- หน้าแรก
- ใครว่าขายไข่ไม่รวย บันทึกเส้นทางเศรษฐีของคุณพ่อ
- บทที่ 7 ช่วงเวลาแสนอบอุ่นกับภรรยา
บทที่ 7 ช่วงเวลาแสนอบอุ่นกับภรรยา
บทที่ 7 ช่วงเวลาแสนอบอุ่นกับภรรยา
บทที่ 7 ช่วงเวลาแสนอบอุ่นกับภรรยา
"ยานี้ได้ผลชะงัดนัก" เจียงฉืออุทานขณะพลิกดูมือตัวเอง
ตุ่มพองที่เธอเจาะหนองออกไปก่อนหน้านี้ เพียงแค่แช่น้ำยาไปครั้งเดียว อาการเจ็บปวดก็หายเป็นปลิดทิ้ง ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!
เธอมองหลินเจวี๋ยด้วยความสงสัย เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าเขามีความรู้เรื่องการแพทย์ด้วย ฝีมือดูจะเหนือกว่าหมอจีนเฒ่าในหมู่บ้านเสียอีก!
"คุณไปเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ? ฝีมือขนาดนี้ไปเปิดรักษาคนได้เลยนะเนี่ย" เจียงฉือพูดพร้อมรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
หลินเจวี๋ยเกาท้ายทอยแก้เก้อ หัวเราะแหะๆ เขาจะไปรู้วิชาแพทย์ที่ไหนกันล่ะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสรรพคุณของน้ำพุวิเศษจากในมิติส่วนตัวต่างหาก
ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ แบบนี้ ขืนไปรักษาคนสุ่มสี่สุ่มห้า จ่ายยาผิดทำคนตายขึ้นมาจะยุ่ง การเป็นหมอนั้นมีความเสี่ยง เขาไม่มีความกล้าพอที่จะยึดอาชีพนี้หรอก!
"ก็แค่ความรู้เรื่องสมุนไพรเล็กๆ น้อยๆ ที่ปู่เคยสอนตอนเด็กนั่นแหละครับ ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรหรอก มือคุณดีขึ้นมากแล้ว แช่อีกสักครั้งพรุ่งนี้เย็นก็น่าจะหายสนิท"
พูดจบ หลินเจวี๋ยก็รีบเอาน้ำยาไปเททิ้งแล้วชิ่งหนีทันที กลัวภรรยาจะซักไซ้จนความแตก
เจียงฉือไม่ได้สงสัยในคำอธิบายนั้น ตอนที่เธอแต่งงานเข้ามา ปู่ของหลินเจวี๋ยก็เสียไปแล้ว เธอจึงไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับท่านมากนัก
บางทีท่านปู่ของเขาอาจจะเป็นหมอจีนที่เก่งกาจมากก็ได้?
...
ตกกลางคืน ทั้งสองแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เจียงฉือนอนห้องเดียวกับลูกๆ เพื่อความสะดวกในการดูแล ส่วนหลินเจวี๋ยครองห้องนอนใหญ่เพียงลำพัง
เมื่อก่อนเขาใช้ชีวิตเหลวแหลก เมาหัวราน้ำกลับมาดึกดื่นค่อนคืน เจียงฉือเอือมระอา บวกกับความสัมพันธ์ที่จืดจาง เธอจึงยกห้องนอนใหญ่ให้เขาอยู่คนเดียว ส่วนตัวเองหอบลูกไปนอนเบียดกันอีกห้อง
นานวันเข้า การแยกห้องนอนจึงกลายเป็นเรื่องปกติ
หลินเจวี๋ยย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง เขารู้ดีว่าการจะทวงคืนหัวใจภรรยาไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ราวตีสี่ เจียงฉือได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากในครัว นึกว่าหนูแอบมากินของ
เจ้าตัวเล็กสองคนข้างกายยังหลับสนิท เธอค่อยๆ ย่องลุกจากเตียง ถือไฟฉายและหยิบไม้กวาดที่พิงประตูติดมือ เดินตรงไปทางห้องครัว
ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นหอมของชาก็ยิ่งชัดเจน คล้ายกับกลิ่นไข่ต้มใบชาที่หลินเจวี๋ยทำ...
ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย จนกระทั่งผลักประตูเข้าไป ก็เห็นหลินเจวี๋ยกำลังจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด นั่งยองๆ ก่อไฟอยู่ที่หน้าเตา
ทั้งสองสบตากันด้วยความตกใจ
ที่แท้ไม่ใช่หนูขโมยกิน แต่เป็นหลินเจวี๋ยตื่นมาทำไข่ต้มใบชาแต่เช้ามืด นี่เพิ่งจะตีสี่กว่าๆ เขาเตรียมตัวจะออกไปขายของแล้วเหรอ?
"ทำไมตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะคะ? ไม่นอนต่ออีกหน่อยเหรอ พักผ่อนให้เพียงพอนะ" เจียงฉือยืนอยู่ที่หน้าประตูครัว ไม่ได้เดินเข้าไป
หลินเจวี๋ยมองเห็นภรรยาในชุดเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงขาสั้น เนื้อผ้าบางเบาเผยให้เห็นท่อนแขนขาวเนียน ส่วนสูงร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรทำให้เรียวขาดูยาวสวยงามน่ามอง
ในบรรดาสาวใต้ด้วยกัน ความสูงของเจียงฉือถือว่าโดดเด่นกว่าใคร
ในมุมมองของหลินเจวี๋ย เธอช่างงดงาม สูงโปร่ง เอวบางร่างน้อย สวยหมดจดจริงๆ!
เห็นเขาเงียบไป เอาแต่จ้องมองตาค้าง เจียงฉือก็เริ่มรู้ตัวว่าเขากำลัง "มอง" อะไรอยู่
พริบตาเดียว ใบหน้าลามไปถึงใบหูของเจียงฉือก็แดงซ่านขึ้นมาทันที เธอยืนบิดตัวหลบหลังประตูด้วยความเขินอาย
หลินเจวี๋ยเห็นท่าทีขัดเขินของเธอก็ได้สติ รู้ตัวว่าสายตา "โลมเลีย" เมื่อครู่เสียมารยาทเกินไปหน่อย
"เอ่อ คือว่า..." เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด "ชาวบ้านส่วนใหญ่ตื่นไปทำงานแต่เช้า ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารเช้ากัน ผมเลยกะว่าจะรีบทำไข่ต้มใบชาออกไปขายเช้าหน่อย น่าจะมีคนซื้อเยอะกว่า"
หลินเจวี๋ยอธิบาย เจียงฉือไม่ได้สนใจฟังนัก ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง หันกลับมาก็ยังเห็นเจียงฉือยืนอยู่ที่เดิม ไม่ยอมไปไหน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"คุณกลับไปนอนต่อเถอะ เมื่อคืนเย็บผ้าดึกดื่น เช้านี้ยังต้องไปทำงานก่อสร้างอีก นอนเอาแรงหน่อยดีกว่าครับ" หลินเจวี๋ยคะยั้นคะยอให้เธอกลับห้อง
ปกติเจียงฉือตื่นหกโมงครึ่ง ถ้ากลับไปนอนตอนนี้ก็ได้พักอีกตั้งสองชั่วโมง
แต่เจียงฉือกลับไม่ยอมไป เธวางของในมือ เดินเข้ามาเปิดไฟ จนห้องครัวสว่างไสวขึ้นทันตา
"เปิดไฟเถอะค่ะ อย่ากลัวเปลืองเลย สายตาสำคัญกว่า" เจียงฉือมองเขาทำงาน พยายามหาทางช่วย "มีอะไรให้ฉันช่วยไหม? ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว นอนไม่หลับแล้วล่ะ ขออยู่ช่วยคุณดีกว่า"
หลินเจวี๋ยเห็นว่าไล่ยังไงก็คงไม่ไป จึงมอบงานง่ายๆ ให้
"งั้นคุณช่วยผมล้างไข่ตรงนั้นหน่อย ขัดขี้ไก่ออกให้สะอาดก็พอครับ!"
"ได้ค่ะ" เจียงฉือลากม้านั่งเล็กมานั่งลง ใช้บวบขัดเปลือกไข่อย่างตั้งใจ จนสะอาดวิบวับทุกฟอง
ทั้งสองทำงานกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร
แต่หลินเจวี๋ยกลับรู้สึกมีความสุขกับช่วงเวลาแสนอบอุ่นและเงียบสงบนี้เหลือเกิน
การได้ใช้ชีวิตปรองดองกับภรรยา ไร้ซึ่งการทะเลาะเบาะแว้ง คือชีวิตที่หลินเจวี๋ยใฝ่ฝันมาตลอดก่อนจะเกิดใหม่!
เรียบง่าย อบอุ่น และเยียวยาหัวใจที่สุด
ผ่านไปพักใหญ่ หลินเจวี๋ยก็ต้มไข่ร้อยฟองเสร็จ เขาเพิ่งลองออกขายครั้งแรก จึงไม่กล้าทำเยอะ กลัวขายไม่หมดแล้วของจะเสีย
ถือว่าเป็นการโยนหินถามทาง
เขาใช้หม้ออัดแรงดันของที่บ้านใส่ไข่ต้มเพื่อเก็บความร้อน
ตอนนี้คงต้องใช้วิธีบ้านๆ แบบนี้ไปก่อน รอถอนทุนคืนได้เมื่อไหร่ ค่อยไปซื้อถังเก็บความร้อนใบใหญ่ที่ตลาดในตัวอำเภอ ทั้งจุได้เยอะและเก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม!
"เอาล่ะ เรียบร้อย!" หลินเจวี๋ยปาดเหงื่อ วางหม้ออัดแรงดันลงในตะกร้าสานไม้ไผ่ เตรียมแบกขึ้นหลัง สะดวกและรวดเร็ว
เจียงฉือเห็นเขาเตรียมตัวจะไป ก็ขมวดคิ้วพูดขึ้น "เช้าขนาดนี้ ข้าวยังไม่ตกถึงท้องเลย เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งไประหว่างทางหรอก รอเดี๋ยว ฉันทำมื้อเช้าให้กินก่อนค่อยไป!"
หลินเจวี๋ยดูเวลา เพิ่งตีห้าครึ่ง ท้องฟ้าภายนอกยังสลัว เพิ่งจะมีแสงจับขอบฟ้า
กินมื้อเช้าอย่างมากก็สิบห้านาที หลินเจวี๋ยเห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยของเจียงฉือ หัวใจก็อุ่นวาบ
ภรรยาอุตส่าห์เป็นห่วง จะปฏิเสธน้ำใจก็ดูใจร้ายเกินไป เขาคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
"ตกลงครับ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยไป!" เขาปลดตะกร้าลง
เจียงฉือยิ้มหวาน รีบลงมือเตรียมอาหารเช้าทันที
เธอตักข้าวโพดบดมาต้มโจ๊ก ซอยต้นหอมผสมแป้งทำเป็นแพนเค้กต้นหอม
หลินเจวี๋ยช่วยดูไฟและพัดลมเตาอยู่ข้างๆ ไม่นานอาหารก็เสร็จ เด็กๆ ได้กลิ่นหอมก็งัวเงียตื่นขึ้นมา
ครอบครัวล้อมวงกินอาหารเช้าง่ายๆ ด้วยกัน
เจียงฉือป้อนข้าวลูกๆ เยว่เยว่เคี้ยวโจ๊กข้าวโพดตุ้ยๆ ดวงตากลมโตเหลือบมองไปทางหลินเจวี๋ย แล้วถามขึ้น "ปะป๊าคะ ทำไมวันนี้ไม่มีไข่ต้มล่ะคะ?"
เจียงฉือได้ยินก็ยิ้มขำ ยีหัวลูกสาวเบาๆ "ยัยหนูตะกละ วันๆ รู้จักแต่กิน คิดแต่เรื่องไข่ต้มของปะป๊าหรือไง!"
เยว่เยว่พูดจาฉะฉานตามประสาเด็ก "ก็ปะป๊าบอกว่าจะทำให้กินทุกวันนี่นา ปะป๊าขี้โกหก ไม่รักษาคำพูด!"
ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น หลินเจวี๋ยก็หัวเราะออกมา
คาดไม่ถึงว่าคำพูดลอยๆ เมื่อวาน เด็กจะจำแม่นและเก็บมาคิดจริงจังขนาดนี้
ดูท่าต่อไปเขาต้องระวังคำพูดต่อหน้าลูกให้มาก เด็กวัยอย่างเยว่เยว่และเลี่ยงเลี่ยงมักจะฝังใจกับคำพูดผู้ใหญ่
ถ้าสัญญาแล้วทำไม่ได้ เด็กคงเสียใจแย่ และนานวันเข้าจะหมดความเชื่อถือในตัวพ่อแม่
"โอเคๆ ลูกสาวสุดที่รักอยากกินไข่ต้ม ปะป๊าจะไม่ให้ได้ยังไง" หลินเจวี๋ยหันไปหยิบไข่ออกมาจากหม้ออัดแรงดันสามฟอง ส่งให้เจียงฉือหนึ่งฟอง และลูกคนละฟอง
เจียงฉือรับไข่มาแต่ยื่นให้หลินเจวี๋ย "ฉันไม่เอาหรอก เมื่อวานกินไปเยอะแล้ว คุณกินเถอะ!"
หลินเจวี๋ยดันมือเธอกลับ ยิ้มพลางพูดว่า "ไม่เป็นไรครับ คุณก็เป็นสมบัติล้ำค่าของผมเหมือนกัน กินเยอะๆ จะได้บำรุงร่างกาย"
เจียงฉือตะลึงงัน แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
อะไรนะ... "สมบัติล้ำค่า"?
หลินเจวี๋ยไม่อายปากบ้างหรือไงที่พูดแบบนี้ต่อหน้าลูกสองคน?
เธอโตจนลูกสองแล้ว ยังจะมาเรียกว่าสมบัติอะไรกัน!
ผู้ชายคนนี้ ไม่รู้ไปจำคำพูดเลี่ยนๆ แบบนี้มาจากไหน ทำเอาเธออายจนอยากจะมุดดินหนี!
หน้าของเจียงฉือแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูกพูดอะไรไม่ออก
จังหวะนี้เอง เยว่เยว่ถามปะป๊าตาใส "ปะป๊าคะ สมบัติล้ำค่าคืออะไรเหรอคะ?"
หลินเจวี๋ยยิ้ม ลูบหัวลูกสาวแล้วอธิบาย "สมบัติล้ำค่าก็คือสิ่งของหรือคนที่สำคัญเป็นพิเศษ หายากและงดงามมาก หนู เลี่ยงเลี่ยง แล้วก็หม่าม้า ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ปะป๊าต้องปกป้องดูแลไปตลอดชีวิตไงล่ะครับ!"
"อ๋อ... เยว่เยว่พอจะเข้าใจแล้ว" เธอเอียงคอคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา "งั้นหนูจะเป็นสมบัติล้ำค่าของปะป๊าตลอดไปเลย!"
หลินเจวี๋ยยิ้มพยักหน้า "แน่นอน พวกหนูทุกคนคือสมบัติล้ำค่าของปะป๊าตลอดชีวิตครับ"
เจียงฉือมองภาพสามพ่อลูกตรงหน้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มของพวกเขาราวกับมีแสงอุ่นๆ แผ่ออกมา ดูงดงามจับใจ
เธอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว ภาพครอบครัวที่แสนสุขเช่นนี้ เธอได้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ ราวกับความฝันที่เฝ้ารอมานานได้กลายเป็นความจริง
ขอบตาของเจียงฉือชื้นขึ้นมาเล็กน้อย สมัยที่ต้องทนทุกข์กับหลินเจวี๋ย เธอไม่เคยร้องไห้ง่ายดายเท่านี้มาก่อน
เธอไม่ได้รู้สึกอ่อนไหวเกินเหตุ แต่นี่คือน้ำตาแห่งความสุข เธอหวังเหลือเกินว่าความฝันนี้จะดำเนินต่อไปตลอดกาล ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก!
ถ้าเป็นแบบนั้นได้จะดีแค่ไหนกันนะ!