เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21: ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาร้องเพลงกันเถอะ

บทที่ 21: ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาร้องเพลงกันเถอะ

บทที่ 21: ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาร้องเพลงกันเถอะ


บทที่ 21: ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาร้องเพลงกันเถอะ

คืนนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น แต่เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินฉวนซานก็นำทหารหลายนายขึ้นมาบนเขา

"คุณชายกู้ รบกวนในช่วงหลายวันนี้ อย่าได้ก้าวออกจากลานเรือนนี้"

หน้าประตูเรือน เฉินฉวนซานมีสีหน้าเคร่งขรึม

"ท่านแม่ทัพ หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?" กู้หยวนชิงถาม

"นี่เป็นพระราชโองการ เรื่องอื่นไม่สามารถเปิดเผยได้"

เฉินฉวนซานตอบรับเบาๆ แล้วหันไปสั่งทหารองครักษ์สองนายที่ตามมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เจ้าสองคนเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนนี้ ผู้ใดบังอาจพูดคุยกับคนในลานเรือน ประหาร! ผู้ใดบังอาจออกมาจากลานเรือน ประหาร!"

"ขอรับ!"

จากนั้น เฉินฉวนซานก็หันหลังเดินจากไป

กู้หยวนชิงรู้ดีว่าคำพูดนี้เป็นการพูดให้เขาฟัง แต่เขาก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ หากต้องการจะออกไปจริงๆ อย่าว่าแต่ทหารสองนายตรงหน้านี้เลย แม้แต่เฉินฉวนซานเองก็ยังรั้งเขาไว้ไม่ได้

พอถึงช่วงบ่าย กู้หยวนชิงก็เข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดตนเองจึงถูกกักบริเวณอยู่ในลานเรือน ในภูเขาเป่ยเฉวียนแห่งนี้ มีช่างฝีมือและคนรับใช้กลุ่มใหญ่เข้ามา

หลังจากคนเหล่านี้ขึ้นเขามาแล้ว บางคนก็เริ่มซ่อมแซมบ้านเรือน บางคนก็ทำความสะอาดถนน กำจัดมอสและวัชพืชบนทางเดินหิน

ส่วนที่ตีนเขาก็ได้จ้างคนงานมาขนย้ายต้นไม้ต่างๆ หินที่เจียระไนอย่างดี และกระเบื้องอิฐขึ้นมาบนเขาอย่างต่อเนื่อง ในพริบตา ภูเขาเป่ยเฉวียนทั้งลูกก็กลายเป็นสถานที่ก่อสร้าง

หลายวันต่อมา ก็ยังคงเป็นเช่นนี้

แม้กู้หยวนชิงจะไม่ได้ออกจากลานเรือน แต่การเปลี่ยนแปลงในหุบเขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน

อาหารสามมื้อในแต่ละวัน ยังคงมีบ่าวรับใช้นำมาส่งให้ในลานเรือน ทหารที่หน้าประตูผลัดเปลี่ยนเวรยามทั้งกลางวันกลางคืน ไม่เคยละทิ้งหน้าที่

กู้หยวนชิงไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่าย เขาสามารถใช้ฌานทัศนาภูผา แอบฟังช่างฝีมือในหุบเขาพูดคุยสัพเพเหระ ก็ถือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง

ช่างฝีมือเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากอำเภอใกล้เคียง เห็นได้ชัดว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ รู้เพียงว่าวันนั้นเช้าตรู่ก็ถูกทางการแจ้งให้วางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วมาที่ภูเขาเป่ยเฉวียนแห่งนี้

ที่นี่คือเขตต้องห้าม พวกเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง ตอนมาถึงใหม่ๆ ยังกังวลว่าจะไม่ได้กลับไป แต่เมื่อเห็นว่ามีคนมามากมายขนาดนี้ และเป็นเพียงการซ่อมแซมบ้านเรือนจึงค่อยวางใจลง

นอกจากเรื่องสัพเพเหระในชนบทแล้ว เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันมากที่สุดก็คือเรื่องการอภิเษกสมรสขององค์หญิงใหญ่ เห็นได้ชัดว่าข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วต้าเฉียนแล้ว

แน่นอน หลายวันนี้สิ่งที่กู้หยวนชิงทำมากที่สุดก็ยังคงเป็นการทดสอบภูเขาวิญญาณ ดูเผินๆ เหมือนนอนตากแดดหลับปุ๋ยอยู่ในลานเรือน แต่จิตใจกลับดำดิ่งอยู่ในลานทดสอบนานแล้ว

ในตอนนี้คู่ต่อสู้ ได้เปลี่ยนจากขั้นยุทธ์แท้จริงระดับหกหรือเจ็ดในตอนแรก มาเป็นขั้นยุทธ์แท้จริงระดับแปดหรือเก้าแล้ว

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ดูแลงาน (จื๋อซื่อ) ผู้อาวุโส หรือเจ้าสำนักของสำนักกระบี่เป่ยเฉวียน

เพลงกระบี่ของพวกเขายิ่งดูเก๋าเกมมากขึ้น ทุกกระบวนท่าที่พวกเขาใช้ล้วนชำนาญถึงขีดสุด หรือแม้กระทั่งยอดเยี่ยมกระเทียมดอง ทุกครั้งที่ฟาดกระบี่ออกไปล้วนอยู่ในจังหวะที่คาดไม่ถึงที่สุด

เกือบทุกคนล้วนมีความโดดเด่นในเพลงกระบี่ของตนเอง กระบวนท่ากระบี่ธรรมดาๆ ในมือของคนเหล่านี้ อานุภาพกลับเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่า ประกอบกับปรากฏการณ์อัศจรรย์ขั้นยุทธ์แท้จริงที่แตกต่างกันไป การต่อสู้จึงหลุดพ้นจากรูปแบบเพลงกระบี่เดิมๆ ไปนานแล้ว

กู้หยวนชิงดูดซับความเข้าใจจากการต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง การดูแลเช่นนี้แม้แต่ศิษย์สายตรงของสำนักก็ยังไม่มีทางได้รับ

นอกจากในการทดสอบนี้แล้ว จะไปหาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับสูงที่แตกต่างกันมากมายเช่นนี้มาต่อสู้ด้วยได้จากที่ไหน

ความก้าวหน้าทางกระบี่รุดหน้าไปวันละพันลี้ ความเข้าใจในวิถีกระบี่ก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ทัศนะของกู้หยวนชิงก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรู้สึกถึงความก้าวหน้า เขาก็สนุกกับมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย!

และในตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยพอใจก็คือ การฝึกกระบี่ในลานเรือนไม่สามารถปล่อยมือปล่อยเท้าได้อย่างเต็มที่

หากความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ถูกคนอื่นรู้เข้า เกรงว่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ สำหรับเขาในตอนนี้ เวลาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพียงแค่ผ่านไปอีกสักระยะ แม้ปรมาจารย์ยุทธ์จะมา เขาก็ไม่เกรงกลัว

ถึงวันที่สี่ กู้หยวนชิงก็ถูกเชิญออกจากลานเรือนอีกครั้ง เพื่อให้ช่างฝีมือสะดวกในการซ่อมแซมบ้านที่พังทลายในลานเรือนของเขา

และระหว่างทางที่เดินไป ก็มีทหารคอยกั้นอยู่ตลอด ราวกับจะป้องกันไม่ให้กู้หยวนชิงพูดอะไรออกมา

ช่างฝีมือที่เห็นภาพนี้ต่างก็คาดเดาถึงฐานะของกู้หยวนชิง พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา มีทหารคนหนึ่งตวาดเสียงดังด้วยความเย็นชา "ภูเขาเป่ยเฉวียนเป็นเขตต้องห้าม หากไม่อยากหัวหลุดจากบ่า ก็อย่าได้มองสอดรู้สอดเห็น อย่าได้พูดจาเหลวไหล!"

พลังปราณของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นยุทธ์แท้จริงแผ่ออกมา กดดันอย่างน่าเกรงขาม!

ทำให้ช่างฝีมือโดยรอบตกใจจนตัวสั่น รีบเงียบเสียงลงทันที บ้างก็รีบเดินจากไป บ้างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อไป

กู้หยวนชิงได้แต่หัวเราะทั้งน้ำตา ถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยหรือ?

ช่างฝีมือเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง แม้จะอย่างมากที่สุดก็ไม่เกินขั้นหลอมกายาหรือขั้นรวมปราณช่วงต้น แต่ก็ทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว แรงก็เยอะ

หากเป็นในชาติก่อน ไม้ซุงที่ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ หรือคนจำนวนมากจึงจะยกไหว พวกเขากลับแบกขึ้นไปบนหลังคาได้คนเดียว

ใช้เวลาเพียงวันเดียว บ้านและกำแพงลานเรือนที่พังทลายก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ กู้หยวนชิงจึงได้ย้ายกลับเข้าไป

เก้าวันต่อมา นอกจากตำหนักใหญ่สองสามหลังที่ยังไม่ได้ซ่อมแซมแล้ว ลานเรือนที่พักอาศัยอื่นๆ ล้วนดูใหม่เอี่ยม ภูเขาเป่ยเฉวียนราวกับกลับคืนสู่ความรุ่งเรืองในอดีต ไม่เหลือเค้าของซากปรักหักพังเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

"นี่คือพลังของราชสำนัก ดูเหมือนว่าราชวงศ์ในโลกนี้ก็มีศักยภาพที่จะเป็นจอมบ้าคลั่งการก่อสร้างเหมือนกันนะ"

กู้หยวนชิงนอนอยู่ในลานเรือน รู้สึกทึ่งอยู่บ้าง เพียงแต่จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้กะทันหัน

ถึงเช้าวันที่สิบ ช่างฝีมือทั้งหมดก็ลงจากเขาไป ภูเขาเป่ยเฉวียนทั้งลูกก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ความคึกคักต่อเนื่องหลายวัน ทันใดนั้นก็เงียบสงบลงเช่นนี้ กู้หยวนชิงค่อนข้างจะไม่คุ้นเคย

"ท่านทหารทั้งสอง ข้าว่าคนในหุบเขาดูเหมือนจะไปกันหมดแล้ว จะให้ข้าออกไปเดินเล่นข้างนอกได้หรือไม่?"

ทหารสองนายที่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ตาจ้องจมูก จมูกจ้องใจ ยืนนิ่งไม่ไหวติง

"พวกท่านไม่ตอบเช่นนี้ ข้าถือว่าพวกท่านอนุญาตแล้วนะ"

กู้หยวนชิงพูดจบ ก็ก้าวเท้าเดินออกไปนอกลานเรือน

แคร้ง!

ดาบยาวที่เอวของคนทั้งสองถูกชักออกมา พร้อมกันนั้นก็หันกลับมามอง สายตาเย็นเยียบ ราวกับจะบอกว่า หากเจ้าก้าวไปข้างหน้าอีกครึ่งก้าวก็จะลงมือแล้ว

คิ้วของกู้หยวนชิงกระตุกขึ้น แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ถอยเท้ากลับ เขาเดินกลับเข้าไปในลานเรือน มือหนึ่งยกโต๊ะน้ำชา มือหนึ่งยกเก้าอี้มาวางไว้หน้าประตูใหญ่

จากนั้นก็ยกกาน้ำชาและถ้วยชาออกมา หยิบผลไม้แห้งที่เก็บไว้เมื่อวันก่อนมาวางบนโต๊ะ แล้วก็นั่งลงหน้าประตูเรือนอย่างไม่เกรงใจใคร พลางพูดว่า "ในเมื่อออกไปไม่ได้ เช่นนั้นข้านั่งชมทิวทัศน์อยู่หน้าประตูเรือนนี้คงไม่มีปัญหากระมัง? อยู่ในลานเรือนสิบกว่าวัน มองอะไรก็เบื่อไปหมดแล้ว"

ทหารสองนายที่อยู่หน้าประตูเงียบไป ตราบใดที่ไม่ขัดต่อคำสั่งทหาร พวกเขาย่อมไม่สนใจ เพียงแค่ยืนนิ่ง โคจรเคล็ดวิชาขัดเกลาพลังหยวน

แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาประเมินความเบื่อหน่ายของกู้หยวนชิงต่ำเกินไป

"เอ๊ะ ท่านทหารทั้งสอง ท่านว่าภูเขาเป่ยเฉวียนแห่งนี้ร้างมาหลายสิบปีแล้ว ทันใดนั้นก็มีการก่อสร้างใหญ่โต เป็นเพราะเหตุใดกันหรือ?"

เห็นได้ชัดว่าจะไม่มีใครตอบเขา

กู้หยวนชิงจิบน้ำชา "หรือว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น?"

ยังคงไม่มีใครตอบ

เขาหยิบผลไม้แห้งเข้าปาก "หรือว่าจะมีใครมา?"

ในลานเรือนเงียบสงัด มีเพียงเสียงเขากินของ

"เรื่องเหล่านี้พูดไม่ได้หรือ? เช่นนั้นเรามาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า หอนางโลมอี้หงในเมืองหลวงพวกท่านเคยไปหรือไม่? ได้ยินว่านางคณิกาอันดับหนึ่งที่นั่นชื่อไป๋หมู่ตาน ตอนนี้ยังเป็นนางอยู่หรือเปล่า?"

"อยากจะดื่มสุราเลิศรสฉงอวี้เจียเนียงของหอจุ้ยเซียนโหลวจริงๆ เลย ยังมีอาหารแปดอย่างนั้นอีก ไม่ได้กินมาปีกว่าแล้ว โดยเฉพาะเป็ดย่างน้ำผึ้งนั่น คิดแล้วก็น้ำลายไหล"

...

"ที่เขตจิ้นซีมีเพลงพื้นบ้านเพลงหนึ่งชื่อ 'ดอกท้อหัวเราะ' ไพเราะมากเลยนะ จะให้ข้าร้องให้ท่านทหารทั้งสองฟังหรือไม่? อืม ดวงจันทร์แย้มบานในอุ้งมือ ดวงใจยิ้มเอย เมฆาลอย...ช่างเถอะ ร้องไม่ได้อารมณ์นั้น หรือว่าข้าร้องเพลงให้พวกท่านฟังดีกว่า"

"แค่กๆ!" กู้หยวนชิงกระแอมกระไอ "จอกสุราแห่งความโศกเศร้าเดียวดายยืนอยู่ริมหน้าต่าง ข้าอยู่หลังประตูแสร้งทำเป็นว่าท่านยังไม่จากไป สถานที่เก่า..."

เขาร้องอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ประเมินระดับการร้องเพลงของตนเองเลย เพลงที่ไพเราะอยู่แล้วกลับกลายเป็นเหมือนเสียงโหยหวนของภูตผี

ส่วนในหูของผู้คนในโลกที่แตกต่างแห่งนี้ซึ่งไม่เคยได้ยินเพลงประเภทนี้มาก่อน ก็ราวกับมีมีดกรีดอยู่บนร่างกาย เจ็บปวดเข้ากระดูกดำ หรือเหมือนมีมดฝูงหนึ่งไต่ยั้วเยี้ยอยู่ที่ปลายหัวใจ ทรมานไปทั้งตัว

ทหารทั้งสองกำหมัดแน่น ใบหน้าเขียวคล้ำ!

จบบทที่ บทที่ 21: ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาร้องเพลงกันเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว