เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 ผู้นำที่ดี

ตอนที่ 11 ผู้นำที่ดี

ตอนที่ 11 ผู้นำที่ดี


ตอนที่ 11 ผู้นำที่ดี

“มีสองวิธีในการยกเลเวลพลังของพวกเธอ หนึ่งคือการฝึก และอีกอย่างคือการกิน”

“การฝึกนั้นหมายถึงการฝึกพลังของตัวเอง ในขณะเดียวกันการกินนั้นหมายถึงการกินอาหารบางอย่าง ซึ่งฉันไม่จําเป็นต้องอธิบายมากนักเพราะพวกเธอทุกคนก็น่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว”

“มาพูดถึงความสําคัญของการยกเลเวลพลังของพวกเธอและความเข้าใจส่วนตัวของฉันในตอนนี้ก่อนดีกว่า”

โม่ซิ่วนั้นเข้าใจดีว่าการสรุปของหวังหยูนั้นเชื่อถือได้ แต่มันไม่ได้เป็นข้อมูลที่ถูกยอมรับและถูกพิมพ์ลงในหนังสือเรียน

“พวกเธอน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าเมื่อวาน หวังเล่ยใช้พลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับสามารถเอาชนะพวกเธอทุกคนได้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะเลเวลพลังของเขานั้นสูงกว่าของพวกเธอมาก”

โม่ซิ่วยกมือขึ้นและถามว่า "อาจารย์ แล้วเลเวลพลังมันแตกต่างกันมากแค่ไหนและถ้าเทียบกับการต่อสู้จริงมันจะมีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่ครับ?"

หวังหยูผายมือให้โม่ซิ่วเอามือลง

“แตกต่างกันมากทีเดียว ถ้าหากเทียบเป็นเลเวลของสกิล ความแตกต่างเพียงหนึ่งเลเวลจะสามารถลดเวลาคูลดาวน์ลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง นายคงจะเข้าใจแล้วใช่มั้ย?”

โม่ซิ่วพยักหนเเข้าใจ ในการต่อสู้จริงนั้นเวลาคูลดาวน์ก็เกี่ยวข้องกับความเป็นและความตายอย่างมาก มันเหมือนกับตอนที่เขาต่อสู้กับปีศาจอินทรีก่อนหน้านี้ ถ้าหากพลังของเขาเข้าต้องคูลดาวน์กระทันหัน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคงจะออกมาตรงกันข้ามแน่นอน”

“ถ้าเป็นแบบนั้น พลังของอาจารย์หวังเล่ยอยู่ในเลเวลไหนเหรอครับ? ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างบ้างแต่ก็ไม่น่าจะต่างกันมากถึงขนาดนี้ได้ใช่ไหมครับ?”

หลังจากที่หลิวซี่หยางถามคําถามนี้ เขาก็รู้สึกว่าเขานั้นหยาบคายเล็กน้อย

หวังหยูไม่ได้สนใจและตอบว่า "พลังของเขาอยู่ในเลเวล 4"

“เอาล่ะ ก่อนอื่นจะมาพูดถึงการฝึกกันก่อน ต่อให้จะมีบางคนจะใช้พลังของตัวเองทุกวันเป็นเวลาแปดหรือสิบปี แต่พวกเขาก็อาจไม่สามารถยกเลเวลเลเวลได้เลยแม้แต่เลเวลเดียว แต่บางคนสามารถเพิ่มเลเวลพลังของพวกเขาได้หลังจากใช้มันเพียงแค่สองสามครั้งเท่านั้น ฉันจึงได้ข้อสรุปว่าการฝึกเพียงอย่างเดียวนั้นไร้ประโยชน์ ดังนั้นการทําความเข้าใจพลังของตัวเองก่อนนั้นสําคัญกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นเรามาพูดถึงการกินบ้าง หลังจาก ”จุดเริ่มต้น“ ได้กำเนิดขึ้น มนุษย์ได้รับพลังมาสี่อย่าง ส่วนสัตว์นั้นได้รับพลังและความสามารถอันทรงพลังหนึ่งอย่าง และพืชได้กลายเป็นสมุนไพรจนเป็นผลให้พืชเกือบทั้งหมดนั้นมีพลังในตัวของมันเอง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสมุนไพรที่กลายเป็นยาอายุวัฒนะอันล้ำค่าด้วย”

“สมุนไพรนั้นมีหลายประเภท ซึ่งบางคนสามารถกินมันเพื่อเพิ่มเลเวลพลังได้ทันที ตัวอย่างเช่นสมุนไพรแห่งวิญญาณที่สุดสามารถเพิ่มเลเวลพลังจากเลเวล 1 เป็นเลเวล 2 ได้ทันที”

โม่ซิ่วนั้นรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีเพราะแถวบ้านของเขามีร้านขายสมุนไพรอยู่ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าไปและตกใจกับราคาของทุกอย่างภายในร้านอย่างมาก

เงินเดือนของแม่ของเขาคือ 5,000 หยวน ในขณะที่สมุนไพรที่เสริมความแข็งแกร่งของร่างกายธรรมดาๆนั้นกลับมีราคาถึง 50,000 หยวน ซึ่งมันเป็นเงินเดือนที่แม่ของเขาต้องทำงานเกือบหนึ่งปี

ดังนั้น โม่ซิ่วจึงไม่เคยนึกถึงสมุนไพรเลย เพราะเขาสามารถฝึกให้หนักกว่าคนอื่นเพื่อแลกกับความแข็งแกร่งทางร่างกายที่ดีขึ้นได้

ในระหว่างคาบเรียนนี้ หวังหยูได้อธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจในเลเวลพลังของเขา ซึ่งนี่เป็นครั้งที่สองที่โม่ซิ่วได้เรียน ในคาบของหวังหยู ซึ่งเขายังคงตกใจและได้รับประโยชน์จากคาบเรียนนี้อย่างมาก

เมื่อถึงช่วงเที่ยง ทั้งสี่คนจึงรีบไปที่สนามซ้อมเพื่อเตรียมแผนหลังอาหารกลางวัน

เวลาผ่านไปจนเป็นช่วงบ่ายพร้อมกับหวังเล่ยที่กำลังเดินมาหาพวกเขาอย่างสบายๆ

"เป็นไง..."

ฟิ้ววว!

ก่อนที่หวังเล่ยจะทันได้พูดจบ โม่ซิ่วได้เริ่มเปิดฉากโจมตีไปแล้ว โดยที่เขาใช้แขนขวาของเขาชกออกไปและไปกระแทกเข้ากับแขนขวาของหวังเล่ย

คราวนี้โม่ซิ่วไม่ได้ใช้พลังใดๆ ซึ่งนี่เป็นเพราะหลังจากการต่อสู้ครั้งแรกเมื่อวานนี้ พลังของเขาได้ถูกเปลี่ยนเป็นเนตรแห่งพระเจ้า ดังนั้นในการต่อสู้ครั้งที่สองเขาจึงไม่ได้ใช้พลังใดๆ

ดังนั้น ถ้าโม่ซิ่วต้องการใช้ “ก้าวข้ามขีดจำกัด” เขาจะต้องใช้เนตรแห่งพระเจ้าก่อนหนึ่งครั้งเพื่อเปลี่ยนพลังของเขา

ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจมากนักเนื่องจากเขายังไม่ถูกจับได้ว่ามีพลังเนตรแห่งพระเจ้าอยู่ ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรตามมา

ทันทีที่เขาโจมตีหวังเล่ย โม่ซิ่วได้เปิดใช้งานพลังเนตรแห่งพระเจ้าทันที

"พลังที่หนึ่ง : เกราะเพลิง (ใช้งานได้)"

“เอฟเฟกต์พลัง : คลุมร่างผู้ใช้อยู่ในเปลวไฟ เพิ่มการป้องกัน 300% และการโจมตี 500% (ติดสถานะเผาไหม้เพิ่มเติม)”

"ระยะเวลาการใช้: 30 นาที"

"ระยะเวลาคูลดาวน์ : หนึ่งชั่วโมง"

เขาสามารถมองเห็นได้เพียงพลังเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่หวังเล่ยจะมีพลังเพียงพลังเดียว ซึ่งหมายความว่าโม่ซิ่วสามารถเพิ่มเลเวลพลังเนตรแห่งพระเจ้าเพื่อให้สามารถมองเห็นพลังอื่นเพิ่มขึ้นได้

พลังติดตัวของเขาได้ถูกบิดพลิ้วอีกครั้งและกลายเป็น “ก้าวข้ามขีดจำกัด” จากนั้นโม่ซิ่วก็ใช้พลังของเขาทันที

หมัดอีกหมัดได้ถูกชกออกไป ในขณะเดียวกันหวังเล่ยก็เริ่มตอบโต้โดยการใช้พลังเกราะเพลิงทันที

หมัดของโม่ซิ่วกระทบเข้ากับเปลวไฟจนทําให้เท้าของหวังเล่ยถอยออกไปเล็กน้อย

คราวนี้สายตาที่หวังเล่ยมองโม่ซิ่วนั้นเปลี่ยนไป โม่ซิ่วได้ปล่อยหมัดอีกครั้งไปที่หวังเล่ย หวังเล่ยนั้นไม่ได้รับแต่เอาหัวหลบไปด้านข้าง

ส่วนโม่ซิ่วเองก็ไม่สนใจและโจมตีอย่างสุดกําลังโดยไม่สนว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม

ในขณะที่โม่ซิ่วและหวังเล่ยกําลังสู้กัน อีกสามคนจึงไม่อยู่เฉย ซึ่งมู่ชิงอี้นั้นได้พบจุดอับที่ปาดาบสั้นได้ แม้ว่ามันอาจจะไม่สามารถเจาะทะลวงการป้องกันของหวังเล่ย ได้ แต่อย่างน้อยพวกมันก็น่าจะทําให้เกราะได้รับความเสียหาย

แน่นอนว่าอย่างที่โม่ซิ่วนั้นคาดไว้ ดาบสั้นของมู่ชิงอี้ทําให้หวังเล่ยต้องหลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่ได้ส่งผลอะไรกับหวังเล่ยมากนัก

ในขณะเดียวกัน หลิวซี่หยางได้ย่องมาด้านหลังหวังเล่ยและเตรียมที่จะโจมตีอย่างลับๆ หวังเล่ยจึงเหวี่ยงมือกลับจนไปกระทบกับภาพลวงของหลิวซี่หยาง

หวังเล่ยนั้นคิดว่าหลิวซี่หยางจะปรากฏตัวขึ้นข้างเขาและโจมตีเขาจากทั้งสองด้านพร้อมกับโม่ซิ่ว ดังนั้นเขาจึงไม่โจมตีโม่ซิ่ว

แต่เมื่อหลิวซี่หยางปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขายังคงอยู่ด้านหลังหวังเล่ยซึ่งเขาอยู่ห่างออกไปเพียงเมตรเดียวเท่านั้น

จากนั้นหวังเล่ยที่รู้ตัวว่าเขาถูกหลอกจึงโจมตีโม่ซิ่วทันที

แต่มันก็สายเกินไปแล้ว ลำแสงสีทองกระพริบใต้ฝ่าเท้าของโม่ซิ่วซึ่งทำให้อาณาเขตธาตุเหล็กของเย่หยวนถูกเปิดใช้งานและสามารถเพิ่มพลังโจมตีของโม่ซิ่วได้

โม่ซิ่วนั้นรู้สึกว่าพลังของเขาเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ซึ่งนี่เป็นการเพิ่มขึ้น 20% หลังจากที่ใช้ “ก้าวข้ามขีดจำกัด” ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของพลังครั้งจึงค่อนข้างน่าตกใจ

แต่ถึงอย่างนั้น การต่อสู้กับหวังเล่ยยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาง ในแง่ของประสบการณ์การต่อสู้ที่แท้จริง พวกเขาทั้งสี่คนยังไม่สามารถเทียบกับหวังเล่ยได้ แล้วนับประสาอะไรกับความแตกต่างด้านพลัง

โม่ซิ่วจึงก้าวถอยหลังออกไปทันทีขณะที่หวังเล่ยนั้นก้าวไปข้างหน้าและไปยืนอยู่ที่ตําแหน่งเดิมของโม่ซิ่ว

จากนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ลําแสงสองดวงได้พุ่งออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของหวังเล่ยซึ่งมันคือธาตุไฟและธาตุไม้ของเย่หยวนโดยที่เขาใช้ธาตุไฟโจมตีหวังเล่ยก่อน

ซึ่งครั้งนี้ การโจมตีนั้นได้ทําให้หวังเล่ยหยุดชั่วขณะเท่านั้นและไม่ทำให้เขาบาดเจ็บใดๆ แต่ด้วยพลังของธาตุไม้ มันทำให้หวังเล่ยถูกตรึงร่างไว้ทันที

ขาของโม่ซิ่วเริ่มย่อลงก่อนที่เขาจะบิดเอวเพื่อรวบรวมพลังจากนั้นจึงชกออกไปสุดแรง

หมัดตรงนี้เป็นการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของโม่ซิ่วแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะเอาชนะหวังเล่นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการโจมตีนี้เท่านั้น

"ตู้มมมม!!!"

เมื่อหมัดนี้เข้าปะทะที่ท้องส่วนล่าง หวังเล่ยจึงถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง

จากนั้น หวังเล่ยก็ทําให้ร่างกายของเขากลับมามั่นคงอีกครั้ง แม้ว่าพวกเขาทั้งสี่จะพยายามบุกเข้ามาจากด้านหน้า แต่พวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้สู้กลับอีกแล้ว

แม้ว่าโอกาสจะปรากฏขึ้นให้เห็น แต่พวกเขากลับยังไม่สามารถเอาชนะหวังเล่ยได้

ดังนั้นหลังจากที่ซัดทั้งสี่คนให้หมอบลงกับพื้น หวังเล่ยจึงปรบมือและพูดว่า “ไม่เลวนี่ พวกเธอคิดแผนที่สุดยอดเช่นนี้ได้ดีจริงๆ ถึงแม้ว่าพวกเธอใช้โม่ซิ่วเป็นตัวหลักแต่การต่อสู้เป็นทีมของพวกเธอนั้นดีขึ้นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด”

“การโจมตีของมู่ชิงอี้และหลิวซี่หยางนั้นเป็นเป้าหลอกโดยมีเป้าหมายคือให้เย่หยวนเพิ่มพลังของโม่ซิ่วและวางกับดักให้ฉันไปติดกับ หลังจากที่เสริมพลังของโม่ซิ่วเสร็จแล้ว จึงใช้พลังธาตุทั้งสองแบบ แบบละ 1 วินาที จนทําให้ฉันติดกับและถูกตรึง”

“แผนของพวกเธอค่อนข้างดีทีเดียว ใครเป็นคนคิดแผนนี้รึ?”

ทั้งสามคนมองไปที่โม่ซิ่วทันที

หวังเล่ยนั้นพูดว่า "นายนี่เป็นผู้นําที่ค่อนข้างดีทีเดียว"

โม่ซิ่วจึงพูดตรงๆไปว่า "อาจารย์ พวกเรายังอยากสู้ต่อ!"

จบบทที่ ตอนที่ 11 ผู้นำที่ดี

คัดลอกลิงก์แล้ว