริ่มทำตัวเหลวไหลและใช้ชีวิตกลางคืน ร่างกายก็ค่อยๆ ทรุดโทรมลง ดูขี้โรคและแก้มตอบลงไปเยอะ

นึกไม่ถึงว่าพอถอดเสื้อออกแล้ว หุ่นของเขายังดูแข็งแรงบึกบึนขนาดนี้ ดีกว่าตอนแต่งงานกันใหม่ๆ เสียอีก!

หลินเจวี๋ยไม่รู้เลยว่าเจียงฉือกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ข้างหลัง เขาหยิบเสื้อกล้ามสีขาวมาสวมอย่างสบายอารมณ์ แล้วหยิบถุงลูกชื่อเพ่าใบใหญ่ออกมาจากตะกร้า หันไปบอกเจียงฉืออย่างอารมณ์ดี

"ภรรยา นี่ผลไม้ป่าที่ผมเก็บมาจากบนเขา เดี๋ยวผมไปเตรียมน้ำเกลือแช่สักหน่อยค่อยเอาให้ลูกกินนะ!"

พูดจบ หลินเจวี๋ยก็สังเกตเห็นว่าเจียงฉือไม่ตอบรับ เขามองเธอด้วยความสงสัย เห็นเธอยืนเหม่อลอย ใบหน้าสวยแดงระเรื่อ เหมือนกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่

เขาเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นโบกผ่านหน้าเธอสองทีแล้วหัวเราะ "ภรรยาจ๋า เหม่ออะไรกลางวันแสกๆ เนี่ย? คงไม่ได้ง่วงหรอกนะ?"

เจียงฉือสะดุ้งเฮือก ได้สติกลับมา เงยหน้าขึ้นก็พบหลินเจวี๋ยยืนอยู่ตรงหน้า เงาร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับลงมาจนมิด เขาอยู่ใกล้จนเธอได้กลิ่นสบู่หอมสดชื่นจากตัวเขา

เธอก้มหน้าลง ใบหูแดงก่ำราวกับจะหยดเลือด ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด "เอ่อ... กับข้าวเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันไปยกมาให้นะคะ!"

เธอไม่กล้าสบตา รีบวิ่งหนีเข้าครัวไปราวกับหนีความผิด

หลินเจวี๋ยงงเป็นไก่ตาแตก ยกมือเกาหน้าผาก "เมื่อกี้ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า? ทำไมจู่ๆ ภรรยาถึงเดินหนี? หรือว่ากลิ่นตัวยังล้างออกไม่หมด! เธอเลยรังเกียจ!"

หลินเจวี๋ยสับสนมาก เขาถูสบู่ตั้งสองรอบแล้วนะ กลิ่นตัวยังไม่ออกอีกเหรอเนี่ย

ดูท่าคืนนี้ต้องอาบน้ำอีกรอบ จะให้ภรรยารังเกียจไม่ได้เด็ดขาด!

เขาเดินไปหยิบกะละมังเคลือบในครัว ใส่น้ำและเกลือลงไปหนึ่งช้อน แล้วเทลูกชื่อเพ่าที่ล้างน้ำเปล่ารอบหนึ่งแล้วลงไปแช่

ผลไม้ป่าพวกนี้ผิวบอบบางมาก ไม่เหมือนทุเรียนที่มีเปลือกหนาแข็งห่อหุ้ม แมลงหวี่และแมลงอื่นๆ จึงชอบมาวางไข่ใส่

ดังนั้นจึงต้องแช่น้ำเกลือ เพื่อให้หนอนแมลงหวี่ที่อยู่ข้างในคลานออกมาและลอยขึ้นเหนือน้ำ จะได้ทำความสะอาดง่าย

ลูกหม่อนและยัมเบอร์รี่ (หยางเหมย) ก็เป็นผลไม้ที่มีหนอนเยอะเช่นกัน การแช่น้ำเกลือไม่ได้เป็นข้อบังคับ จะกินเลยก็ได้ ถือซะว่าเติมโปรตีน

แต่คนส่วนใหญ่คงรับไม่ได้กับประสบการณ์กัดเจอหนอนครึ่งตัวตอนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งมันจะทำลายอรรถรสในการกินไปจนหมดสิ้น

จบบทที่ บทที่ 18 เก็บผลไม้ป่ากลับบ้านไปฝากลูก

คัดลอกลิงก์แล้ว