- หน้าแรก
- มือปราบปีศาจเริ่มต้นจากพลังตบะหกสิบปี
- บทที่ 36 ตบะก้าวหน้า
บทที่ 36 ตบะก้าวหน้า
บทที่ 36 ตบะก้าวหน้า
บทที่ 36 ตบะก้าวหน้า
[ชื่อ: กู้เฉิน]
[วิชายุทธ์:]
วิชากายามังกรคำรามพยัคฆ์คำรน (ขั้นแรกเริ่ม)
ฝ่ามืออัคคีชาด (ขั้นสมบูรณ์)
ดัชนีสกัดชีพจร (ยังไม่ฝึกฝน)
ท่าเท้าเงามายา (ยังไม่ฝึกฝน)
เพลงกระบี่หงส์เหิน (ยังไม่ฝึกฝน)
[กำลังภายใน: พลังวัตรหยางบริสุทธิ์]
[ตบะบารมี: 124 ปี]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตทะลวงชีพจร (ขั้นกลาง)]
[แต้มยุทธ์: 35]
หลังจากการสังเคราะห์วิชาสำเร็จ หน้าต่างสถานะของกู้เฉินก็ดูสะอาดตาขึ้นมาก ชื่อวิชาย่อยทั้งสามถูกรวมเป็นหนึ่งเดียว
ทว่าเมื่อกวาดสายตามาถึงบรรทัดสุดท้าย หัวใจของกู้เฉินก็กระตุกวูบ
แต้มยุทธ์เหลือเพียง 35 แต้ม!
นั่นหมายความว่า การสังเคราะห์วิชาระดับสูงเพียงครั้งเดียว ใช้แต้มไปถึง 18 แต้ม ซึ่งมากกว่าการอัปเกรดหมัดเส้นเอ็นมังกรฯ สู่ขั้นสมบูรณ์เสียอีก!
"น... นี่มัน... ใช้แต้มเปลืองเกินไปแล้ว..."
กู้เฉินส่ายหน้าด้วยความหนักใจ ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เขามีแต้มยุทธ์ตุนไว้เกือบร้อย คิดว่าคงใช้ได้อีกนาน แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว แต้มเหล่านั้นก็ละลายหายไปจนเกือบหมด
ลางสังหรณ์บอกเขาว่า ยิ่งเขาก้าวหน้าไปไกลเท่าไหร่ ความต้องการแต้มยุทธ์ก็จะยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นเงาตามตัว
ดูท่า... เขาคงหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องเป็น 'นักล่าปีศาจ' ไปจนวันตายเสียแล้ว
แต่กู้เฉินก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับชะตากรรมนี้ เพราะปีศาจคือศัตรูตัวฉกาจของมนุษยชาติ การฆ่าพวกมันไม่ใช่เรื่องผิดบาป กลับเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เสียด้วยซ้ำ
ยิ่งฆ่ามากเท่าไหร่ ผู้คนก็จะปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่า เป้าหมายหลักของกู้เฉินไม่ใช่การเป็นวีรบุรุษกู้โลก แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเองในโลกอันโหดร้ายใบนี้ต่างหาก
ตอนนี้เขามีพลังวัตร 124 ปี กับแต้มยุทธ์ที่เหลืออีก 35 แต้ม กู้เฉินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจว่าจะยังไม่เพิ่มพลังวัตรในตอนนี้
เขาอยากลองของใหม่... อยากรู้ว่าอานุภาพของ 'วิชาระดับสูง' ที่เพิ่งได้มานั้น จะร้ายกาจสมคำร่ำลือหรือไม่
นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับวิชาระดับสูง ความตื่นเต้นจึงมีอยู่ไม่น้อย
คิดได้ดังนั้น เขาก็ส่งกระแสจิตสั่งการทันที
วิ้ง!
แต้มยุทธ์ 8 แต้มหายวับไป พร้อมกับสถานะของ 'วิชากายามังกรคำรามพยัคฆ์คำรน' ที่เปลี่ยนเป็น 'ขั้นแรกเริ่ม'
ครืนนน...
ทันใดนั้น ร่างกายของกู้เฉินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ เกิดขึ้นภายในตัวเขา
กล้ามเนื้อทุกมัด กระดูกทุกชิ้น เส้นเอ็นทุกเส้น แม้กระทั่งเซลล์ทุกเซลล์ ต่างก็สั่นไหวและส่งเสียงคำรามกึกก้อง
ปฏิกิริยานี้รุนแรงและครอบคลุมทั่วสรรพางค์กาย ผิวหนังเริ่มลอกคราบ ผิวชั้นนอกที่หยาบกร้านหลุดร่อนออก เผยให้เห็นผิวใหม่ที่แข็งแกร่งดุจเหล็กไหล ของเสียและสิ่งสกปรกสีดำถูกขับออกจากรูขุมขนอย่างต่อเนื่อง
การผลัดเปลี่ยนครั้งนี้รุนแรงไม่แพ้ตอนที่หมัดเส้นเอ็นมังกรฯ บรรลุขั้นสมบูรณ์เลยทีเดียว
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ วิชานี้ปรับปรุงร่างกายอย่าง 'ครอบคลุม' และ 'ลึกซึ้ง' ยิ่งกว่า
หมัดเส้นเอ็นมังกรฯ เน้นแค่เส้นเอ็นและกระดูก แต่วิชากายามังกรคำรามพยัคฆ์คำรนนั้น ขัดเกลาทุกส่วนสัด ตั้งแต่กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ไปจนถึงอวัยวะภายใน
เรียกได้ว่า หมัดเส้นเอ็นมังกรฯ เทียบไม่ติดฝุ่นเลย
นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นวิชาสายฝึกกายา ระดับสูง เมื่อระดับวิชาเพิ่มขึ้น พลังป้องกันของร่างกายก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สืบทอดมาจากวิชาเกราะเหล็กและวิชาสิบสามองครักษ์ฯ
"สมกับเป็นวิชาระดับสูง เหนือชั้นกว่าระดับกลางหลายขุมนัก" กู้เฉินอุทานในใจด้วยความทึ่ง
เมื่อการเปลี่ยนแปลงสิ้นสุดลง กู้เฉินหันมามองแต้มยุทธ์ที่เหลืออยู่ 27 แต้ม
คราวนี้เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตัก เปลี่ยน 27 แต้มเป็นพลังวัตร 27 ปีทันที!
เขาเลือกที่จะไม่ยกระดับวิชากายามังกรคำรามพยัคฆ์คำรนต่อ เพราะแค่ขั้นแรกเริ่มก็เพียงพอแล้วในตอนนี้ และการอัปเกรดวิชาระดับสูงแต่ละขั้นนั้นใช้แต้มมหาศาล ไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงในยามที่แต้มขัดสน
ตูม!
พลังวัตร 27 ปีไหลบ่าเข้าสู่ร่างกาย รวมกับของเดิมกลายเป็น 151 ปี!
ความรู้สึกอัดแน่นกลับมาอีกครั้ง ลมปราณจำนวนมหาศาลอัดแน่นอยู่ในทุกเส้นชีพจร ราวกับเขื่อนที่กักเก็บน้ำจนเกินขีดจำกัด ร่างกายของเขาพองขยายจนแทบจะระเบิด
โชคดีที่ร่างกายได้รับการขัดเกลาด้วยวิชาระดับสูงมาหมาดๆ จึงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งพอที่จะประคองสถานการณ์ไว้ได้ ไม่ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
กู้เฉินกัดฟันข่มความเจ็บปวด รวบรวมสมาธิชักนำกระแสลมปราณอันเชี่ยวกรากให้พุ่งทะลวงจุดชีพจร
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เพียงชั่วพริบตา ชีพจร 10 จุดถูกทะลวงผ่านอย่างง่ายดาย!
แต่กู้เฉินยังไม่หยุดแค่นั้น เขาอาศัยแรงส่งที่เหลืออยู่ กัดฟันสู้ต่อ จนสามารถทะลวงเพิ่มได้อีก 3 จุด!
รวมแล้วในการนั่งสมาธิครั้งนี้ เขาทะลวงชีพจรไปได้ถึง 13 จุด!
ทำให้ยอดรวมจุดชีพจรที่เปิดได้ในตอนนี้อยู่ที่ 35 จุด!
แม้ระดับพลังจะยังคงอยู่ที่ 'ขอบเขตทะลวงชีพจร (ขั้นกลาง) แต่จำนวน 35 จุดนี้ ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะระดับหาตัวจับยากในยุทธภพแล้ว
เพราะคนทั่วไป แค่เปิดได้ 18 จุดก็ถือว่าสุดยอดและพร้อมจะเลื่อนขั้นต่อไปแล้ว
แม้แต่อัจฉริยะบางคน การเปิดได้ถึง 35 จุด ก็ถือว่าเข้าใกล้ขีดจำกัดของมนุษย์เต็มที แต่กู้เฉินกลับรู้สึกว่า เขายังไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก
ลมปราณอันมหาศาลไหลเวียนอย่างอิสระผ่านชีพจรทั้ง 35 เส้น ให้ความรู้สึกถึงพลังอำนาจที่ไร้ขีดจำกัด แม้ร่างกายจะยังรู้สึกตึงๆ อยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่ทนได้
[ชื่อ: กู้เฉิน]
[วิชายุทธ์:]
วิชากายามังกรคำรามพยัคฆ์คำรน (ขั้นแรกเริ่ม)
ฝ่ามืออัคคีชาด (ขั้นสมบูรณ์)
ดัชนีสกัดชีพจร (ยังไม่ฝึกฝน)
ท่าเท้าเงามายา (ยังไม่ฝึกฝน)
เพลงกระบี่หงส์เหิน (ยังไม่ฝึกฝน)
[กำลังภายใน: พลังวัตรหยางบริสุทธิ์]
[ตบะบารมี: 151 ปี]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตทะลวงชีพจร (ขั้นกลาง)]
[แต้มยุทธ์: 0]
กู้เฉินมองตัวเลข 0 ที่ช่องแต้มยุทธ์แล้วถอนหายใจยาว ภารกิจเพิ่มพลังครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว
แม้จะเป็นเพียงขั้นกลาง แต่ด้วยพลังวัตร 151 ปี และชีพจร 35 จุด กู้เฉินมั่นใจว่า ในระดับขอบเขตทะลวงชีพจรด้วยกัน แทบไม่มีใครเป็นคู่มือเขาได้
และที่สำคัญ ยิ่งกว่าพลังวัตร คือวิชากายามังกรคำรามพยัคฆ์คำรน ซึ่งเป็นวิชาระดับสูง น้อยคนนักในระดับนี้จะมีวาสนาได้ครอบครอง
กู้เฉินลุกขึ้นจากเตียง จมูกได้กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงโชยออกมาจากร่างกาย เป็นคราบไคลและของเสียที่ถูกขับออกมา เขาจึงรีบไปอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดเอี่ยม
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
กู้เฉินตื่นแต่เช้าตรู่ หรือจะพูดให้ถูกคือเขาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับเขา การอดนอนเพียงคืนเดียวไม่ใช่ปัญหา หากไม่ได้ใช้พลังจิตวิญญาณไปจนหมดสิ้นเหมือนตอนอยู่เมืองหนิง เขาสามารถตื่นตัวได้ติดต่อกันหลายวันสบายๆ
กู้เฉินออกไปฝึกวิชาที่สวนหลังบ้าน แม้หน้าต่างสถานะจะมอบความรู้และประสบการณ์ให้โดยตรง แต่การฝึกฝนจริงเพื่อให้ร่างกายจดจำการเคลื่อนไหวและสร้างความคุ้นเคย ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น
ไม่อย่างนั้น เวลาต่อสู้จริง สมองสั่งการทัน แต่ร่างกายขยับตามไม่ทัน อาจถึงแก่ชีวิตได้
หลังจากฝึกซ้อมจนเหงื่อชุ่ม กู้เฉินก็ไปหากู้เฉิงเฟิงที่ห้อง เพื่อช่วยเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บตามปกติ
อาการของกู้เฉิงเฟิงดีขึ้นมาก สามารถลุกเดินเหินได้เองโดยไม่ต้องพยุงแล้ว
ขณะที่กู้เฉินกำลังถ่ายทอดลมปราณ กู้เฉิงเฟิงก็เลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ หันมามองหลานชายตาโต
"ต้าหลาง... ทำไมอาสู้สึกว่า... ลมปราณของเจ้าวันนี้ มันหนาแน่นและรุนแรงกว่าเมื่อวานมาก?"
กู้เฉินพยักหน้ายอมรับ "ข้าเพิ่งมีความก้าวหน้าเล็กน้อยเมื่อคืนขอรับ"
"เล็กน้อย?!"
กู้เฉิงเฟิงแทบสำลัก นี่เรียกว่าเล็กน้อยเหรอ? เขาฝึกมาทั้งชีวิตยังไม่เคยสัมผัสพลังที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ นี่มันระดับก้าวกระโดดชัดๆ!
ผ่านไปแค่คืนเดียว พลังเปลี่ยนไปขนาดนี้ นี่มันอัจฉริยะเหนือโลก หรือปีศาจกลับชาติมาเกิดกันแน่?
แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ เพราะรู้ว่า คนเรา ย่อมมีความลับ กู้เฉินไว้ใจเขาถึงขนาดไม่ปิดบังพลัง ก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว
เขามองหลานชายด้วยสายตาภาคภูมิใจ 'พี่ชาย... ลูกของพี่เป็นมังกรในหมู่มนุษย์จริงๆ'
"เอาล่ะๆ สองหนุ่ม เลิกคุยเรื่องฝึกวิชาได้แล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ" สวีชิงเอ๋อเดินเข้ามาตาม
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าเป็นไปอย่างอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตา
ระหว่างทานข้าว กู้เฉิงเฟิงถามไถ่เรื่องความก้าวหน้าของกู้เฉินอย่างสนใจ ซึ่งกู้เฉินก็ตอบเลี่ยงๆ ไปบ้างเพื่อไม่ให้ทุกคนตกใจ
...
สามวันผ่านไป
กู้เฉินใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนวิชาใหม่และดูแลอาการบาดเจ็บของอา
ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจยื่นเรื่องขอสอบเลื่อนขั้นเป็น 'ผู้ตรวจการ' ต่อหน่วยจิ้งเทียน
เช้าวันนี้ มีหนังสือตอบรับจากหน่วยจิ้งเทียนส่งมาถึงบ้าน กู้เฉินจึงรีบเดินทางไปยังที่ทำการหน่วยจิ้งเทียนสาขาเขตชั้นนอก
ตามกฎของหน่วยจิ้งเทียน ผู้ลาดตระเวนขั้นหนึ่งที่มีวรยุทธ์ระดับขอบเขตทะลวงชีพจร สามารถยื่นเรื่องขอสอบเลื่อนขั้นได้ หากผ่านการทดสอบ จะได้รับตำแหน่ง 'ผู้ตรวจการ' และมีสิทธิ์เข้าสังกัดสำนักงานใหญ่ในเขตเมืองชั้นใน
หน่วยจิ้งเทียนสาขาเขตชั้นนอก ประกอบด้วยผู้ลาดตระเวนและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน โดยมี 'ผู้บัญชาการ' ที่ถูกส่งตัวมาจากสำนักงานใหญ่ เป็นผู้ดูแลสูงสุด
ผู้บัญชาการจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และมีอำนาจตัดสินใจในการอนุมัติการสอบเลื่อนขั้นของผู้ลาดตระเวน
กู้เฉินเดินผ่านอาคารน้อยใหญ่ จนมาถึงหอคอยสูงสามชั้นอันเป็นที่พำนักของผู้บัญชาการ
หลังจากแสดงป้ายประจำตัวและแจ้งความจำนง เขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านใน เพื่อพบกับผู้กุมชะตาชีวิตในครั้งนี้