- หน้าแรก
- ใครว่าขายไข่ไม่รวย บันทึกเส้นทางเศรษฐีของคุณพ่อ
- บทที่ 13 ทำขนมข้าวพองจนลูกเพื่อนบ้านร้องไห้
บทที่ 13 ทำขนมข้าวพองจนลูกเพื่อนบ้านร้องไห้
บทที่ 13 ทำขนมข้าวพองจนลูกเพื่อนบ้านร้องไห้
บทที่ 13 ทำขนมข้าวพองจนลูกเพื่อนบ้านร้องไห้
เจียงฉือได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องครัวจึงเดินเข้าไปดู พบว่าหลินเจวี๋ยคั่วข้าวพองไว้กองโต เตรียมจะทำขนมข้าวพองเคลือบน้ำตาล
ทั่วทั้งห้องครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวาน ทำให้เธอนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก ทุกครั้งที่มีเทศกาล พ่อกับแม่ของเธอก็มักจะทำขนมหวานหลากหลายชนิดเพื่อไหว้บรรพบุรุษ
ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่เด็กน้อยที่คอยเดินตามผู้ใหญ่ต้อยๆ รอเวลากินขนม แต่เพียงไม่กี่ปีผ่านไป เธอกลับกลายเป็นคุณแม่ลูกสองเสียแล้ว
หลินเจวี๋ยเหลือบเห็นเจียงฉือยืนอยู่ข้างๆ จึงกวักมือเรียก "ภรรยาจ๋า มาช่วยกวนน้ำตาลหน่อย!"
"ได้สิ!" เจียงฉือตื่นจากภวังค์ เดินเข้าไปหาเขาเงียบๆ หยิบตะหลิวอันใหญ่ขึ้นมาคนน้ำเชื่อมเดือดปุดๆ ในกระทะอย่างต่อเนื่อง
หลินเจวี๋ยหยิบถั่วลิสงคั่วออกมา ตำพอแตก แล้วชวนคุย "ภรรยา เคยกินขนมข้าวพองไหม?"
"เคยสิคะ" เจียงฉือยิ้มบางๆ "เห็นฉันเป็นแบบนี้ ตอนเด็กๆ ฉันก็ทั้งตะกละทั้งซนเหมือนกันนะ"
"จริงเหรอ? นึกภาพภรรยาผู้เรียบร้อยอ่อนหวานของผมตอนซนไม่ออกเลยแฮะ" หลินเจวี๋ยเย้าแหย่
เจียงฉือยิ้มเขินๆ สมัยเด็กเธอซนจริงๆ นั่นแหละ ทุกหน้าร้อนที่ไปบ้านคุณยาย เธอจะจ้องต้นลิ้นจี่ตาเป็นมัน
พอถึงฤดูลิ้นจี่ เธอถึงกับถอดรองเท้าปีนต้นไม้ไปเด็ดลิ้นจี่กินเป็นพวงๆ
เจียงฉือส่ายหน้ายิ้มๆ "เรื่องมันผ่านไปนานแล้วค่ะ ตอนนี้เป็นแม่คนแล้ว จะมัวแต่ห่วงเล่นได้ยังไง"
หลินเจวี๋ยไม่เห็นด้วย การหาเงินเลี้ยงครอบครัวกับการหาความสุขใส่ตัวควรทำควบคู่กันไป ชีวิตถึงจะมีสีสันและโรแมนติก!
ไม่อย่างนั้นจะทำงานหนักหาเงินไปเพื่ออะไร? ก็เพื่อความสุข เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นไม่ใช่หรือ?
หลินเจวี๋ยตั้งมั่นในใจ เขาจะทำให้ภรรยามีความสุขขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เธอต้องมานั่งหน้าบูดบึ้งกลุ้มใจอีก!
เคี่ยวน้ำเชื่อมไปสักพัก พอน้ำระเหยไปเกือบหมดจนเหลือแต่น้ำตาลข้นเหนียวที่พร้อมจะแข็งตัวเมื่อเย็นลง ก็ถือว่าใช้ได้
หลินเจวี๋ยเทข้าวพอง ถั่วลิสงบด และงาดำลงไปในกระทะรวดเดียว ใช้ตะหลิวคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว จนน้ำเชื่อมเคลือบทุกอย่างทั่วถึง จากนั้นเทก้อนเหนียวหนึบขนาดใหญ่นี้ลงบนโต๊ะที่โรยแป้งข้าวเหนียวคั่วไว้
เขาใช้ไม้คลึงแป้งกดและรีดขนมข้าวพองให้แบนเป็นแผ่น พอมันเย็นตัวลงพอประมาณ ก็ใช้มีดตัดได้
ฉับ ฉับ เสียงมีดตัดลงบนขนมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ ข้าวสารสี่ชั่ง (ประมาณ 2 กิโลกรัม) กลายเป็นขนมข้าวพองถึงเจ็ดชั่ง (ประมาณ 3.5 กิโลกรัม) วางเรียงรายเต็มโต๊ะ ดูน่าตื่นตาตื่นใจ
เยว่เยว่กับเลี่ยงเลี่ยงมานั่งยองๆ รออยู่ที่หน้าประตูครัวนานแล้ว สองพี่น้องตื่นเต้นจนนอนไม่หลับตั้งแต่ได้ยินเสียงทำขนม
คราบน้ำลายที่มุมปากยังเช็ดไม่เกลี้ยง ก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาดู
"ป๊ะป๋า ขนมเสร็จหรือยังคะ? หนูขอกินหน่อยได้ไหม?" เยว่เยว่เกาะขอบโต๊ะ มือป้อมๆ จับขอบแน่น ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับเต็มไปด้วย "ความปรารถนา"
หลินเจวี๋ยขำท่าทางของลูกสาว ยัยหนูคนนี้เห็นแก่กินจริงๆ ปากไม่เคยว่างตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่รู้ท้องเล็กๆ นั่นยัดอะไรเข้าไปนักหนา
ไม่ได้กินอะไรแค่สามวินาทีก็หิวแล้วเหรอ?
"อยากกิน เดี๋ยวป๋าให้คนละสองชิ้น แต่กินวันนี้แล้วห้ามขออีกนะ เข้าใจไหม? กินหวานมากเดี๋ยวฟันผุ" หลินเจวี๋ยเคาะหน้าผากลูกสาวเบาๆ แล้วหยิบขนมข้าวพองให้เธอกับเลี่ยงเลี่ยงคนละสองชิ้น
เยว่เยว่รับขนมมา พยักหน้าหงึกหงักอย่างว่านอนสอนง่าย แล้วเขย่งตัวขึ้นหอมแก้มหลินเจวี๋ยฟอดใหญ่ เสียงดัง 'จุ๊บ' ก่อนจะพูดเสียงใส "รับทราบค่ะ! ขอบคุณค่ะป๊ะป๋า!"
พอได้ขนมสมใจ สองพี่น้องก็วิ่งจู๊ดออกจากครัวไป
หลินเจวี๋ยยืดตัวขึ้น ลูบแก้มตรงที่ลูกสาวสุดที่รักเพิ่งหอม พลางหัวเราะร่า "เมื่อก่อนยัยหนูนี่ยังรังเกียจหาว่าผมปากเหม็น ไม่ยอมให้หอมอยู่เลย เดี๋ยวนี้ยอมหอมเองแล้ว..."
หลินเจวี๋ยหัวเราะอยู่นาน รอยยิ้มไม่จางหายไปง่ายๆ ฮัมเพลงไปพลางเก็บกวาดครัวไปพลางอย่างอารมณ์ดี
เจียงฉือลอบมองเขาด้วยความสงสัย มีเรื่องดีอะไรเกิดขึ้นนะ ทำไมจู่ๆ หลินเจวี๋ยถึงอารมณ์ดีขนาดนี้?
เยว่เยว่กับเลี่ยงเลี่ยงวิ่งออกไปหน้าบ้าน ตรงนั้นมีต้นการบูรอยู่ สองพี่น้องนั่งลงพิงโคนต้น แบมืออวดกันว่าใครได้ขนมกี่ชิ้น
เยว่เยว่นับขนมชิ้นใหญ่สองชิ้นในมือตัวเอง แล้วมองดูขนมชิ้นเล็กสามชิ้นในมือของน้องชาย พลางทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ "เลี่ยงเลี่ยง พี่สาวเอาลูกอมรสนมแลกกับขนมข้าวพองชิ้นนึงของเธอ เอาไหม?"
เลี่ยงเลี่ยงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า เขาไม่เคยกินลูกอมรสนมมาก่อน
เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าลูกอมรสนมรสชาติเป็นยังไง?
เยว่เยว่ดีใจมาก ล้วงลูกอมตรากระต่ายขาวที่เจียงฉือซื้อให้ก่อนหน้านี้ออกมา ส่งให้น้องชาย แลกกับขนมข้าวพองอย่างมีความสุข
ขณะนั้นเอง จูเสี่ยวเป่า ลูกชายวัยแปดขวบของป้าซู กำลังพาแก๊งเด็กผู้ชายในหมู่บ้านเดินกลับมาจากเล่นบนภูเขา บังเอิญเห็นลูกๆ ของหลินเจวี๋ยนั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้
"ลูกพี่ ดูสิ เด็กสองคนนั้นกินขนมข้าวพองอยู่!"
"ร้านขายของชำไม่มีขายแล้วนี่นา แล้วพวกนั้นก็ไม่มีเงิน ไปเอามาจากไหน?"
"ไปถามกันเถอะว่าซื้อมาจากไหน?"
เด็กๆ หลายคนเดินเข้าไปหา จูเสี่ยวเป่าเป็นเพื่อนบ้าน เห็นหน้าค่าตากันบ่อยๆ ย่อมรู้จักกันดี
เขาเกาหัว เดินเข้าไปถามเยว่เยว่ "น้องเยว่เยว่ ซื้อขนมข้าวพองมาจากไหนเหรอ?"
เยว่เยว่เงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นพี่เสี่ยวเป่าข้างบ้าน ก็ตอบไปตามตรง "ไม่ได้ซื้อค่ะ ป๊ะป๋าหนูทำเอง! ทำตั้งเยอะแน่ะ!"
"พ่อเธอทำเองเหรอ?" จูเสี่ยวเป่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วล้วงขนมเส้นเผ็ดสีเขียว (ล่าเถียว) ออกมาจากกระเป๋า "พี่เสี่ยวเป่าเอาล่าเถียวแลกขนมข้าวพองชิ้นนึงได้ไหม?"
เยว่เยว่ชำเลืองมอง ขมวดคิ้วแล้วตอบ "ไม่เอา! หม่าม้าไม่ให้กินล่าเถียว บอกว่าไม่มีประโยชน์ กินแล้วปวดท้อง!"
"จะเป็นงั้นได้ไง? ล่าเถียวอร่อยจะตาย ลองชิมดูไหม?"
"ไม่เอา!" เยว่เยว่ส่ายหน้ายืนกราน
จูเสี่ยวเป่าหน้าเสีย ถ้าเอาของแลกไม่ได้ จะทำยังไงดีล่ะ?
แต่ขนมข้าวพองนั่นดูน่ากินชะมัด พวกเขาไม่ได้กินกันมานานแล้ว น้ำลายสอไปหมด
เด็กผู้ชายข้างหลังยุส่ง "ลูกพี่ งั้นพวกเราขอซื้อต่อไหมล่ะ?"
"เออๆ ฉันมีห้าสิบสตางค์ แม่ให้มาเมื่อเช้า!"
"ฉันมีหนึ่งหยวน ลองไปถามราคากันดูไหม?"
เด็กผู้ชายกลุ่มนั้นรวบรวมความกล้า วิ่งไปเคาะประตูบ้านหลินเจวี๋ยพร้อมกัน
เจียงฉือได้ยินเสียงเคาะประตู นึกว่าลูกๆ ออกไปเล่นแล้วเข้าบ้านไม่ได้ พอเปิดประตูมาก็เจอเด็กผู้ชายเจ็ดแปดคนยืนอออยู่
คนนำหน้าคือจูเสี่ยวเป่า ลูกชายป้าซู!
เจียงฉือแปลกใจ เด็กพวกนี้มาทำอะไรที่บ้านเธอกันนะ?
จูเสี่ยวเป่าค่อนข้างขี้อายเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ เขาบิดตัวไปมาสักพักกว่าจะพูดออกมา "น้าครับ น้องเยว่เยว่บอกว่าน้าผู้ชายทำขนมข้าวพอง พวกผมเอาเงินมาด้วย อยากขอซื้อกินหน่อยครับ!"
เจียงฉือถึงบางอ้อ ที่แท้เด็กกลุ่มนี้ก็อยากกินขนมข้าวพองบ้านเธอนี่เอง!
เจียงฉือลังเล เธอไม่รู้ว่าหลินเจวี๋ยทำไว้กินเองหรือขายได้
ยังไม่ทันได้รับอนุญาตจากเขา เธอจึงไม่กล้าชวนเด็กๆ เข้าบ้าน
"เสี่ยวเป่า รอแป๊บนึงนะจ๊ะ น้าไปถามน้าผู้ชายก่อนว่าจะขายไหม" เจียงฉือบอก เด็กๆ พากันพยักหน้า
เธอเดินกลับเข้าบ้าน เห็นหลินเจวี๋ยกำลังเอาถุงพลาสติกใสแพ็คขนมอยู่ จึงรีบถาม "คุณคะ มีเด็กกลุ่มนึงอยู่หน้าบ้าน บอกอยากซื้อขนมข้าวพอง ให้เข้ามาได้ไหมคะ?"
หลินเจวี๋ยได้ยินดังนั้นก็คิดในใจ ลาภปากมาถึงที่! มีเงินมาให้ถึงหน้าบ้านแล้วไม่เอา ก็โง่เต็มที!
เขากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะกินขนมตั้งเจ็ดชั่งหมดเมื่อไหร่!
"ให้เข้ามาเลย! เดี๋ยวผมจัดการเอง!" หลินเจวี๋ยบอก
เจียงฉือได้รับคำอนุมัติก็รีบออกไปพาเด็กๆ เข้ามา
หลินเจวี๋ยยกโต๊ะไม้มาวางกลางลานบ้าน วางถุงขนมข้าวพองเจ็ดชั่งลงบนโต๊ะ พร้อมเตรียมกระดาษฟางไว้ห่อขนม
พอเด็กๆ เข้ามาก็รีบมารุมล้อมที่โต๊ะ
จูเสี่ยวเป่าถามเป็นคนแรก "น้าครับ ขนมข้าวพองขายชิ้นละเท่าไหร่ครับ?"
หลินเจวี๋ยตอบอย่างคล่องแคล่ว "ชิ้นละสามเหมา (30 สตางค์) สามชิ้นเจ็ดเหมา (70 สตางค์) สิบชิ้นสองหยวน ยิ่งซื้อเยอะยิ่งคุ้ม! ถ้าซื้อสิบชิ้นขึ้นไป น้าแถมลูกอมอัลเพนลีเบให้อีกเม็ดนึง"
เด็กๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใครหัวไวก็นับนิ้วคำนวณราคาทันที
เด็กคนหนึ่งควักเหรียญห้าสิบสตางค์ออกมา ยื่นให้แล้วถาม "น้าครับ ผมมีแค่ห้าสิบสตางค์ ซื้อได้กี่ชิ้นครับ?"
"น้าให้สองชิ้น!" หลินเจวี๋ยหยิบขนมสองชิ้นวางบนกระดาษฟางส่งให้
จังหวะนั้น เด็กอีกคนควักธนบัตรใบละสองหยวนออกมา "งั้นผมเอาสองหยวนครับ!"
หลินเจวี๋ยรับเงินมา หยิบขนมให้สิบชิ้นเต็มๆ พร้อมแถมลูกอมอัลเพนลีเบให้อีกเม็ด
เด็กฉลาดคำนวณเสร็จสรรพ ยิ่งซื้อเยอะ เฉลี่ยต่อชิ้นยิ่งถูก ซื้อน้อยขาดทุนที่สุด!
ทุกคนต่างควักเงินค่าขนมออกมา บางคนซื้อทีเดียวสิบชิ้น บางคนยี่สิบชิ้น ทุกคนได้ขนมสมใจเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข
ขนมข้าวพองเจ็ดชั่ง เหลืออยู่ประมาณครึ่งชั่ง ซึ่งหลินเจวี๋ยกันไว้ให้ลูกๆ กินโดยเฉพาะ
ไม่อย่างนั้น ด้วยกำลังซื้อของเด็กกลุ่มนี้ คงเกลี้ยงภายในพริบตา
บนโต๊ะเต็มไปด้วยเศษเหรียญและธนบัตรย่อย เจียงฉือยืนมองตาค้าง ทึ่งในหัวการค้าของหลินเจวี๋ย
แค่ตั้งกฎลดแลกแจกแถมง่ายๆ ก็กระตุ้นให้คนยอมจ่ายเงินซื้อเยอะขึ้นได้
เขาไปเรียนรู้วิธีฉลาดๆ แบบนี้มาจากไหนนะ?
แค่ครึ่งชั่วโมง ขนมเจ็ดชั่งขายหมดเกลี้ยง!
"ภรรยาจ๋า มาช่วยนับเงินหน่อยสิว่าได้เท่าไหร่?" หลินเจวี๋ยยกโต๊ะไม้กลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น เทกองเงินลงบนพื้น แล้วเริ่มนับช้าๆ ทีละใบ
"ค่ะ!" เจียงฉือเดินตามเข้ามา นั่งลงบนพื้นข้างหลินเจวี๋ย ช่วยกันนับเศษเงินอย่างอดทน
เด็กๆ ไม่ค่อยมีแบงก์ใหญ่ ส่วนมากเป็นเหรียญหนึ่งเหมา สองเหมา แม้มูลค่าจะไม่มาก แต่พอมารวมกันก็ดูเป็นปึกหนาปึกใหญ่เลยทีเดียว!