เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10: คาบเรียนการต่อสู้

บทที่ 10: คาบเรียนการต่อสู้

บทที่ 10: คาบเรียนการต่อสู้


บทที่ 10: คาบเรียนการต่อสู้

โม่ซิ่วไม่แน่ใจว่าหวังหยูจะรู้ว่าเขาใช้ “พลังเนตรแห่งพระเจ้า” หรือไม่ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าใช้มันอย่างไม่คิด

มู่ชิงอี้และอีกสองคนเห็นว่าโม่ซิ่วไม่มีความตั้งใจที่จะสู้ต่อไปหลังจากที่ไม่สามารถทำลายการป้องกันได้ ดังนั้นพวกเขาจึงตกตะลึงทันทีและไม่รู้ว่าต้องทําอย่างไร

ในตอนนี้ร่างกายทั้งหมดของหวังเล่ยถูกเปลวไฟลุกท่วม ซึ่งทําให้ไม่สามารถเห็นการแสดงท่าทีของเขาได้อย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้นหวังเล่ยได้ทำให้ทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

ด้วยการก้าวเพียงสองก้าว หวังเล่ยได้พุ่งผ่านโม่ซิ่วและมาถึงด้านหน้าของอีกสามคนทันที

เขาต่อยหลิวซี่หยางอย่างรวดเร็ว แต่ทันทีที่หมัดของเขาสัมผัสกับร่างของหลิวซี่หยาง ร่างกายของหลิวซี่หยางก็กลายเป็นภาพลวงตา

หมัดของหวังเล่ยนั้นพลาด ซึ่งตอนนี้หลิวซี่หยางที่ก่อนหน้านี้ยืนอยู่นั้นได้หายตัวไปอย่างสมบูรณ์

หวังเล่ยจึงหันกลับมาและต่อยอีกครั้งทันที!

แต่หลังจากนั้นเงาสีดําได้ปรากฏขึ้นด้านหลังหวังเล่ย จากนั้นเงาสีดําก็ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นและเมื่อเงาดําทั้งหมดปรากฏขึ้น หมัดของหวังเล่ยก็ตกลงมาบนร่างนั้น

ใช่แล้ว! ร่างๆนี้คือหลิวซี่หยางที่ใช้พลังของเขา พลังที่เขาใช้เมื่อครู่คล้ายกับการก้าวด้วยความเร็วสูงจนเหลือเพียงภาพเงาเอาไว้และเขาก็ไปปรากฏตัวทันทีที่ด้านหลังหวังเล่ย

แต่ถึงอย่างนั้น เขาเองไม่ได้คิดว่าหวังเล่ยจะมองเห็นร่างจริงของเขาได้ ซึ่งพลังหมัดของหวังเล่ยนั้นได้ส่งให้หลิวซี่หยางกระเด็นออกไปทันที

หวังเล่ยยังไม่หยุดเท่านั้น เขาเตะไปที่เย่หยวนที่กำลังหนีเมื่อเห็นว่าหลิวซี่หยางถูกต่อย

หวังเล่ยไล่ตามเขาไป แต่เมื่อหวังเล่ยก้าวไปข้างหน้า วงกลมก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขาและการระเบิดของแสงก็ปะทุขึ้น

หลังจากนั้น หวังเล่ยก็หยุดเคลื่อนไหวโดยที่เย่หยวนตะโกนว่า "เร็วเข้า รีบโจมตีเขาเดี๋ยวนี้!"

เมื่อโม่ซิ่ว หลิวซี่หยาง และ มู่ชิงอี้ ได้ยินแบบนี้ พวกเขาจึงโจมตีพร้อมกัน โม่ซิ่วซึ่งอยู่ใกล้กับหวังเล่ยมากที่สุดได้ต่อยเข้าที่หลังของหวังเล่ยด้วยพลังทั้งหมดของเขา

ในขณะเดียวกัน หลิวซี่หยางเองก็หยิบกริชออกมาจากและแทงไปที่แขนขวาของหวังเล่ย

มู่ชิงอี้ซึ่งยืนนิ่งไปปากริชพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของหวังเล่ยเช่นกัน

หวังเล่ยในตอนนี้ถูกโจมตีจากสามทิศ ซึ่งทั้งสามคนนั้นตอบสนองอย่างรวดเร็วและโจมตีเขาในเวลาไม่ถึงวินาที

หวังเล่ยที่หยุดเพียงวินาทีเดียว หลังจากที่ฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้ว เขาก็คว้าข้อมือของหลิวซี่หยางและเหวี่ยงเขาไปด้านหลังให้ชนกับโม่ซิ่ว

จากนั้นมือซ้ายของเขาก็ไปคว้ากริชของมู่ชิงอี้ แต่ถึงอย่างนั้นกริชก็ทะลวงผ่านฝ่ามือของหวังเล่ยไปและมุ่งตรงไปที่ใบหน้าของเขา

แก๊งง!

กริชที่เข้ามาแทงหวังเล่ยนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลให้กับเขาเลย ซึ่งเหมือนกับการโจมตีของโม่ซิ่วในตอนแรกที่มันไม่สามารถทําลายการป้องกันของหวังเล่ยได้

หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็ไม่มีแรงที่จะต้านทานได้อีกต่อไปและถูกหวังเล่ยโจมตีฝ่ายเดียว นอกจากมู่ชิงอี้ที่ทำพอจะสู้ด้วยได้เล็กน้อยแล้ว อีกสามคนที่เหลือทุกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว

หวังเล่ยได้ถอนพลังของเขาและพูดว่า "พวกเธอจะต้องมาสู้กับฉันใหม่ในอีกสามชั่วโมง"

แม้แต่โม่ซิ่วเองก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง เขาจะเอาชนะคนๆนี้ได้ยังไง? เพราะเขาไม่สามารถแม้แต่จะทำลายการป้องกันของเขาได้ด้วยซ้ำ แต่เขากลับต้องสู้กับหวังเล่ยอีกครั้งในอีกสามชั่วโมง

โม่ซิ่วจึงระดมพลเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการต่อสู้ของพวกเขาในการต่อสู้ครั้งต่อไป

“ในการต่อสู้เมื่อกี้พวกเราไม่รู้พลังของกันและกัน ดังนั้นเราจึงไม่มีแบบแผนในการสู้และเพื่อให้การต่อสู้เป็นทีมออกมาดีขึ้น พวกเราจะต้องรู้ถึงพลังของกันและกันก่อน”

“ฉันจะเริ่มก่อน พลังของฉันเรียกว่า”พลังก้าวข้ามขีดจำกัด“ซึ่งมันสามารถเพิ่มพลังทั้งหมดในร่างกายของฉันได้”

แม้ว่าโม่ซิ่วจะไม่พูดถึงว่าพลังของเขาจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดหลังจากที่เปิดใช้งาน แต่มันทำให้มู่ชิงอี้และอีกสองคนประหลาดใจเล็กน้อยเพราะพวกเขาไม่เคยได้เห็นพลังที่สามารถเพิ่มพลังในร่างกายทั้งหมดได้

มู่ชิงอี้เป็นคนที่สองที่พูด “พลังของฉันคือ”การย่นระยะพื้นที่“ที่กริชเมื่อกี้สามารถผ่านฝ่ามือของอาจารย์หวังเล่ยได้เป็นก็เพราะฉันใช้การย่นระยะพื้นที่นี่แหละ แต่น่าเสียดายที่พลังโจมตีของฉันยังน้อยเกินไปจนไม่สามารถทําอะไรอาจารย์หวังเล่ยได้”

หลิวซี่หยางพูดต่อ “พลังของฉันเรียกว่า”การทิ้งร่าง“พวกนายก็น่าจะได้เห็นแล้ว มันจะสร้างภาพของฉันและทําให้ฉันหายไป ในหนึ่งวินาทีต่อมา หลังจากนั้นฉันจะไปปรากฏตัวที่ตรงไหนได้ภายในรัศมีหนึ่งเมตรจากตําแหน่งเดิมของฉัน”

เย่หยวนพูดว่า “พลังของฉันคือ”พลังธาตุทั้งห้า“ธาตุเหล็กถูกใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการโจมตี ธาตุไม้ใช้เพื่อตรึงร่าง ธาตุน้ำถูกใช้เพื่อรักษา ธาตุไฟถูกใช้เพื่อสร้างความเสียหาย และธาตุดินถูกใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการป้องกันของฉัน ฉันสามารถตั้งจุดที่จะตรึงร่างตรงไหนก็ได้แต่ฉันไม่สามารถใช้ได้ทันที เพราะมันจะถูกใช้โดยอัตโนมัติหลังจากผ่านไปสองวินาที ดังนั้นฉันเลยธาตุไม้เพื่อตรึงร่างอาจารย์หวังเล่ยได้”

ไม่มีใครปิดบังพลังของพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว เพราะยังไงก็ตามพลังของพวกเขาจะถูกแสดงออกมาให้เห็นนการต่อสู้อยู่แล้ว

สิ่งที่จําเป็นต้องปิดบังจริงๆคือระยะเวลาคูลดาวน์ของพลังและข้อมูลสําคัญอื่นๆ เพราะมันอาจทำให้คนอื่นใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ได้

ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล พลังของทั้งสี่คนนี้สร้างความผันแปรและทำให้พวกเขาปรับกลยุทธ์การต่อสู้ได้มากมาย แต่เนื่องจากการป้องกันที่สมบูรณ์ของหวังเล่ย จึงไม่มีใครคิดได้เลยว่าจะเอาชนะหวังเล่ยยังไง?

ในระหว่างการต่อสู้ครั้งที่สอง ไม่มีใครคิดที่อยากจะสู้เลย เพราะเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ไม่มีวันแพ้ เป็นใครก็รู้สึกสิ้นหวังอยู่ดี

ซึ่งมันส่งผลให้การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งสี่คนส่วนใหญ่ทำได้แค่สะกิดเท่านั้น ซึ่งโม่ซิ่วเองก็ไม่ได้ใช้พลังใดๆด้วย

สุดท้ายทั้งสี่คนก็ถูกซัดจนหมอบลงกับพื้นอีกครั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ หวังเล่ยจึงหยุดและพูดว่า “คาบเรียนของวันนี้จบลงแล้ว พรุ่งนี้พวกนายจะต้องมาสู้กับฉันใหม่”

พวกเขาทั้งสี่คนช่วยกันพยุงกันและกันขึ้นมา โม่ซิ่วและคนอื่นๆเองต่างเริ่มสงสัยแล้วว่าคาบการต่อสู้นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อฝึกพวกเขา แต่หวังเล่ยแค่ต้องการทรมานพวกเขามากกว่า

พอตกตอนกลางคืน...

หลังจากที่พวกเขาสี่คนทานอาหารเย็นแล้ว เย่หยวนก็ใช้พลังธาตุน้ำเพื่อรักษาทุกคน

หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับไปที่ห้องของตัวเองเพื่อพักผ่อน เนื่องจากพวกเขาต้องสู้มาตลอดทั้งช่วงบ่ายดังนั้นทุกคนจึงเหนื่อยมาก

หลังจากกลับไปที่ห้องของเขา โม่ซิ่วก็เริ่มสรุปสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในวันนี้ ในขณะเดียวกันโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

มันเป็นข้อความจากเจิ้งอี้

“โม่ซิ่ว นี่นายจะบ้าเรอะ?! นายบอกฉันว่านายกําลังจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็จริง แต่นายไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าจะไปเลยแบบนี้น่ะ! แล้วนายไปเรียนที่ไหนเนี่ย?!”

โม่ซิ่วจึงตอบไป

“เออน่า เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนจะสอบเข้า ถ้าเสร็จแล้วเดี๋ยวก็ไปเองแหละ”

“แล้วแต่ละกัน ว่าแต่นายไปเรียนที่โรงเรียนไหนกันเนี่ย?”

"มันเป็นโรงเรียนที่นายเองก็คาดไม่ถึงไงล่ะ"

“หา...?”

…..

อีกด้านหนึ่งที่กำลังมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง

หวังเล่ยพูดกับชายชราคนหนึ่งว่า “อาจารย์ถัง พลังของโม่ซิ่วนั้นหายากจริงๆ พลังของเขาอาจสามารถเพิ่มพลังทั้งหมดในร่างกายของเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มากที่จะทําเรื่องยกเว้นและส่งเขามาที่ชั้นเรียนระดับสูงได้”

ในขณะเดียวกัน อาจารย์ถังกำลังนอนตะแคบอยู่บนเตียงและพูดด้วยความโกรธว่า “นายคงไม่รู้อะไรสินะ? เด็กคนนั้นน่ะไม่ธรรมดาหรอก บางทีเขาอาจมีพลังมากกว่าหนึ่งอย่างด้วยซ้ำ หวังหยูหลังจากที่นายดูคุณสมบัติของเด็กคนนั้นแล้วมีความผิดปกติอะไรบ้างหรือไม่?”

หวังหยูคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็ดันแว่นขึ้นแล้วพูดว่า “พื้นฐานของร่างกายของเขาไม่เลวและไม่มีความผิดปกติใดๆครับ”

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะมอบภารกิจให้กับนาย เปิดใช้งานพลังของนายเพื่อจับตาดูโม่ซิ่วตลอดทั้งวันซะ”

...

เช้าวันรุ่งขึ้นในห้องเรียน

"หัวข้อหลักในวันนี้เกี่ยวกับการอัพเกรดพลัง"

“ก่อนหน้านั้น พวกเรามาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้กันก่อน พวกเธอสังเกตไหมว่าหวังเล่ยบอกให้พวกเธอพักสามชั่วโมงก่อนที่จะต่อสู้อีกครั้ง?”

ทั้งสี่คนพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้น หวังเล่ยรู้ได้ยังไงว่าพลังของพวกเธอต้องใช้คูลดาวน์ให้เสร็จภายในสามชั่วโมงน่ะ?”

“คำตอบนั้นง่ายมาก จากการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก พลังที่ไม่ใช่พลังที่สามารถปลดพล่อยพลังมหาศาลออกมาได้จะมีเวลาคูลดาวน์เสร็จสิ้นภายในสามชั่วโมง ซึ่งนี่คือสิ่งที่จะครอบคลุมในหลักสูตรที่จะเรียนด้วย ดังนั้นพวกเธอควรที่จะเข้าใจมันก่อน”

“กลับไปที่หัวข้อหลักกันเถอะ ในตอนนี้มีสองวิธีในการอัพเกรดพลังของพวกเธอ หนึ่งคือการฝึกและอย่างที่สองคือการกิน..”

จบบทที่ บทที่ 10: คาบเรียนการต่อสู้

คัดลอกลิงก์แล้ว