- หน้าแรก
- ชีวิตอมตะเริ่มต้นจากการตกปลาล้ำค่า
- บทที่ 3: อยากตกปลา (แก้ไข)
บทที่ 3: อยากตกปลา (แก้ไข)
บทที่ 3: อยากตกปลา (แก้ไข)
บทที่ 3: อยากตกปลา (แก้ไข)
“พี่ชาย นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?”
เสี่ยวเหยียนยืนมองลู่ชิงยุ่งอยู่ข้างๆ อย่างเชื่อฟังมาโดยตลอด รอจนเขาทำคันเบ็ดเสร็จแล้ว ก็อดที่จะเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ไม่ได้
“นี่เรียกว่าคันเบ็ด ใช้สำหรับตกปลา วันนี้พวกเราจะมีอะไรกินหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับมันแล้วล่ะ”
ลู่ชิงโบกคันไม้ไผ่ไปมา ลองจับดูรู้สึกถนัดมืออยู่บ้าง ก็พอใจอยู่ไม่น้อย ในชาติก่อนเขาเป็นผู้ที่ชื่นชอบการตกปลาอย่างยิ่ง ปกติแล้วหากมีอารมณ์ ก็จะชอบทำคันเบ็ดเล็กๆ ขึ้นมาเล่นเองบ้าง คาดไม่ถึงว่าฝีมือนี้จะมามีประโยชน์ที่นี่ได้
ดวงตาของเจ้าตัวเล็กพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที: “พี่ชายจะจับปลาหรือเจ้าคะ?”
“จะจับได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ ลองดูก่อนค่อยว่ากัน หากตกปลาได้จริงๆ พวกเราก็จะมีน้ำแกงปลาให้ดื่มแล้ว”
“น้ำแกงปลา...” เสี่ยวเหยียนเมื่อได้ยินสองคำนี้ ก็จมอยู่ในจินตนาการแล้ว น้ำลายก็อดที่จะไหลออกมาจากมุมปากไม่ได้
“พี่ชาย เช่นนั้นพวกเรารีบไปตกปลากันเถิดเจ้าค่ะ!”
เจ้าตัวเล็กค่อนข้างจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว ครั้งล่าสุดที่นางได้กินปลา ก็เป็นเวลานานมากแล้ว ตอนปีใหม่ ท่านพ่อซื้อปลาตัวใหญ่มาจากตลาด ในความทรงจำของนาง ปลาอร่อยมากจริงๆ
“อย่าเพิ่งรีบร้อน พวกเรายังต้องเตรียมเหยื่ออีกหน่อย”
เหยื่อหาได้ไม่ยาก ลู่ชิงไปยังบริเวณที่ดินค่อนข้างจะเย็นและอุดมสมบูรณ์มุมหนึ่งในลานบ้าน ใช้เสียมขุดลงไปสองสามครั้ง ก็พบเหยื่อที่ตนเองต้องการแล้ว
【ไส้เดือนแดง: ผู้ช่วยที่ดีในการพรวนดิน ดูเหมือนจะสามารถใช้เป็นยาได้ด้วย】
ละเลยข้อมูลที่ปรากฏขึ้นบนตัวไส้เดือน ลู่ชิงก็นำมันใส่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่อันหนึ่ง เขาขุดของสิ่งนี้ ไม่ใช่ว่าต้องการจะนำมาใช้เป็นสมุนไพร เขาไม่รู้วิชาแพทย์เสียหน่อย
ปิดกระบอกไม้ไผ่ให้ดี เหลือเพียงรูระบายอากาศไว้รูหนึ่ง แบกคันเบ็ดไว้บนหลัง แล้วก็ถือถังไม้เก่าๆ ใบหนึ่ง สองพี่น้องก็เริ่มเดินออกไปข้างนอกอย่างองอาจผึ่งผาย
เพิ่งจะออกจากลานเล็กๆ เดินอยู่ในหมู่บ้านได้ไม่ไกล ก็ถูกหญิงชาวบ้านคนหนึ่งร้องเรียกไว้
“ลู่ชิง เจ้าหายป่วยแล้ว เดินได้แล้วหรือ?”
หญิงชาวบ้านอุ้มเสื้อผ้ากองหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะซักกลับมา น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มตระกูลลู่ป่วยหนัก เหลือลมหายใจรวยรินแล้ว แม้แต่ท่านหมอเฉินไปดูแล้ว ก็ยังบอกว่าได้แต่ดูชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น เหตุใดจึงเพิ่งจะผ่านไปเพียงวันเดียว ก็กลับมาแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า สามารถออกไปข้างนอกได้แล้ว? เมื่อคืนนี้ ชาวบ้านยังคงหารือกันอยู่เลยว่า เมื่อใดจะไปเก็บศพให้เขาเสียที
“ใช่แล้วขอรับท่านป้าหวัง ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด หลังจากนอนไปสองวัน อาการป่วยของข้าก็ค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว เมื่อเช้าก็สามารถลุกจากเตียงได้แล้วขอรับ”
ลู่ชิงตอบตามน้ำเสียงของเจ้าของร่างเดิมเมื่อก่อน โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมเมื่อก่อนมีนิสัยค่อนข้างจะพูดน้อยเก็บตัว ไม่ได้เลียนแบบยากเย็นอะไรนัก
“พี่ชายเป็นเพราะดื่มยาของท่านปู่เฉิน ก็เลยหายป่วยในทันทีเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเหยียนที่อยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมา
ท่านป้าหวังไม่มีแก่ใจที่จะสังเกตว่านิสัยของลู่ชิงมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง เมื่อเห็นลู่ชิงดูเหมือนจะหายดีแล้วจริงๆ นางก็เผยรอยยิ้มออกมา กล่าวซ้ำๆ ว่า: “หายก็ดีแล้ว หายก็ดีแล้ว” ขณะเดียวกันในใจก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
สองวันนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านหลายคนไปดูลู่ชิงแล้ว หลังจากนั้นก็ล้วนกล่าวว่าเขเกรงว่าจะยากที่จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ทุกคนต่างก็พูดคุยกันว่า หากเด็กหนุ่มตระกูลลู่ไม่อยู่แล้วจริงๆ ลู่เสี่ยวเหยียนจะทำอย่างไร ความเห็นของผู้เฒ่าผู้แก่ก็คือ ให้ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านรับเลี้ยงเสี่ยวเหยียน ส่วนคนอื่นๆ ก็รวบรวมเงินกันบ้าง ถือว่าเป็นค่าเลี้ยงดูของนาง
เคราะห์ร้ายที่ สามีของนางกลับมากลับบอกว่าอยากจะรับเลี้ยงเสี่ยวเหยียน กล่าวว่าเมื่อก่อนตอนที่ทุกคนหนีภัยสงครามมาด้วยกัน ผู้เฒ่าตระกูลลู่เคยมีบุญคุณต่อเขา เขาไม่สามารถมองดูสายเลือดสุดท้ายของท่านไม่มีใครดูแลได้ การที่จะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ท่านป้าหวังย่อมไม่ยินดี แต่ก็ไม่กล้าที่จะขัดแย้งกับสามีต่อหน้า ดังนั้นจึงทำได้เพียงภาวนาให้ลู่ชิงสามารถผ่านพ้นไปได้ บัดนี้เมื่อเห็นลู่ชิงหายดีแล้วจริงๆ นางก็รู้สึกดีใจอย่างจริงใจ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ท่านป้าหวังก็กล่าวกับลู่ชิงด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า: “ลู่ชิงเอ๋ย ต่อไปเจ้าจะต้องดูแลสุขภาพให้ดีนะ เสี่ยวเหยียนตอนนี้ก็เหลือเพียงเจ้าเป็นญาติเพียงคนเดียวที่สามารถพึ่งพิงได้ หากเจ้าไม่อยู่ด้วยอีกคน นางผู้โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งจะทำอย่างไรเล่า”
ลู่ชิงค่อนข้างจะประหลาดใจ ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ท่านป้าหวังผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่มีน้ำใจถึงเพียงนี้ ทว่าเขาก็ยังคงตอบรับอย่างสุภาพ: “ข้าทราบแล้วขอรับ ขอบคุณท่านป้าหวังที่เป็นห่วง ข้าจะดูแลเสี่ยวเหยียนให้ดี”
“อืม เช่นนี้จึงจะเป็นเด็กดี” ท่านป้าหวังจึงพอใจ เพียงแค่ลู่ชิงยังอยู่ สามีของนางก็จะไม่เกิดความคิดที่จะรับเลี้ยงเสี่ยวเหยียนขึ้นมาอีก นางก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว
หลังจากอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ท่านป้าหวังจึงสังเกตเห็นของที่สองพี่น้องถืออยู่ในมือ
“พวกเจ้าถือทั้งถังไม้ ทั้งคันไม้ไผ่ นี่จะไปทำอะไรกัน?”
“ท่านป้าหวัง พี่ชายกับข้าจะไปจับปลาเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเหยียนกล่าวอย่างดีใจ
“จับปลาหรือ?” ท่านป้าหวังกล่าวอย่างสงสัย เพียงแค่คันไม้ไผ่อันหนึ่ง ถังไม้เก่าๆ ใบหนึ่ง จะจับปลาอะไรได้? นางนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลลู่ ทันใดนั้นก็เข้าใจขึ้นมา เกรงว่าสองพี่น้องนี้จะหิวจนทนไม่ไหว อยากจะลงไปในแม่น้ำจับปลากินกระมัง?
ท่านป้าหวังรีบกล่าวว่า: “พวกเจ้าหิวแล้วใช่หรือไม่ ไป กลับไปที่บ้านข้า ที่บ้านท่านป้ายังมีอะไรให้กินอยู่บ้าง ลู่ชิงร่างกายเจ้าเพิ่งจะดีขึ้นเล็กน้อย จะลงไปในแม่น้ำทำไม อย่าให้ต้องเป็นหวัดป่วยอีกนะ”
“วางใจเถิดขอรับท่านป้าหวัง พวกเราไม่ลงไปในแม่น้ำหรอก เพียงแค่ลองดูว่าจะสามารถตกปลาที่ริมตลิ่งได้หรือไม่เท่านั้นเอง” ลู่ชิงยิ้มปฏิเสธ การได้รับอาหารฟรีมื้อหนึ่งย่อมดีแน่นอน แต่สองพี่น้องพวกเขาก็ไม่สามารถจะอาศัยการช่วยเหลือจากชาวบ้านไปได้ตลอดเวลา หากเป็นเช่นนั้นแล้ว แม้จะมีบุญคุณมากเพียงใด ก็ย่อมมีวันที่ถูกใช้จนหมดสิ้นไปได้
“ตกปลาหรือ? ลู่ชิงเจ้ายังมีความสามารถนี้ด้วยหรือ?” ท่านป้าหวังประหลาดใจ นางย่อมทราบดีว่าการตกปลาคืออะไร แต่ในหมู่บ้านดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดเชี่ยวชาญในฝีมือนี้เลย ลู่ชิงกลับรู้หรือ?
“เพียงแค่รู้บ้างเล็กน้อยเท่านั้นเองขอรับ เมื่อก่อนเคยได้ยินบิดาพูดถึง ก็เลยอยากจะลองดู” ลู่ชิงตอบ
ท่านป้าหวังจึงนึกขึ้นได้ว่า บิดาของลู่ชิงนั้นอ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง ทั้งยังเคยเดินทางไปข้างนอกบ่อยครั้ง ความรู้ย่อมกว้างขวางกว่าชาวบ้านเช่นพวกเขามากนัก บางที เขาอาจจะทราบวิธีการที่พิเศษอะไรบางอย่างก็ได้
ทว่าท่านป้าหวังก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง: “เช่นนั้นก็ไม่รีบร้อนในตอนนี้ ร่างกายเจ้าเพิ่งจะดีขึ้นเล็กน้อย ควรจะพักผ่อนให้มากหน่อย ปลาจะตกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ อย่าให้ต้องไปตากลมนานๆ ริมแม่น้ำ ปลาตกไม่ได้ ตนเองกลับเป็นหวัดไปเสียอีกนะ”
หากลู่ชิงป่วยอีกครั้ง ด้วยร่างกายที่ผอมแห้งนี้ของเขา จะสามารถทนผ่านไปได้อีกครั้งหรือไม่ก็ยังยากที่จะกล่าวได้
ลู่ชิงฟังออกถึงความห่วงใยในน้ำเสียงของนาง ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง
“วางใจเถิดขอรับท่านป้าหวัง ข้าจะระมัดระวังตัว จะไม่ฝืนทำอย่างเด็ดขาด”
ท่านป้าหวังเกลี้ยกล่อมอีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ ก็ทำได้เพียงกล่าวว่า: “เช่นนั้นพวกเจ้าจะต้องสัญญากับท่านป้าว่าจะไม่ลงไปในแม่น้ำอย่างเด็ดขาด”
“ดีขอรับ พวกเราจะไม่ลงไปในแม่น้ำอย่างเด็ดขาด ท่านป้าหวังลาแล้วนะขอรับ”
ท่านป้าหวังมองดูลู่ชิงสองพี่น้องเดินออกไปนอกหมู่บ้าน ทันใดนั้นก็สะดุ้งเฮือก
“จริงสิ ต้องรีบไปบอกเจ้าคนหัวดื้อที่บ้านเสียหน่อยว่า เด็กหนุ่มตระกูลลู่รอดชีวิตแล้ว ให้เขาเลิกคิดที่จะรับเลี้ยงเด็กหญิงคนนั้นเสียที”
ท่านป้าหวังรีบร้อนกลับบ้านไป ลู่ชิงสองพี่น้อง ขณะที่เดินออกไปข้างนอก ก็ยังพบเจอชาวบ้านอีกหลายคน ชาวบ้านทุกคน เมื่อเห็นลู่ชิง ต่างก็แสดงความตกใจ พากันถามว่าเขาหายป่วยได้อย่างไร ทุกครั้งในยามนี้ เสี่ยวเหยียนก็จะบอกพวกเขาอย่างดีใจว่า พี่ชายเป็นเพราะดื่มยาของท่านปู่เฉินจึงหายดีแล้ว ทำให้ทุกคนนอกจากจะประหลาดใจแล้ว ก็อดที่จะเคารพนับถือท่านหมอเฉินมากขึ้นไปอีกไม่ได้
วิชาการแพทย์ของท่านหมอนับวันยิ่งล้ำเลิศขึ้นไปอีกนะ แม้แต่คนอย่างลู่ชิงที่เหลือลมหายใจรวยริน ก็ยังสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ช่างเก่งกาจจริงๆ
หลังจากทอดถอนใจแล้ว ทุกคนก็ดีใจแทนตระกูลลู่ ท้ายที่สุดแล้วลู่ชิงไม่ตาย สายเลือดของตระกูลลู่ ก็ถือว่ายังคงสืบทอดต่อไปได้ เมื่อทราบว่าลู่ชิงจะไปจับปลาที่ริมแม่น้ำ ก็พากันเกลี้ยกล่อมเขาว่า เพิ่งจะฟื้นไข้ ไม่ควรจะไปโดนน้ำเย็นอีก จนกระทั่งลู่ชิงรับปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เขาจะไม่ลงไปในแม่น้ำ จึงเลิกเกลี้ยกล่อม และพวกเขาเมื่อได้ยินว่าลู่ชิงจะไปตกปลา ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
ตกปลา เรื่องนี้ใครจะไม่รู้ ชาวบ้านบางคน หรืออาจจะเคยลองไปตกเองด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วปลาในแม่น้ำอ้วนพี ทั้งยังเป็นของที่ไม่มีเจ้าของ ใครจะไม่โลภอยากได้บ้าง แต่ผู้ที่เคยลองทุกคน ในที่สุดก็ล้มเลิกไป เพราะในสายตาของพวกเขาแล้ว การตกปลานั้นยากเกินไปจริงๆ บ่อยครั้งที่ต้องนั่งเฝ้าอยู่ครึ่งวัน อาจจะได้ปลาตัวเล็กๆ เพียงหนึ่งหรือสองตัวเท่านั้น แม้จะนานๆ ครั้งที่สามารถตกปลาตัวใหญ่ได้บ้าง นั่นก็ไม่คุ้มค่า ใครบ้างจะไม่มีงานไร่นาต้องทำมากมาย เพื่อปลาเพียงหนึ่งหรือสองตัวนี้ ก็ต้องเสียเวลาไปมากมายถึงเพียงนั้น ชีวิตยังจะต้องดำเนินต่อไปอีกหรือไม่
ก็มีเพียงลู่ชิงเช่นนี้ ที่นาในบ้านก็รกร้างไปแล้ว ไม่มีงานไร่นาอะไรต้องทำ ทั้งยังไม่มีข้าวสารเหลืออยู่แม้แต่เมล็ดเดียว จึงจะคิดที่จะตกปลาสองสามตัวมาประทังความหิวได้กระมัง
เมื่อทราบความคิดของลู่ชิงแล้ว ทุกคนก็ไม่ได้ขัดขวางเขาอีก เพียงแค่กำชับสองสามคำแล้ว ก็แยกย้ายกันไป กลับเป็นเด็กโตครึ่งๆ กลางๆ สองสามคน เมื่อได้ยินคำพูดของลู่ชิงแล้ว ก็สนใจอย่างยิ่ง จึงตามหลังพวกเขาไปยังริมแม่น้ำด้วย ต้องการจะดูว่าเขาตกปลาอย่างไรกันแน่