- หน้าแรก
- ใครว่าขายไข่ไม่รวย บันทึกเส้นทางเศรษฐีของคุณพ่อ
- บทที่ 4 การซื้อไข่ไก่สองร้อยฟอง
บทที่ 4 การซื้อไข่ไก่สองร้อยฟอง
บทที่ 4 การซื้อไข่ไก่สองร้อยฟอง
บทที่ 4 การซื้อไข่ไก่สองร้อยฟอง
หวังโหย่วเต๋อหยิบกระปุกชาออกมา ก่อนจะคีบถ่านใส่เตาเพื่อต้มน้ำเตรียมชงชาอย่างพิถีพิถัน
ระหว่างนั้นเขาก็แอบชำเลืองมองหลานชายคนโตด้วยหางตา พลางครุ่นคิดในใจว่า หรือคราวนี้เจ้าหลานชายตัวดีจะมาขอยืมเงินอีกแล้ว?
เงินหนึ่งหมื่นหยวนที่หวังโหย่วเต๋อให้หลินเจวี๋ยยืมไปในตอนนั้น เป็นเพราะเห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้องล้วนๆ ใครจะไปคิดว่าหลานชายจะเอาไปละลายแม่น้ำกับการทำธุรกิจจนหมดเนื้อหมดตัว!
ตอนนี้อย่าว่าแต่เงินต้นเลย แม้แต่เงาก็ยังไม่ได้คืน เขารู้สึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด ทุกวันต้องคอยรองรับอารมณ์แม่เสือสาวที่บ้าน ถูกด่าเช้าเย็นจนผมร่วงไปหลายกระจุกเพราะความกลุ้มใจ
"หลานเอ้ย วันนี้ลมอะไรหอบมาหาลุงถึงที่นี่ได้?" หวังโหย่วเต๋อลองหยั่งเชิงถาม
หลินเจวี๋ยไม่อ้อมค้อม เขาล้วงเงินสามสิบหยวนออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะทันที
หวังโหย่วเต๋อนึกว่าหลานชายกลับตัวกลับใจได้แล้วและนำเงินมาใช้หนี้ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ ประโยคถัดมาของหลินเจวี๋ยกลับทำให้เขาต้องชะงักด้วยความประหลาดใจ
"ท่านลุงครับ ช่วยขายไข่ไก่ให้ผมสักสามสิบหยวนเถอะครับ" หลินเจวี๋ยเอ่ย
มือที่ถือถ้วยชาร้อนของหวังโหย่วเต๋อสั่นระริกจนน้ำชาเกราดใส่ตัวเอง เขามองหลินเจวี๋ยด้วยความงุนงงแล้วถามว่า "เสี่ยวเจวี๋ย เจ้าจะซื้อไข่ไก่ไปทำไมตั้งมากมาย? ซื้อไปเยอะกินไม่ทัน เดี๋ยวก็เน่าเสียของเปล่าๆ"
หลินเจวี๋ยยิ้มบางๆ ไม่คิดจะปิดบัง "ผมไม่ได้ซื้อไปกินครับ แต่กะว่าจะลองทำไข่ต้มใบชาขายดู"
"ทำไข่ต้มใบชาขาย!?"
หวังโหย่วเต๋อและหยางเจี้ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ อุทานออกมาพร้อมกันด้วยความกังขา ทั้งคู่รู้ดีว่าก่อนหน้านี้หลินเจวี๋ยเคยล้มเหลวไม่เป็นท่าจากการทำธุรกิจมาแล้ว
ตอนนี้เพิ่งจะตั้งหลักได้ไม่ทันไร ก็คิดจะเอาเงินทุนก้อนสุดท้ายที่มีอยู่น้อยนิดไปละเลงเล่นอีกแล้ว ทำไมไม่ไปหางานทำในโรงงานให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที?
การใช้ชีวิตอย่างมั่นคง เดินทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ย่อมดีกว่าการเพ้อฝันว่าจะรวยทางลัดด้วยการเป็นเถ้าแก่ไม่ใช่หรือ
หวังโหย่วเต๋อถอนหายใจ หลานชายคนนี้เนื้อแท้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ติดที่หัวรั้นเกินไปหน่อย ในเมื่อไม่มีหัวการค้า ก็ควรจะถอดใจเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เจ็บตัวไปมากกว่านี้
ทำไมต้องทำให้ครอบครัวต้องพลอยลำบากกังวลไปด้วย?
"เสี่ยวเจวี๋ย ลองคิดดูใหม่ดีไหม? ถ้าอยากหางานทำเพื่อหาเงิน ลุงพอจะติดต่อเพื่อนฝากงานสบายๆ ในโรงงานซีอิ๊วประจำอำเภอให้ได้นะ เดือนหนึ่งก็ได้ตั้งสามสี่ร้อยเชียวนะ!" เขาเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน
หยางเจี้ยนกลัวว่าหลินเจวี๋ยจะตัดสินใจผิดพลาด จึงรีบเสริมขึ้นว่า "พี่เจวี๋ย ลุงพูดถูกนะ การทำธุรกิจมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ตาเห็นหรอก ชาวบ้านในหมู่บ้านจินหลงเลี้ยงไก่เก็บไข่กันแทบทุกบ้าน ถ้าพี่ทำไข่ต้มใบชามาขายในหมู่บ้าน รับรองว่าขายไม่ออกแน่"
"นั่นสิ!" หวังโหย่วเต๋อพยักหน้าสนับสนุน "คนหนุ่มสาวมักจะใจร้อนวู่วาม ทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี อย่าผลีผลามเด็ดขาด"
ทั้งสองคนต่างหวังดีและพยายามตักเตือน หลินเจวี๋ยรู้ดีว่าการกระทำในอดีตของเขาได้สร้างภาพจำที่ไม่ดีให้กับคนรอบข้างไปแล้ว
เขาคร้านจะเปลืองน้ำลายอธิบาย จึงถามกลับไปสั้นๆ ว่า "ท่านลุง ผมไม่อยากพูดอะไรมาก ขอถามคำเดียวว่าลุงจะขายไข่ไก่พวกนี้ให้ผมไหม? ถ้าไม่ขาย ผมจะได้ไปหาฟาร์มไก่อื่น"
เมื่อหลินเจวี๋ยยื่นคำขาดเช่นนี้ หวังโหย่วเต๋อก็รู้ว่าป่วยการที่จะเกลี้ยกล่อม เขาหยิบบุหรี่จงหฺวาขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันโขมงก่อนจะส่ายหน้า
"โทษทีว่ะ ธุรกิจนี้ลุงคงทำให้ไม่ได้ คราวที่แล้วเจ้าบอกจะเปิดร้านอินเทอร์เน็ต ลุงให้ยืมเงินไปก็โดนทั้งพ่อแม่เจ้าและเมียลุงด่าจนหูชา คราวนี้ถ้าขายไข่ให้เจ้าไปทำทุนอีก มีหวังลุงโดนด่าเปิงแน่... เฮ้อ เสี่ยวเจวี๋ย เข้าใจลุงหน่อยเถอะนะ ลุงเองก็ลำบากใจ"
หลินเจวี๋ยพยักหน้า ในเมื่อลุงปฏิเสธ เขาก็ไม่จำเป็นต้องดึงดัน
ฟาร์มไก่ในหมู่บ้านมีตั้งเยอะแยะ คงต้องมีสักคนที่ยอมขายให้เขา ทำไมต้องมายึดติดอยู่กับที่นี่ที่เดียวด้วย?
ก่อนจะลุกออกไป เขาหยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมาจิบอย่างไม่ใส่ใจ แล้วแทบจะพ่นพรวดออกมา
รสชาติขมฝาดเฝื่อนคอ เทียบไม่ได้เลยกับยอดชาจากต้นชาเล็กๆ ที่บ้านเขา ลุงของเขากลืนชาคุณภาพแย่แบบนี้ลงคอไปได้อย่างไร?
หลินเจวี๋ยวางถ้วยชาลงเงียบๆ ลุกขึ้นยืนแล้วถอนหายใจ "ท่านลุง งั้นพวกผมขอตัวก่อน ไม่รบกวนแล้วครับ"
เมื่อเห็นหลานชายกำลังจะกลับ หวังโหย่วเต๋อก็กุลีกุจอหยิบกระป๋องชาที่ยังไม่ได้แกะจากใต้โต๊ะน้ำชายัดใส่มือเขา
"เสี่ยวเจวี๋ย เอานี่ไปชิมดูสิ เพื่อนลุงซื้อชาทิกวนอิมอันซีของแท้มาจากต่างมณฑลเชียวนะ เป็นชาดีมีชื่อเสียง ฝากไปทักทายเจียงซือด้วยล่ะ"
"ขอบคุณครับท่านลุง" หลินเจวี๋ยไม่ปฏิเสธและรับชามา
หวังโหย่วเต๋อยังคงเป็นห่วง จึงตะโกนไล่หลังกำชับอีกรอบ "เรื่องขายไข่ต้มใบชาน่ะ คิดทบทวนให้ดีนะ การค้าขายมันมีความเสี่ยง ถ้าอยากไปทำโรงงานซีอิ๊วเมื่อไหร่ก็มาหาลุงได้เสมอ!"
หลินเจวี๋ยพยักหน้ารับคำลา แล้วพาหยางเจี้ยนมุ่งหน้าไปยังฟาร์มไก่อีกแห่งที่อยู่ใกล้เคียงทันที
หยางเจี้ยนดูจะสนใจชากระป๋องนั้นเป็นพิเศษ สายตาจับจ้องมันตลอดทาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "พี่เจวี๋ย ลุงของพี่นี่ใจป้ำชะมัด ทิกวนอิมอันซีของแท้ จินละตั้งร้อยหยวนเชียวนะ! แกให้มาง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?"
"ร้อยหยวน? ไอ้นี่เนี่ยนะ?" หลินเจวี๋ยส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ
คุณภาพชาแย่กว่าชาที่บ้านเขาลิบลับ ไม่มีทางถึงร้อยหยวนหรอก
ทั้งสองเดินคุยกันไปจนถึงฟาร์มไก่อีกแห่ง
ฟาร์มนี้ดูขนาดไม่ใหญ่นัก เจ้าของเป็นชายหนุ่ม พอได้ยินว่าหลินเจวี๋ยมาขอซื้อไข่ไก่ เขาก็ต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้น
"พี่ชาย ซื้อไข่เยอะขนาดนี้จะเอาไปขายปลีกเหรอครับ?" เจ้าของฟาร์มถามด้วยความอยากรู้
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก เอาเป็นว่าคุณจะขายไหม?" หลินเจวี๋ยถาม
"ขายสิครับ! มีเงินมาให้ถึงที่ใครไม่เอาบ้าง" เจ้าของฟาร์มยิ้มร่า พาพวกเขาเดินชมเล้าไก่ "ไก่ที่นี่เลี้ยงแบบปล่อยทุ่งทั้งหมด ไข่ไก่ปล่อยทุ่งคุณภาพดีกว่าไข่ไก่เลี้ยงอาหารสัตว์แน่นอน! พี่ชายมาถูกที่แล้ว"
หลินเจวี๋ยพยักหน้า หยิบไข่ใบหนึ่งขึ้นมาจากรังแล้วพิจารณา
เขาเป็นเชฟมานาน ตอกไข่มาไม่ต่ำกว่าหมื่นฟอง แค่มองปราดเดียวก็รู้คุณภาพ
ไข่ไก่ปล่อยทุ่งเปลือกจะหนากว่า สีออกน้ำตาล ขนาดเล็กกว่าไข่ไก่ทั่วไปเล็กน้อย แต่อย่าได้ดูถูกขนาดของมันเชียว เวลาปรุงสุกแล้วกลิ่นหอมของมันกินขาดไข่ธรรมดาแบบไม่เห็นฝุ่น
หลินเจวี๋ยพยักหน้า พอใจกับคุณภาพไข่มาก "บอกราคามาเลยเถ้าแก่ ถ้าตกลงกันได้ อนาคตเราอาจจะได้ร่วมงานกันยาวๆ"
เจ้าของฟาร์มไม่พูดพร่ำทำเพลง ดีดลูกคิดคำนวณแล้วเสนอตัวเลข "จินละสองหยวน เป็นไง?"
"สองหยวน?! ล้อเล่นหรือเปล่า? ราคาส่งทำไมแพงกว่าราคาตลาดล่ะ? คนบ้านเดียวกันลดหน่อยไม่ได้เหรอ ถ้าวันหน้าขายดี ผมจะมารับของจากคุณเพิ่มอีกนะ!" หลินเจวี๋ยต่อรองรวดเดียวจบ
สีหน้าเจ้าของฟาร์มชะงักไปเล็กน้อย เขามองออกว่าหลินเจวี๋ยตั้งใจมาซื้อจริงๆ ถ้าลดราคาให้หน่อย อาจจะได้ลูกค้าขาประจำ
ฟาร์มไก่ของเขาเพิ่งเริ่มขยายกิจการ ยังหาคู่ค้าที่แน่นอนไม่ได้ ถ้ายอมลดกำไรลงนิดหน่อยเพื่อผูกมิตรกับหลินเจวี๋ย อย่างน้อยต่อไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ระบายไข่ไก่
หลังไตร่ตรองดูแล้ว เจ้าของฟาร์มก็กัดฟันพยักหน้า "ต่อราคามาเลยพี่ชาย บอกตัวเลขมา!"
หลินเจวี๋ยยิ้ม ไม่คิดจะเล่นลิ้น จึงบอกไปตรงๆ "หนึ่งหยวนห้าสิบเหมา ไหวไหม?"
เจ้าของฟาร์มตาโตเมื่อได้ยินราคานี้ แล้วหัวเราะแห้งๆ "พี่ชาย ต่อโหดไปแล้ว ราคานี้ผมไม่ได้ทุนคืนหรอก หนึ่งหยวนแปดสิบเหมา! ต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ"
หลินเจวี๋ยยิ้ม สีหน้าเรียบเฉยไร้ความกังวล "หนึ่งหยวนห้าสิบเหมา ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หยางเจี้ยน ไปดูฟาร์มอื่นกัน!"
"อ้าว พี่เจวี๋ย!" หยางเจี้ยนเดินตามออกไปอย่างงงๆ
วินาทีนี้เอง เจ้าของฟาร์มเห็นว่าธุรกิจที่กำลังจะดีลได้กำลังจะหลุดลอยไป เขาร้อนใจจึงรีบตะโกนเรียกหลินเจวี๋ยให้กลับมา
"พี่ชาย เดี๋ยวสิ! หนึ่งหยวนห้าสิบก็หนึ่งหยวนห้าสิบ!"
เสียงเจ้าของฟาร์มดังไล่หลังมา หลินเจวี๋ยรู้ว่าแผนของเขาสำเร็จแล้ว จึงดึงตัวหยางเจี้ยนกลับมา
หยางเจี้ยนเพิ่งจะเข้าใจตอนนี้เองว่าหลินเจวี๋ยแค่แกล้งทำท่าจะไป ที่แท้ก็เป็นกลยุทธ์กดดันเจ้าของฟาร์ม
แผนแสร้งถอยเพื่อรุกนี้ช่างแยบยลนัก!
เจ้าของฟาร์มและลูกน้องช่วยกันแพ็คไข่ไก่ เงินสามสิบหยวนได้ไข่มา 20 จิน ถ้าคำนวณคร่าวๆ จินละ 10 ฟอง ราคาต้นทุนต่อฟองก็จะตกอยู่ที่ 0.15 หยวน
ไข่ไก่สองร้อยฟอง... ต่อให้ขายวันแรกไม่หมด ไข่ไก่ก็ยังเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติได้เป็นสิบวันถึงครึ่งเดือน ไม่ต้องกังวลเรื่องความสดใหม่
ไข่ไก่ถูกวางเรียงในถาดกระดาษซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วมัดด้วยเชือกพลาสติก
ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินรับของ หลินเจวี๋ยและหยางเจี้ยนต่างหอบของเต็มไม้เต็มมือ หลังจากซื้อไข่เสร็จ พวกเขาก็ไม่รอช้า รีบลงจากเขาแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อเข้าสู่ลานบ้าน หลินเจวี๋ยเห็นเจ้าตัวแสบสองคน เยว่เยว่กับเลี่ยงเลี่ยง กำลังนั่งยองๆ เล่นโคลนจนมือและหน้าตาเลอะเทอะมอมแมมไปหมด!
เรื่องใหญ่แล้วสิ ถ้าภรรยาเขากลับมาเห็นสภาพนี้ มีหวังองค์ลงแน่!
"เยว่เยว่ เลี่ยงเลี่ยง พวกลูกทำอะไรกันน่ะ?" หลินเจวี๋ยดุ
เด็กน้อยสองคนรีบลุกขึ้นยืนเอามือไพล่หลัง กลัวว่าหลินเจวี๋ยจะเห็นผลงานชิ้นเอกของพวกเขา
หลินเจวี๋ยอดขำไม่ได้กับท่าทางปกปิดความผิดแบบเด็กๆ เจ้าตัวแสบสองคนนี้ อายุแค่นี้ก็หัดเล่นละครตบตากันแล้ว ไม่รู้ไปจำมาจากใคร
"เล่นซนกันอีกแล้ว เยว่เยว่ พาน้องไปล้างมือเดี๋ยวนี้!" หลินเจวี๋ยสั่ง
เยว่เยว่ว่าง่าย รีบจูงมือน้องชายไปล้างเนื้อล้างตัวที่ก๊อกน้ำทันที
หลินเจวี๋ยเดินเข้าบ้าน วางข้าวของลงแล้วเงยหน้ามองนาฬิกาลูกตุ้มแบบโบราณบนผนัง สิบเอ็ดโมงแล้ว ได้เวลาเตรียมมื้อเที่ยง
เขาตั้งใจจะทำอาหารร้อนๆ ไว้รอเจียงซือกลับมากิน
หยางเจี้ยนยังไม่กลับ หลินเจวี๋ยชงชาร้อนให้เขาดื่มแก้เก้อ แล้วหิ้วกระต่ายสองตัวเข้าไปในครัว
กระต่ายสองตัวนี้เป็นตัวผู้หนึ่งตัวและตัวเมียหนึ่งตัว ตัวเมียตัวใหญ่กว่า ท้องป่องดูสมบูรณ์เป็นพิเศษ
หลินเจวี๋ยกำลังจะจัดการตัวเมียก่อน แต่พอลองคลำท้องดู เขาก็สัมผัสได้ถึงก้อนแข็งๆ ที่ดิ้นได้อยู่ข้างใน!
"โอ๊ะ! กระต่ายตัวเมียนี่ท้องอยู่นี่นา! ซื้อหนึ่งแถมยกครอกเลยแฮะ!"
หลินเจวี๋ยดีใจ รีบจับกระต่ายตัวเมียแยกใส่กรงต่างหาก แล้วหาเศษผักให้มันกินรองท้อง
กระต่ายขยายพันธุ์เร็วและโตไว พอมันคลอดลูกครอกนี้ออกมา ครอบครัวเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเนื้อกระต่ายกินอีก
"จะให้เจ้าหนูหยางเจี้ยนรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่ากระต่ายท้อง ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยขี้งกของมัน ต้องขอทวงคืนแน่!"
หลินเจวี๋ยซ่อนกรงไว้ในมุมมิดชิด แล้วคว้าขาหลังกระต่ายตัวผู้ขึ้นมา ใช้ไม้ทุบหัวให้สลบ จากนั้นเชือดคอและแขวนห้อยหัวลงเพื่อรีดเลือด
พอเลือดไหลออกจนเกือบหมด เขาเริ่มชำแหละโดยระวังไม่ให้เยื่อหุ้มอวัยวะภายในฉีกขาด ควักเครื่องในออกมาทิ้งอย่างหมดจด
แม้ขนของกระต่ายเนื้อเลี้ยงบ้านจะไม่สวยเท่ากระต่ายขนยาว แต่สัมผัสก็นุ่มมือใช้ได้
หลังจากถลกหนังและฟอกแล้ว เขาจะให้เจียงซือเอาไปเย็บเป็นหมวกขนกระต่ายกันหนาวให้ลูกๆ ทั้งสองคน!