- หน้าแรก
- มือปราบปีศาจเริ่มต้นจากพลังตบะหกสิบปี
- บทที่ 33 ความอบอุ่น
บทที่ 33 ความอบอุ่น
บทที่ 33 ความอบอุ่น
บทที่ 33 ความอบอุ่น
หลังจากสังหารหลิวหนิงหยวน กู้เฉินยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ความโกรธแค้นค่อยๆ จางหายไปดั่งสายน้ำลด
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นขวดแก้วใบเล็กที่มีลวดลายสีดำลึกลับวางอยู่บนโต๊ะ เมื่อครู่เขาเห็นกับตาว่าวิญญาณร้ายมุดเข้าไปในนั้น
กู้เฉินหยิบขวดแก้วขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะใช้พลังวัตรบีบจนแตกละเอียดคามือ
เพล้ง!
ทันทีที่พันธนาการแตกออก วิญญาณร้ายก็พุ่งออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด หมายจะทำร้ายผู้ที่ปลดปล่อยมัน แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามของกู้เฉิน มันก็ชะงักงันด้วยความหวาดกลัว
มันเปลี่ยนเป้าหมายทันที พุ่งเข้าหาซากศพของหลิวหนิงหยวนที่นอนจมกองเลือดอยู่ และเริ่มกัดกินอย่างตะกละตะกลาม
เสียงเคี้ยว กร้วม กร้วม ดังประสานกับเสียงฝน
กู้เฉินยืนมองภาพสยดสยองนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย การกินสิ่งมีชีวิตคือสัญชาตญาณดิบของปีศาจ ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้
เมื่อวิญญาณร้ายกัดกินศพจนเหลือเพียงเศษซาก กู้เฉินก็ยกฝ่ามือขึ้น ซัดพลังอัคคีชาดใส่ร่างของมัน เปลวเพลิงลุกโชนเผาผลาญทั้งวิญญาณร้ายและซากศพจนมอดไหม้ไปพร้อมกัน
ด้วยวิธีนี้ จะไม่มีใครล่วงรู้ถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงของหลิวหนิงหยวน
กู้เฉินเร้นกายหายไปในความมืด เขาไม่ได้คิดจะตามไปจัดการครอบครัวของหลิวหนิงหยวนต่อ เพราะถือว่าสิ้นหลิวหนิงหยวนไปคนเดียว ตระกูลหลิวก็เหมือนงูไร้หัว หมดสิ้นอำนาจวาสนาไปโดยปริยาย
ส่วนหลิวเจิง... กู้เฉินไม่ได้ใส่ใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ต่อให้รักษาตัวจนหายดี ก็ไม่มีวันตามกู้เฉินทัน สำหรับกู้เฉิน หลิวเจิงเป็นเพียงบันไดขั้นแรกที่ใช้เหยียบย่ำเพื่อทดสอบพลังในโลกนี้เท่านั้น
ใช้เวลาไม่นาน กู้เฉินก็ลอบกลับเข้าบ้านตระกูลกู้ได้อย่างแนบเนียน และกลับเข้าห้องนอนโดยไม่มีใครรู้เห็น
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
กู้เฉินทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อกู้เฉิงเฟิงตื่นขึ้นมา เขาก็เข้าไปช่วยเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บให้อาเหมือนเช่นเคย
"ต้าหลาง พอเถอะ อย่าเสียพลังวัตรเพื่ออาเลย" กู้เฉิงเฟิงเห็นหลานชายทุ่มเทให้ตนก็รู้สึกเกรงใจ
กู้เฉินยิ้มบางๆ "ไม่เป็นไรหรอกขอรับท่านอา ตอนนี้ข้าบรรลุขอบเขตทะลวงชีพจรแล้ว พลังแค่นี้เล็กน้อยมาก"
"เจ้าบรรลุขอบเขตทะลวงชีพจรแล้ว?!"
กู้เฉิงเฟิงเบิกตาโพลง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
เขาบำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิตจนอายุปาเข้าไปสี่สิบกว่าปี เพิ่งจะก้าวข้ามมาถึงจุดนี้ได้ไม่นาน แต่หลานชายวัยยี่สิบปีของเขากลับทำได้แล้ว?
"ใช่ขอรับ อีกไม่กี่วัน ข้ากะว่าจะไปยื่นเรื่องขอสอบเลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการที่หน่วยจิ้งเทียน" กู้เฉินยืนยัน
เงื่อนไขแรกของการเป็นผู้ตรวจการ คือต้องมีวรยุทธ์ระดับขอบเขตทะลวงชีพจร
กู้เฉิงเฟิงอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปครู่ใหญ่ กว่าจะตั้งสติได้ "ต้าหลาง... เจ้าเก่งมาก... อาจำได้ว่าเจ้าเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตสะสมลมปราณเมื่อสองปีก่อนเองไม่ใช่หรือ?"
"ใช่ขอรับ" กู้เฉินพยักหน้า
"เจ้าพัฒนาเร็วขนาดนี้ รากฐานวรยุทธ์จะมั่นคงหรือ?" กู้เฉิงเฟิงอดห่วงไม่ได้ การฝึกยุทธ์ที่เร่งรีบเกินไปอาจส่งผลเสียในระยะยาว หรือธาตุไฟเข้าแทรกได้
กู้เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ "ท่านอาวางใจได้ รากฐานของข้าแน่นปึ้ก"
"งั้นก็ดี" กู้เฉิงเฟิงพยักหน้าด้วยความโล่งใจและภาคภูมิใจที่เห็นหลานชายเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาก "แต่เรื่องสอบเลื่อนขั้น อาว่าเจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน เพิ่งทะลวงผ่านด่านมา ควรรอให้พลังเสถียรก่อนสักระยะ ขอบเขตทะลวงชีพจรสำคัญมาก มันจะเป็นตัวกำหนดอนาคตในเส้นทางยุทธ์ของเจ้า"
"ข้าทราบดีขอรับ แต่ข้าทะลวงผ่านมาได้สักพักแล้ว และเปิดจุดชีพจรได้หลายจุด ข้ามั่นใจว่าสอบผ่านแน่นอน"
กู้เฉิงเฟิงลังเลเล็กน้อย "แล้วเจ้าเปิดจุดชีพจรได้กี่จุดแล้ว?"
กู้เฉินยิ้มแต่ไม่ตอบ ไม่ใช่ไม่อยากบอก แต่กลัวว่าบอกไปแล้วอาจะหัวใจวายตาย
กู้เฉิงเฟิงใช้เวลาทั้งชีวิตเปิดได้ 28 จุด แต่กู้เฉินมีแต้มยุทธ์มหาศาลรอการอัปเกรดอยู่ อีกไม่นานตัวเลขคงพุ่งกระฉูดจนน่าตกใจ
กู้เฉิงเฟิงเห็นหลานชายยิ้มอย่างมีเลศนัยก็พอเดาได้ว่าคงไม่ธรรมดา จึงไม่ซักไซ้ต่อ ได้แต่มองดูด้วยความชื่นชม
'พี่ใหญ่ พี่สะใภ้... พวกท่านหลับให้สบายเถิด ต้าหลางได้ดีแล้ว' เขารำพึงในใจ
"คุยอะไรกันอยู่สองหนุ่ม ข้าวปลาไม่ยอมกิน" สวีชิงเอ๋อเดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มอบอุ่น "ไปกินข้าวกันได้แล้วจ้ะ"
"ไปสิๆ กินข้าวกัน ต้าหลาง อาจะบอกให้ การกินสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์..."
"กิน กิน กิน รู้จักแต่กิน!" สวีชิงเอ๋อค้อนขวับ "ต้าหลาง อย่าไปฟังอาเจ้านะ เดี๋ยวจะกลายเป็นตารู้อยู่แต่เรื่องกิน"
"ขอรับท่านอาสะใภ้" กู้เฉินรับมุก ยิ้มร่า
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสุข กู้ชิงเหยียนและสาวใช้เสี่ยวอวี้นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิง พอเห็นกู้เฉินเดินเข้ามาก็หน้าแดง กุลีกุจอเลื่อนเก้าอี้ให้
กู้เฉินแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ชวนอาและอาสะใภ้คุยเรื่องสัพเพเหระ
ระหว่างทานข้าว กู้เฉิงเฟิงถามถึงเรื่องที่กู้เฉินไปรู้จักกับโจวชิ่งได้ยังไง กู้เฉินจึงเล่าเรื่องภารกิจที่เมืองหนิงให้ฟังคร่าวๆ โดยข้ามส่วนที่อันตรายไป เพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง
"นับเป็นวาสนาของตระกูลเราจริงๆ ที่ท่านผู้กุมกระจกโจวยื่นมือเข้าช่วย ต้าหลาง เจ้าต้องจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ให้ดีนะ อาคงไม่มีปัญญาตอบแทนเขาได้ คงต้องฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้ว วันหน้าหากเขามีเรื่องเดือดร้อน เราต้องช่วยเขาเต็มที่" กู้เฉิงเฟิงกำชับ
"ท่านอาวางใจได้ ข้าเข้าใจดี" กู้เฉินรับปาก
เขาเป็นคนรู้คุณคน แม้โจวชิ่งจะช่วยเพราะเห็นแก่หน้าบิดา แต่บุญคุณครั้งนี้กู้เฉินจดจำไว้ในใจเสมอ วันนี้เขาอาจยังไม่มีพลังพอ แต่สักวันเขาจะตอบแทนให้อย่างสาสม
ช่วงบ่าย กู้เฉินเดินทางไปยังที่ทำการหน่วยจิ้งเทียนสาขาเมืองชั้นนอก
ภารกิจที่เมืองหนิง นอกจากจะได้แต้มยุทธ์มามหาศาลแล้ว เขายังได้รับแต้มผลงานจากหน่วยจิ้งเทียนอีกด้วย ครั้งนี้เขาตั้งใจจะนำแต้มผลงานไปแลกคัมภีร์ยุทธ์เล่มใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ยิ่งขึ้นไปอีก